. . ที่นั่นไม่มีการแบ่งแยกระหว่างตัวเรา (อัตตา) กับสิ่งต่างๆ (สรรพสิ่ง) อีกต่อไป . . ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็เป็นสิ่งเดียวกัน We are all one !
            โปรดอย่าเข้าใจผิด คิดว่าการใช้ความคิดเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่ควรทำนะครับ ในทางตรงกันข้ามหลายคนคงจำความรู้สึกของตัวเองได้ดี เวลาที่มีอะไรผิดพลาด เรามักจะตวาดลูกน้องหรือไม่ก็ขุ่นข้องในใจว่า . . ทำไมหนอ ทำไมไม่รู้จักใช้หัวคิดกันบ้าง . . ทำไปเช่นนั้นได้ยังไง . . คิดไม่เป็นหรือไง . . อะไรทำนองนี้ นี่ย่อมแสดงว่าการคิดนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน หรือการแก้ปัญหา จะเห็นได้ว่าเราจำเป็นต้องใช้ความคิดด้วยกันทั้งนั้น


            หากมองย้อนกลับไปในชีวิตของเรา จะเห็นได้ว่าเราถูกสอนมาให้คิดตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ถูกสอนให้คิดเกี่ยวกับเรื่องใหญ่ๆ ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ ที่จิ๊บจ้อย เราถูกฝึกมาทั้งชีวิตให้ใช้ความคิดตลอดเวลา จนกลายเป็นว่าเรา "เสพติดการคิด" ไปโดย “ไม่รู้ตัว” ซึ่งสิ่งนี้ก็ได้สร้างปัญหาใหญ่ขึ้นมาคือว่ามันทำให้เราเห็น (เข้าใจ) ชีวิตของเราผ่านความคิดอยู่ตลอดเวลา แทนที่เราจะเห็นชีวิตตามที่มันเป็น อย่างที่อาจารย์เซนมักพูดว่าเป็นการเห็นชีวิตแบบซื่อๆ คือไม่อยู่ภายใต้การปรุงแต่งใดๆ (ผ่านความคิดของเรา)


            ครั้นต่อมาวันหนึ่ง วันที่เราต้องการจะเข้าถึงความลึกซึ้งของชีวิต วันที่เราอยากจะเข้าใจในสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่าธรรมะ (บางคนอาจจะเรียกว่าเต๋า หรือพระเจ้า) วันที่เราอยากจะเห็นความเป็นธรรมดา อยากจะเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิต ในวันนั้นครูบาอาจารย์พยายามเคี่ยวเข็นฝึกให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับเวลาปัจจุบัน เห็นความสำคัญของปัจจุบันขณะ ฝึกให้เราหัด “รู้ตัว” อยู่กับชั่วขณะนั้น ท่านบอกว่านี่แหละ Moment ที่สำคัญ Moment ที่ทำให้เราเข้าถึงชีวิตที่แท้จริง เป็น Moment ที่ไม่มีสิ่งแปลกปลอมใดๆ ผ่านความคิดเข้ามา เรียกได้ว่าเป็นสภาวะที่ปราศจากซึ่งความคิด


          เป็นจุดที่เราไม่ได้เห็นชีวิตผ่านเลนซ์ความคิดของเรา เป็นชั่วขณะ (ภาวะ) ที่การรับรู้ของเราไม่เจือความคิดใดๆ (ผัสสะบริสุทธิ์) เป็นจุดที่ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างตัวเรา (อัตตา) กับสิ่งต่างๆ (สรรพสิ่ง) อีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็เป็นสิ่งเดียวกัน We are all connected ! We are all one ! แหมอยากสัมผัสจุดนั้นจริงๆ ว่ามันเป็นเช่นไร? . . ก็คงต้องฝึก "รู้ตัว" ต่อไปๆๆๆๆๆ