เดือนมกราคมของทุกปีฉันไม่นึกถึงวันไหนเท่ากับ "วันครู" แม้ว่าจะมีวันปีใหม่หรือวันเด็ก  เพราะวันปีใหม่มีคนทั่วโลกต่างให้ความสนใจเป็นพิเศษอยู่แล้ว  ส่วนวันเด็กนั้นหากเป็นสมัยก่อนก็อาจรู้สึกเป็นพิเศษ  แต่ภายหลังวันเด็กกลับกลายไม่ใช่ "วันเสาร์ที่ ๒" ตามที่ทุกคนเข้าใจ  เพราะหลาย ๆ โรงเรียนจัดให้เด็กก่อนวันเสาร์  ความสำคัญจึงลดลง  แต่ฉันให้ความสำคัญกับเด็กทุกคนและทุกวันมากกว่าเดิม

           ฉันคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะเขียนบันทึกถึงครู  ประกอบกับวันนี้โทรทัศน์ช่องหนึ่งได้เชิญชวนให้ทุกคนเขียนถึงครู เพื่อปลูกจิตสำนึกให้กับเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าของครู หันมาสนใจใฝ่เรียนใฝ่รู้กันมากขึ้น  ทำให้ความตั้งใจของฉันได้หันมาเขียนบันทึกเสียที  ตามที่คิดไว้จะเขียนถึงคุณครูทุกท่าน  โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันครู

           "ครูของฉัน" เมื่อฉันเอ่ยถึงคุณครู  เพื่อนมักจะย้อมถามฉันว่า "ทำไมเธอจึงจำได้  ฉันจำครูในวัยเด็กไม่ได้แล้วหละ  นอกจากคุณครูที่สอนตอนโตแล้ว"  เมื่อยามที่ได้โอกาสฉันจะไปเยี่ยมคุณครูของฉันที่มหาวิทยาลัย  บางท่านก็เจอบางท่านก็ไม่เจอ  ครั้งสุดท้ายไม่นานมานี้ฉันได้ไปเยี่ยมอาจารย์ที่สอนฉันในชั้นปริญญาโทท่านหนึ่งที่มหาวิทยาลัย  อาจารย์ดีใจมากและกล่าวว่า "เธอเป็นลูกศิษย์คนเดียวในรุ่นที่คิดถึงครู"  ส่วนอาจารย์ท่านอื่น ๆ อีกหลายท่านเรายังติดต่อกันอยู่ได้พบปะ ได้ร่วมงาน และส่งข่าวถึงกันเสมอ  พระคุณของทุกท่านซาบซึ้งตราตรึงอยู่ในหัวใจไม่เคยลืม

            บันทึกนี้จึงอยากจะเขียนความในใจ  ของลูกศิษย์ที่มีครูให้ระลึกถึงพระคุณ  คิดถึงคุณครูทุกท่านที่อบรมสั่งสอน  ทำให้ฉันเกิดสำนึกดี  นำคำสั่งสอนของคุณครูและจดจำนำแนวทางมาปฏิบัติในอาชีพเมื่อเป็นครูและการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

            คุณครูนงเยาว์  เจริญวงศ์  เป็นคุณครูสอนฉันเมื่อชั้นอนุบาล  คุณครูดูเหมือนเป็นผู้เกษียณอายุแล้ว  เพราะท่านมีผมสีขาวเต็มศีรษะแล้ว  เมื่อไปถึงโรงเรียนฉันมักจะร้องไห้  ไม่อยากอยู่โรงเรียน อยากกลับบ้านไปหาพ่อแม่ วันอื่น ๆ ฉันจำไม่ได้  แต่จำได้เพียงครั้งนี้เท่านั้น "คุณครูนงเยาว์อุ้มฉันขึ้นนั่งบนตัก กอดและลูบหัวบอกฉันว่าอะไรก็จำไม่ได้  แต่ฉันหยุดร้อง และวันต่อมาก็หยุดร้องไห้  เมื่อไปถึงโรงเรียนก็อยากไปหาคุณครูนงเยาว์เท่านั้น" ฉันจดจำท่าทางของคุณครูไม่ว่าจะเดินหรือนั่ง  ใบหน้าของคุณครูยิ้มอิ่มเอิบ

