GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อน

ใช้เมตตา subset ของปัญญาแทนความทะเยอทะยาน subset ของกิเลส

จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนที่กำลังอยู่ในสภาพการณ์เดียวกัน การไปให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ เมื่อก่อนเคยใช้ความทะเยอทะยาน ความอยากมีอยากเป็น ความต้องการการยอมรับมาเป็นแรงผลักดันในการต่อสู้บากบั่นเพื่อสร้างฝันให้เป็นจริง แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้เรียนรู้ว่า subset ของกิเลสดังกล่าวส่งผลร้ายต่อเรา จนมาถึงจุดหนึ่งเมื่อไม่อยากมีอยากเป็นสลับกับแรงจูงใจจากกิเลสดังกล่าวลดลง ในขณะที่เมื่อศึกษาพุทธศาสตร์ไปเรื่อยๆ ได้ทราบว่าโลกมันก็จะเป็นอย่างนี้เป็นวัฏจักรไปไม่มีที่สิ้นสุด มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สร้างอะไรไว้บนโลกไม่นานก็สูญสลาย แล้วจะเหนื่อยยากไปทำไม...

แต่เค้ากระตุ้นเตือนให้นึกถึง "เมตตา" อันเป็น subset ของปัญญา ใช่ บางครั้งก็ลืมไป บางครั้งก็นึกได้แต่ไม่แรงพอ ในเมื่อฉันทะก็ขาดๆ เกินๆ ไม่คงที่ ต้องเพิ่มความแรงของเมตตาให้มากกว่านี้ จะลองดู...

...@@@มาเพื่อเรียนรู้ พัฒนาตนเอง ช่วยเหลือผู้อื่น แล้วก็จากไป@@@...จนกว่าจะหลุดพ้น000...

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 41859
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น(3)

     เป้าหมายที่เราจะไปให้ถึงหากเราใช้ความทะเยอทะยาน ความอยากมีอยากเป็น ความต้องการการยอมรับมาเป็นแรงผลักดัน อาจจะทำให้ไม่มั่นคง ผมก็เคยเป็นเช่นนั้นอยู่นานเท่านาน มาวันหนึ่งคิดว่าหากเราได้พยายามว่าเมื่อถึงเป้าหมายนั้นแล้วเราน่าจะทำเพื่อคนอื่น ชุมชน หรือสังคม ได้ดีกว่าเดิม สุดท้ายเรากลับมีพลังขึ้นอีกครั้งอย่างประหลาด

ขอเสริมนิดนึงว่า  ความอยากในเรื่องที่ดี  เช่นทะยานอยาก  พูดให้สวยและเชิงวิชาการคือแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์  ถ้าหากปลูกจิตสำนึกให้นักเรียนเล็กๆได้  เป้าหมายในชีวิตของพวกเขา  ตลอดไปถึงประเทศชาติก็จะดีไปด้วย

อยาก..มันไม่มีที่สิ้นสุด  ตราบใดยังเป็นคน  แต่ถ้าอยากให้มีจังหวะ  รู้จุดยืนของตนเอง และดึงนำมาใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมกับทุกสถานการณ์  ความอยากก็จะบรรลุเป้าหมายได้ 

  • ใช่ค่ะ คุณชายขอบ เคยใช้ทั้งสองด้านเป็นแรงผลักแต่เมื่อด้านหนึ่งหายไป ทำให้อีกด้านที่เหลือไม่มีพลังเพียงพอ เลยต้องเสริมด้านที่เหลือนี้ให้มากขึ้น ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์เพื่อเติมต่อพลังไปสู่จุดหมายค่ะ
  •  ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์สิริพร จากประสบการณ์ของตนสมัยเด็กๆ นะคะ มีความทะยานอยากมาก เพราะเรียนเก่งมากและจะได้รับคำชมอยู่เสมอ ยิ่งทำให้มุ่งมั่นมากขึ้นเพื่อให้ได้เป็นที่ยอมรับและได้รับคำชมอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วเพราะการเป็นคนเก่งทำให้ต้องรับผิดชอบงานกลุ่มมาก เริ่มแบ่งเวลาไม่ถูก ทำงานไม่ทัน การเรียนลดลง เริ่มรู้สึกแย่ อับอาย มีผลต่อชีวิตในช่วงต่อมา ทำให้ได้เรียนรู้ด้านลบของความอยาก หากไม่มีการป้องกันหรือทำให้รู้ว่าอยากเพราะอะไร อยากเพื่อสะสมกิเลสของตนเอง ตนแน่ ตนเก่งกว่าคนอื่น หรือว่าอยากเพื่อละกิเลสของตน ช่วยผู้อื่น ซึ่งจะไม่ส่งผลให้กิเลสนั้นกลับมาเผาไหม้ตนเองภายหลังค่ะ