ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองกำลังเสพอยู่นั้นเป็นโทษ

ในระยะหลายปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพิจารณาตัวเองและสังคมรอบข้าง เกี่ยวกับการใช้หรือปฏิบัติตัวกับ “สิ่งเสพติด” ทุกประเภท ตั้งแต่

  • อาหาร
  • เครื่องดื่ม
  • ยารักษาอาการเจ็บป่วย 
  • สมุนไพร
  • เครื่องสำอางค์
  • ของใช้
  • ของเล่น
  • ของสะสม 
  • กีฬา
  • เกม
  • การท่องเที่ยว
  • การเข้าสังคม กลุ่มเพื่อน
  • สันทนาการ และ
  • กิจวัตรประจำวันทุกประเภท

บางอย่างที่พิจารณาแล้ว ไม่น่าจะเป็นอันตรายมากก็ลองเอาตัวเข้าไป “เสี่ยง” ลองดูเพื่อที่จะเข้าใจระบบความคิด ระบบสังคม และระบบของสิ่งเสพติด ที่นับว่า “เสี่ยงมาก” ต่อการเสพติด แต่ถ้าไม่ลองเสี่ยง ก็จะไม่เข้าใจ ไม่ได้ความรู้ที่เป็นจริง

แต่ผมก็มีความมั่นใจตัวเองว่าจะไม่ “ติด” อะไรง่ายๆ และยังมีความตั้งใจ “เรียนรู้” แฝงอยู่ในการ “ลอง” นั้น ที่คิดว่าทำไปด้วย “สติ” ที่คิดว่าจะมีปัญญา

ในกระบวนการเรียนรู้ของผม ผมทดลองหลายแบบ ตั้งแต่ลองเอง ลองถามคนที่กำลังใช้ และหยั่งเชิงว่าเขาคิดถึงสิ่งเสพติดเหล่านี้อย่างไร

ผมได้พบสิ่งไม่น่าเชื่อในวงการที่นิยม “สิ่งเสพติด” ที่ได้ พบว่า

  • ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองกำลังเสพอยู่นั้นเป็นโทษ หรือ ไม่มีประโยชน์
  • จำนวนหนึ่งแม้จะรู้ว่าเป็นโทษ ก็ยังมองว่าได้ประโยชน์มากกว่า หรือยังต้องพึ่งประโยชน์ที่ได้รับอยู่
  • จำนวนหนึ่งแม้จะรู้ว่ามีโทษจริงๆ ประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้ม ก็ยังทำใจ หรือหาทางออกยังไม่ได้
  • บางคนรู้ทางออก ทำได้ แต่ก็ยัง “หลงใหล” ในเสน่ห์ ของ “สิ่งเสพติด” เหล่านั้น

จากการที่ผมลองพิจารณาเส้นทางของการเสพติด ผมพบว่า

การเสพติดเริ่มมาจาก

  • แฟชั่น ที่เป็นนิยมของกลุ่มคน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่มีความเชื่อว่า ถ้าอยู่ในกลุ่มนี้ ต้องบริโภคสิ่งเสพติดชนิดนี้
  • ความทันสมัย เมื่อมีการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลง คนที่นิยมชมชอบกับเสน่ห์ของสิ่งเสพติด ก็จะถูก “ความทันสมัย” ชักจูงแบบ ตามๆกันไป
  • กลุ่มเพื่อน ก็มีส่วนชักจูง ความต้องการการยอมรับ และการพูดคุย ใครไม่มี หรือไม่สัมผัสจะถือว่าไม่เหมือนเพื่อน ไม่เป็นที่ยอมรับ แม้จะเป็นเรื่องไร้สาระขนาดไหน ก็จะต้องทำ หรือสัมผัสให้ได้ ไม่งั้นจะถือว่า “เชย” ในกลุ่ม กลายเป็นคนด้อยของกลุ่ม
  • ความรู้เป็นพิษ เป็นการใช้ความรู้ที่มีโดยไม่ได้พิจารณาว่า ดีไม่ดี เหมาะไม่เหมาะ รู้อย่างไร ก็ทำอย่างนั้น แม้จะเป็นพิษภัย ก็พยายามหาสิ่งอื่นมากลบเกลื่อน ส่วนใหญ่ก็เป็นสิ่งเสพติดด้วยกัน ที่เป็นเหตุให้มีการเสพติดต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ
  • ค่านิยมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว กลุ่ม และสังคมที่ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อให้ใช้สิ่งเสพติด และมักมีการชี้ให้เห็นข้อดีมุมใดมุมหนึ่ง แต่ปิดบังหรือกลบเกลื่อนข้อเสียโดยสารพัดวิธี แม้แต่การทำโพลเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อให้คนที่ไม่รู้ความจริงหลงเชื่อเขาก็ทำกัน
  • ลักษณะนิสัย ที่ชอบลอง ชอบใช้ โดยไม่ระมัดระวังว่าอะไรมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็เป็นที่มาของการใช้และติดสิ่งเสพติดได้โดยง่าย
  • ความสะดวกในการหาและเสพสิ่งเสพติด ก็เป็นเส้นทางสำคัญของการติดและเลิกไม่ได้สักที
  • ความง่ายในการเสพ ก็ทำให้ผู้ผลิตสิ่งเสพติดคิดหาวิธีที่จะทำให้ผู้เสพได้เสพอย่างง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน ก็เป็นความพยายามอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเอาใจลูกค้า
  • ความเชื่อของผู้เสพก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ความคิดวนเวียน และจมปลักอยู่สิ่งเสพติดสารพัดชนิดแบบถอนตัวไม่ขึ้น
  • การเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ก็เป็นทั้งต้นเหตุ ผลสืบเนื่อง ที่ทำให้ต้องใช้สารเสพติด เพราะเมื่อสิ่งเสพติดช่วยลดความรู้สึกของการเจ็บป่วยได้ก็คิดว่าดี และนำไปสู่การหาเหตุผลและความชอบธรรมของการเสพสิ่งเสพติดชนิดนั้นต่อไปเรื่อยๆ