           ฉันย้ายโรงเรียนไปขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  มีคุณครูผู้ชายชื่อ "คุณครูบุญรัตน์ อานุภาพ" ท่านมีรูปร่างผอม สูง  มีท่าทางเก้งก้าง  ขี่จักรยานล้อโต ๆ มาโรงเรียน เวลาอยู่ในห้องเรียน "คุณครูจะเดินดูนักเรียนทุกคนอย่างทั่งถึง  วันหนึ่งท่านบอกให้ฉันเขียนตัวหนังสือให้มีหัวกลม ๆ โต ๆ และจับมือฉันเขียนด้วย และที่สำคัญฉันเขียนคำว่า เมฆ เป็น เฆม คุณครูได้นำฉันออกไปนั่งที่โต๊ะครู  เขียน ม ม้า และ ฆ ระฆัง จนคล่องแล้วสอนให้สะกดใหม่" คุณครูไม่เคยนั่งอยู่บนโต๊ะแบบวางมาดให้ฉันเห็นเลยสักครั้งเดียว  เวลาครูตรวจงาน  คุณครูจะยกเก้าอี้ตามไปนั่งข้าง ๆ นักเรียนเสมอ  และเวลาเล่นเกมคุณครูจะไม่ทำตัวเป็นผู้ตัดสินแต่คุณครูจะร่วมเล่นกับนักเรียน

          ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ และ ๓ มีคุณครูคนเดียวคือ "คุณครูศรีพรรณ  เชื้ออินต๊ะ"  คุณครูน่ารักมาก  ขี่จักรยานมีเสียงดังติ๊ก ๆ แต่งตัวสวย นุ่งกระโปรงยาว ใส่เสื้อสีขาว สีชมพู สีเหลือง สีฟ้าอ่อน ๆ และมีผมดัดเป็นลอน ๆ แต่คุณครูยังไม่แต่งงานเพราะเป็นนางสาว  "คุณครูใจดี พูดเบา ๆ กับนักเรียน บทเรียนที่ฉันได้กับคุณครูคือ ฉันเขียนตัวหนังสือหัวเข้า หัวออก และเขียนกลับกัน  บางตัวก็ไม่มีหัว  เพราะดูจากกระดานไม่ชัด คุณครูบอกพ่อว่าควรไปตรวจอาจเป็นสายตาสั้น ที่สำคัญฉันถูกครูลงโทษให้คัดคำว่า ควร  โกรธ ประโยชน์ คำละ ๑ หน้า เพราะฉันสะกดผิดเป็นครว โกธร  ประโยนช์"  ตั้งแต่นั้นมาจึงไม่เขียนผิดอีก  และสายตาสั้นจริง ๆ เหมือนที่ครูสงสัย  แสดงว่าคุณครูให้ความสนใจนักเรียนอย่างทั่วถึง  รวมทั้งสังเกตกิริยาของฉันด้วย

           ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔  คุณครูสวยสมชื่อ "คุณครูเรือนแก้ว คำระนันท์" สวยคนละแบบกับคุณครูคนก่อน  การเรียนของฉันกพอไปวัดไปวาได้ ไม่ทำให้ครูหนักใจ  เพราะครูสมัยนั้นสอนทุกวิชาในห้องเรียนของตนเอง  มีวันหนึ่งฉันเก็บกระเป๋าตังค์ของผู้ปกครองได้มีตังค์ ๑๐๐ บาทและเหรียญอีกส่วนหนึ่ง  ฉันนำไปส่งครู  "รุ่งเช้าต่อมาคุณครูและครูใหญ่ไปยืนประกาศหน้าเสาธงชื่นชมว่าฉันเป็นเด็กดี  แม้ไม่มีรางวัลหรือสิ่งของอะไรมอบให้  แต่มันมีคุณค่าที่ประทับใจมาจนทุกวันนี้"  ฉันจึงเชื่อมั่นว่าสิ่งของรางวัลใด ๆ ไม่มีคุณค่าเท่ากับการแสดงออกด้วยใจจริง  เหมือนกับที่ฉันเคยอ่านหนังสือฝรั่งเล่มหนึ่งว่า "คำชมของครูทำให้หนูเป็นคนดี"

           ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ คุณครูชื่อเหมือนในหนังสือเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ "คุณครูเรณู วุฒิการณ์" ฉันเริ่มเป็นเด็กโต  สามารถจดจำเหตุการณ์ได้มากขึ้น  คุณครูท่านนี้เป็นคนสวย น่ารัก ยิ้มแก้มปริสวยใสทุกวัน "วันหนึ่งเพื่อนของฉันเป็นไข้ และอาเจียนออกมาในห้องเรียน  คุณครูไปโอบกอด  มือและแขนประคองเพื่อนด้านหนึ่ง  และมืออันเรียวงามของครูอีกข้างหนึ่งรองรับอาเจียนจากปากของนักเรียนโดยไม่รังเกียจ  ไม่เช่นนั้นอาเจียนจะพุ่งกระจายไปใส่นักเรียนคนอื่น ๆ"  คุณครูไม่เคยรังเกียจแม้กระทั่งอาเจียนของลูกศิษย์  ฉันประทับใจและนำแบบอย่างมาปฏิบัติโดยไม่แสดงรังเกียจกับนักเรียนของฉัน เมื่อฉันเป็นครู

          ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ คุณครูท่านนี้สวยแบบอ่อนหวาน เรียบ ๆ ไม่แต่งหน้า "คุณครูแพรวพรรณ  มะโนสุมนา" ชอบแต่งกายด้วยผ้าดอก สีสันอ่อนหวาน กระโปรงบานเพราะคุณครูเก่งเรื่องการทำอาหาร  สอนวิชางานบ้านและการฝีมือทุกอย่างด้วย "คุณครูจับได้ว่าฉันแอบขโมยการฝีมือที่สำเร็จแล้วของคุณแม่  ไปส่งครู  แทนที่ฉันจะถูกลงโทษ  แต่คุณครูถามฉันว่า จะให้บอกคุณแม่หรือไม่"  เมื่อคุณแม่ทราบฉันจึงได้นำตัวไปเยี่ยวยา  เติมเต็มในความวิปริตทางจิตใจชั่วคราว  และไม่ทำแบบนั้นอีก  เพื่อน ๆ ก็ไม่ทราบพฤติกรรมที่ฉันทำลงไป  แบบอย่างนี้ฉันได้นำมาปฏิบัติกับนักเรียนของฉันด้วยคือ "การรักษาความลับของลูกศิษย์" อันเป็นจรรยาบรรณของครูอีกข้อหนึ่งด้วย

        ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ คุณครูที่เปลี่ยนแปลงฉันแทบทุกอย่าง "คุณครูวีรชัย  สายยนต์" คุณครูสอนดนตรีไทยด้วย  ส่วนฉันย่างเข้าสู่ระยะเริ่มต้นของวัยรุ่น และไม่ชอบแสดงออก  แต่อย่างไรนักเรียนทุกคนต้องสอบผ่านการเล่นดนตรีไทยอย่างชำนาญการ ๑ อย่าง และร้องเพลงไทยเดิมให้ได้จังหวะอีก ๑ เพลง โดยแสดงให้เพื่อนทั้งชั้นตัดสินว่าผ่านหรือไม่ผ่าน  "คุณครูคงสังเกตว่าฉันสนใจซออู้ คุณครูได้สอนให้ฉันนอกเวลาวันละ ๓๐ นาที โดยสอนแตกต่างกับเพื่อน ทีละขั้นตอน เพราะฉันเรียนการสอนในห้องเรียนตามโน้ตไม่ได้ ส่วนเพลงฉันเลือกเพลงลาวคำหอม คุณครูให้ฉันฝึกร้องทีละวรรค  เพิ่มเป็นทีละท่อน  จนสามารถสอบผ่านหน้าชั้นได้หวุดหวิด  และสามารถเล่นซออู้ได้  ทำให้ฉันมีความมั่นใจในการกล้าแสดงออก" ฉันได้นำแบบอย่างของคุณครูมาใช้กับนักเรียนของฉัน และมีความเชื่อว่า "ทุกอย่างฝึกได้  แม้กระทั่งการกล้าแสดงออกที่ทุกคนเห็นว่าเป็นเรื่องยาก"

         "คุณครูวีรชัย" ไม่เคยตำหนิติเตียนนักเรียน  ตอนที่ฉันฝึกกับคุณครูท่านพูดให้กำลังใจตลอดเวลา  แม้ว่าฉันจะหมดความอดทน ทำให้มีกำลังใจฝึกขึ้นมาอีก ก่อนที่จะเล่นหน้าชั้นแบบเดี่ยว ๆ คุณครูได้เรียกเพื่อนมา ๖ คน เป็นผู้ชมและตัดสินว่าฉันเล่นได้ดีแล้ว  จึงไม่แปลกใจเลยว่า "ลูกศิษย์ของคุณครูวีรชัยเล่นดนตรีไทยเป็นและร้องเพลงไทยเดิมได้ทุกคน"  ขอยกย่องว่า "คุณครูผู้มีจิตวิญญาณอันสูงส่งหาที่เปรียบไม่ได้"

           หลังจากที่ฉันขึ้นชั้นมัธยมศึกษาแล้ว  การพบคุณครูที่สอนระดับประถมลดลง  แต่การระลึกถึงเพิ่มขีดจำกัดขึ้น เมื่อเติบโต  และพบเจอสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาหรือมีปัญหา  แบบอย่างรวมทั้งการได้รับอบรมสั่งสอนถูกนำมาใช้  ฉันจึงมีความเชื่อว่า "การอบรมของครูไม่เพียงแต่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเท่านั้น  เมื่อถึงเวลาจิตสำนึกจะเกิดขึ้นเอง  ไม่อยากให้ครูปล่อยปะละเลยการอบรมนักเรียนคู่ไปกับการสอนทางวิชาการ  และเชื่อว่าทุกอย่าง ทุกคนสามารถฝึกได้อาจจะแตกต่างเรื่องเวลา บริบทแวดล้อม และความแตกต่างระหว่างบุคคล"  และมีความเชื่อว่า "ครูคือแบบอย่าง" ที่ดีงามของลูกศิษย์อย่างแท้จริง

          ด้วยความสำนึกในพระคุณของ "คุณครูทุกท่านที่กล่าวมา" ไม่ว่าคุณครูจะอยู่ที่ไหน แต่ขอเรียนว่า "คุณครูอยู่ในดวงใจของศิษย์เสมอ" คุณครูเป็นผู้สร้างโลกใหม่ให้กับลูกศิษย์ ขอจดจำและระลึกถึงพระคุณตลอดไป

          แม้ว่าวันนี้ ฉันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคุณครูของนักเรียนแล้ว  แต่ฉันมีความสำนึกรักต่อคุณครูทุกท่านอยู่เต็มหัวใจและขอเป็นกำลังใจให้กับ "คุณครูดีศรีแผ่นดินทุกท่าน"  ที่มีจิตวิญญาณเพื่อเด็ก  ด้วยความศรัทธาอย่างจริงใจค่ะ