เทศกาลปีใหม่นี้นับเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่ได้พาครอบครัวของคุณณัฏฐ์และคุณอ้อมพร้อมกับลูกชาย "โลมา"  ไปทำบุญเที่ยวชมสถานที่สำคัญในบ้านเรา  ไม่ต้องไปไกล ๆ ให้สิ้นเปลืองและช่วยลดภาระการติดขัดทางจราจรได้อีกทางหนึ่ง  วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๔ พวกเราได้ไปไหว้เจ้าพ่อเห้งเจียและเทพเจ้าอีกหลายองค์ที่ศาลเจ้าพ่อเห้งเจียใกล้บ้าน  จึงต้องหาความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาเพื่อเล่าผ่านบันทึกนี้

        เนื่องจากมีกลุ่มชาวจีนจากโพ้นทะเลได้อพยพถิ่นฐานจากประเทศจีนเพื่อเข้ามาค้าขายในประเทศไทยกันเป็นจำนวนมาก ประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้มีการรวมกันของชาวจีนร่วมกันก่อตั้งสถานที่ปฏิบัติธรรมหรือที่เราเรียกกันว่าโรงเจ  มีชื่อว่าไซทีฮุกตึ๊ง  และได้พบว่าบริเวณเขาสมอแคลงเป็นพื้นที่ที่มีความสงบร่มเย็นและมีฮวงจุ้ยที่เหมาะสม  จึงได้ช่วยกันเสียสละบริจาคทรัพย์สิน  เพื่อก่อสร้างเป็นโรงเจไว้สำหรับประกอบพิธีทางศาสนาของชาวจีน  และพิธีกินเจสวดมนต์ไหว้เจ้าและได้อัญเชิญเจ้าพ่อเห้งเจีย  (ไต่เสี่ยฮุกโจ้ว)  มาประดิษฐานที่นี่ 

         เนื่องจากสภาพตัวอาคารได้ชำรุดทรุดโทรมไปมากตามกาลเวลา  ต่อมาได้ทำการปรับปรุงใหม่แต่ยังคงสภาพโครงสร้างเดิมไว้  พร้อมกับสร้างจุดที่พักชมวิวที่บริเวณหน้าผา  สามารถมองทัศนีย์ภาพของตัวอำเภอวังทอง มีการปรับปรุงพื้นโดยนำหินแกรนิตมาปูใหม่ทั้งหมด  มีลวดลายของหินที่สวยงดงามเป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยวที่ได้ขึ้นไปชมความงดงาม  ผู้คนนิยมขึ้นไปสัมผัสกับธรรมชาติและไหว้พระขอพรจากองค์เจ้าพ่อเห้งเจียอันศักดิ์สิทธิ์และองค์ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ อีกทั้งมหาวิหารเง็กเซียนฮ่องเต้ที่มีความสวยงามด้วยศิลปะจีน และยังมีรูปหล่อองค์เทวะอาจารย์ "อรหันต์จี้กง" ไว้ให้ประชาชนได้กราบไหว้สักการะบูชาและขอพร

       ศาลเจ้าพ่อเห้งเจียจังหวัดพิษณุโลก ตั้งอยู่บนยอดเขาสมอแคลง อำเภอวังทอง ถนนมิตรภาพ  ทางหลวงหมายเลข ๑๒ สายพิษณุโลก-หล่มสัก ถือว่ามีโรงเจที่เก่าแก่อยู่ที่นี่ซึ่งตั้งมานานกว่า ๖๐ ปี ภายในศาลเจ้านั้นเป็นที่ประดิษฐานขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ และองค์เจ้าพ่อเห้งเจีย พระอรหันต์จี้กง พระขี้เมา

         นักท่องเที่ยวนิยมมากราบไหว้ขอพรจากพระอรหันต์จี้กง (พระขี้เมา) ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะสาธุชนที่เดินทางมากราบไหว้ พระอรหันต์จี้กง มักจะนำสุรา ชนิดต่าง ๆ มาถวาย เพื่อขอพรจากองค์พระอรหันต์จี้กง จนเป็นที่เรียกขานติดปากว่า (พระขี้เมา) พระอรหันต์จี้กง มีขนาดใหญ่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์

         ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลก นอกจากนี้ยังมีโรงเจสำหรับผู้ถือปฏิบัติทานิหารเจ  และเปิดห้องพักให้ประชาชนที่ต้องการมาปฏิบัติธรรมพัก ค้างคืน ได้พักอยู่ในศาลเจ้า ตลอดการปฏิบัติในการถือศีลกินเจ

ความสำคัญของศาลเจ้าพ่อเห้งเจีย

       การเคารพนับถือและเลื่อมใสของชาวจีนมีความเชื่อกันว่าเทพเจ้า ‘ซุนหงอคง’  เป็นเทพผู้ประทานความสุขและเป็นผู้กำจัดป้องกันเหล่าปีศาจร้าย    จึงมีศาลเจ้าหลายแห่งจะมีรูปเคารพของเทพวานรองค์นี้  เพื่อไว้ ให้คนที่เลื่อมใสศรัทธามีโอกาสเข้าไปสักการะขอพร
       เจ้าพ่อเห้งเจียภายหลังจากการอัญเชิญพระไตรปิฎกได้สำเร็จ ท่านจึงขึ้นบวชจนสำเร็จอรหันต์ ซึ่งการบวชครั้งนี้เจ้าแม่กวนอิมเป็นผู้บวชให้และได้ตั้งนามใหม่ โดยได้นามว่า ‘ไต้เสี่ยฮุดโจ้ว’

ความศรัทธาในการกราบไหว้เจ้าพ่อเห้งเจีย

       การกราบไหว้และบูชาเจ้าพ่อเห้งเจีย มีความเชื่อว่าจะทำให้ให้ชีวิตเป็นสิริมงคล มีความราบรื่น  เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี ปราศจากอุปสรรค  ครอบครัว ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ทำธุรกิจการค้าการขาย มีความเจริญก้าวหน้า ปกป้องสิ่งที่ไม่ดี ไม่ให้เข้ามาในชีวิต แต่ผู้ที่ได้ครอบครองเจ้าพ่อเห้งเจีย  จะต้องเป็นผู้ประพฤติดี คิดดี ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น  พรทุกอย่างก็จะเกิดผล ทำให้ชีวิตมีความผาสุก  การประกอบกิจการมีความเจริญก้าวหน้าอย่างดียิ่ง


สถานที่สักการะ ‘ไต้เสี่ยฮุดโจ้ว’  ในประเทศไทย

ศาลเจ้าเง็กฮกตึ๊ง ตั้งอยู่ที่สวนผัก ตลิ่งชัน ซอย ๑๙ กรุงเทพฯ
ศาลเจ้าเห้งเจีย เกาะมันกลาง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
ศาลเจ้าพ่อเห้งเจีย เขาสมอแคลง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
ศาลเจ้าไต่เสี่ยฮุดโจ้ว วัดไตรมิตร หัวลำโพง
โรงเจเจ้าพ่อเห้งเจีย จังหวัดอุดรธานี
ศาลเจ้าพ่อเห้งเจีย เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
 
ตำนานเจ้าพ่อเห้งเจีย


       เทพเจ้าเห้งเจียองค์นี้ถือกำเนิดจากหินชนิดหนึ่งที่ถูกแสงสุริยันจันทราส่องอาบมานานนับพันปี อยู่มาวันหนึ่งหินนี้ได้แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ และมีลิงตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากหินก้อนนั้น เจ้าลิงตัวนี้ได้บุกขึ้นไปเขาฮัวกั่วซานหรือเขาผลไม้ ซึ่งมีลิงอาศัยอื่น ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก  จึงตั้งตัวเป็นใหญ่มีนามว่า "มุ้ยเกาอ๋อง"