 

การถอยออกจากการเสพติด ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ทั้งด้วยตัวเอง พูดคุยกับทั้งคนที่เลิกได้แล้ว และยังเลิกไม่ได้ โดยอาศัยหลักการที่พบดังนี้

  • ในขั้นแรกต้องฝึกจิตใจให้เข้าใจความเป็นจริงของตนเอง ของสังคม และความจริงของสิ่งเสพติดว่ามันคืออะไร เพื่อเราจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ เพราะการตัดสินใจส่วนใหญ่เราจะใช้อารมณ์ และความรู้สึกมากกว่า “ความจริง” ที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย
  • เมื่อเราเข้าใจแล้ว ก็ต้องพยายามที่จะอยู่กับความจริงมากกว่าความเชื่อ
  • พัฒนาและใช้ความรู้ที่เป็นจริง ที่ใช้แล้วไม่เป็นพิษภัยต่อตนเอง และต่อผู้อื่น
  • พัฒนาความเข้าใจตนเอง และความสัมพันธ์กับสิ่งเสพติดว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร จำเป็นหรือไม่จำเป็น โดยใช้ทั้งความรู้ และความเข้าใจที่เป็นจริง ไม่มีอคติมาปน
  • การอยู่และพัฒนาชีวิตแบบธรรมชาติ จะทำให้เราเข้าใจความจริง มองเห็นโทษ และความไร้สาระของสิ่งเสพติด
  • การถอยจากสังคมการเสพติดที่เป็นอยู่ ก็เป็นวิธีที่เราจะหมกมุ่นกับสิ่งเสพติด และเปิดโอกาสให้เข้าใจตัวเองและสิ่งเสพติดได้ง่ายขึ้น
  • การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ จากบริบทที่มีสิ่งเสพติดอยู่ไปสู่สภาพที่ไม่มีสิ่งเสพติดก็จะทำให้จิตใจเราปรับตัวได้ง่าย และเรียนรู้ได้เร็ว
  • การทำให้ไม่สะดวกในการเสพสิ่งเสพติด ก็เป็นการลดทอนโอกาสของการเสพ และเปิดทางถอยได้ง่ายขึ้น
  • การพัฒนาความเข้มแข็งทางจิตใจและร่างกายเป็นวิธีการที่สำคัญในการลด ละ เลิกการใช้สิ่งเสพติดทุกระดับ ทุกประเภท
  • พัฒนาการรักตัวเองและรักษาสุขภาพให้ถูกทาง โดยพิจารณาความจริงของชีวิต คุณค่าชีวิตที่ควรกระทำ ก็จะทำให้เราหนีไกลจากสิ่งเสพติดได้มากขึ้นเรื่อยๆ จากสิ่งที่เป็นโทษร้ายแรง จนกระทั่งสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ แต่ก็ยังเป็นสิ่งเสพติดอยู่

การพัฒนาความคิดเช่นนี้จะทำให้เราหนีไกลจากเส้นทางของสิ่งเสพติดได้

แต่จะได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ และ “กรรม” ของแต่ละคนครับ

 

ขอให้โชคดีครับ