       วันหนึ่งมุ้ยเกาอ๋องเห็นลิงในฝูงตัวหนึ่งตายลงด้วยความชรา จึงเกิดความวิตกและคิดจะหาทางแก้ไขที่จะทำให้ตนเองไม่ต้องเจ็บหรือตาย จึงออกจากฝูงเดินทางเสาะแสวงหาวิธีแก้ไข จนในที่สุดก็พบกับเซียน "โผเถโจ๊ซือ" หรือสุภูติ และได้ฝึกวิชาคาถาอาคมจนมีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงกายได้ ๗๒ รูป   มีนัยน์ตาทั้งสองก็ฉายแสงโชติช่วงไปยังสวรรค์ เดิมมีชื่อว่าหงอคง สามารถกระโดดตีลังกาได้ไกลกว่า ๓๐๐ ลี้ และมีชื่อใหม่ว่า "ซุนหงอคง" ต่อมาพระโพธิสัตว์กวนอิมประทานชื่อใหม่ว่า"เห้งเจีย"

        เมื่อฝึกวิชาได้สำเร็จแล้วก็เกิดลำพองใจ  ได้เดินทางอาละวาดไปทั่วแคว้นไม่เว้นแม้แต่บนสวรรค์หรือใต้บาดาล  ทำให้เง็กเซียนฮ่องเต้ทราบเรื่อง จึงต้องส่งทหารสวรรค์และเทพต่างๆ ไปจับซุนหงอคง แต่ไม่สามารถจับได้เพราะถูกซุนหงอคงเล่นงานจนแตกกระจาย 

       เง็กเซียนฮ่องเต้ต้องยอมแพ้ให้ยกซุนหงอคงขึ้นเป็นใหญ่พร้อมแต่งตั้งให้เป็น "มหาเทพชีเทียนต้าเซิ้น"  แต่หงอคงก็ยังไม่ยุติการเหิมเกริม  จนกระทั่งองค์ยูไลต้องเสด็จมากำราบด้วยตัวเอง โดยจับหงอคงไว้ให้ภูเขาหินทับขังไว้นานถึง ๕๐๐ ปี และกำหนดไว้ว่าผู้ที่จะช่วยออกมาได้คือพระถัมซัมจั๋ง โดยซุนหงอคงต้องยอมบวช เป็นลูกศิษย์รับใช้พระถังซัมจั๋งไปชมภูทวีปประเทศอินเดียและต้องคุ้มครองพระถัง ซัมจั๋งไปตลอดทางด้วยจึงจะเป็นอิสระได้

          เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐  ซึ่งได้มาซื้อบ้านหลังนี้  เจ้าของโครงการฯ ได้พาขึ้นไปกราบไหว้ที่ศาลแห่งนี้  ยังเป็นศาลเล็ก ๆ ไม่ยิ่งใหญ่สวยงามเหมือนปัจจุบัน  และมีเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาว่า "ผู้ที่ไปกราบไหว้ครั้งแรกจะเป็นผู้โชคดีเสมอ"

         นับว่าสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรม และที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนที่เชื่อในเรื่องการทำดีอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก หากไม่ใช่วันเทศกาล  จะสงบมากเหมาะสำหรับการไปนั่งพักผ่อน  ชมวิว อ่านหนังสือ และฝึกปฏิบัติความสงบทางใจ

ที่มา : สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://www.burapa.com  และ http://www.horoworld.com

๒ มกราคม ๒๕๕๔

มองจากด้านหน้า

รูปปั้นของเทพเจ้าต่าง ๆ

มหาวิหารเง็กเซียนฮ่องเต้  อยู่บนยอดเขาอีกชั้นหนึ่ง

รอบ ๆ มหาวิหารเง็กเซียนฮ่องเต้ 

ภาพสลักหน้าต่างมหาวิหารฯ

บรรยากาศด้านข้างมหาวิหารฯ

    

ธรรมชาติที่ถูกตกแต่งอย่างลงตัว

หลานชาย "โลมา"

มองลานจากด้านหน้า

บริเวณจุดชมวิว