ท่าทีของครูที่ถูกต้อง ในการรับฟังคำวิจารณ์ทางการศึกษา
มีคำกล่าวว่าบุคคลที่สอนยาก พูดลำบาก คือ ครู กับ พระ
เพราะทั้ง ครู และ พระ มีหน้าที่หลัก คือ เป็นผู้สอนครับ ดังนั้น จะถนัดในการสอนคนอื่น จึงไม่ต้องการให้ใครมาสอนตัวเอง
ในกรณีของ "ครู" เวลามีคนนอกวงการ มาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการศึกษา หรือมาชี้แนะ ในทำนองว่ายังมีข้อบกพร่อง และที่ถูกควรจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้
ในทำนอง "สอนครู" นั่นแหละครับ
ผู้ที่อยู่ในวงการครู มักจะยอมรับกันไม่ค่อยได้ครับ
ผมเองก็ยอมรับครับว่าตัวเองเมื่อได้ยิน หรือ ได้อ่านคำวิพากษ์วิจารณ์การศึกษา บางครั้งก็ทำใจลำบาก ไม่อยากฟัง แต่จะไม่ฟังเสียทีเดียวก็คงจะไม่ถูก ก็เลยต้องฟังบ้าง
ในที่ประชุมใหญ่ที่มีหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดหลายหน่วยงาน ก็มีบางหน่วยงานมาวิจารณ์วงการศึกษา ผมก็ต้องทนนั่งฟังเขาไปครับ โดยไม่ไปต่อต้าน หรือ ไปชี้แจงแก้ตัว เขาพูดมาเราก็ฟังไว้ ก็แค่นั้นเอง ไม่ใช่ว่าเราจะยอมรับเสียทั้งหมด หรือ ปฏิเสธไปเสียทุกเรื่อง
ผมมีหลักการของผมนะครับ ในการรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์
1. ต้องทำใจตัวเองให้เป็นกลางก่อนครับ อย่าไปมี "อคติ" กับคนวิพากษ์วิจารณ์ และ อย่าไปมีอคติกับคำวิพากษ์วิจารณ์
2. เมื่อทำใจให้เป็นกลางได้แล้ว เราก็จะสามารถวิเคราะห์สังเคราะห์คำวิจารณ์ได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง
3. ถ้าคำวิจารณ์เป็นเรื่องจริง ก็ยินดีน้อมรับครับ โดยไม่ต้องไปแก้ตัว แต่กลับมาแก้ไข
4. ถ้าคำวิจารณ์ไม่เป็นเรื่องจริง ก็ไม่ต้องไปโกรธเขา เพราะเขาไม่รู้ เขาจึงคิดแบบนั้น เราก็ชี้แจงไปด้วยความสุภาพและให้เกียรติเขา โดยไม่ต้องไปชี้แจงแบบเยาะเย้ย เสียดสี แดกดัน
5. จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา ถ้าใจกว้าง และ เป็นกลางจริงๆ ผมว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่ ก็พอฟังได้ครับ อาจจะมีที่ไม่จริงบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ว่าเราจะทำใจยอมรับกันได้หรือเปล่า
ก็ลองมาทำใจให้กว้าง เพื่อจะได้พบทางแห่งการพัฒนา ครับ
โห ! ยากยิ่งกว่าการเข็นภูเขาขึ้นครก
รับฟัง แต่อาจจะยอมรับ/ไม่ยอมรับ แล้วแต่กรณี
นำมาวิเคราะห์หาเหตุแล้วแก้ไข/แก้ตัว
ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการนำเสนอการวิพากษ์วิจารณ์ค่ะ
ถ้าขั้นรับฟังนั้นไม่สวย...ขั้นต่างๆต่อมาก็คงเลื่อนไหล..555
สวัสดีค่ะ
มาสวัสดีปีใหม่
หวังว่าจะมีความสุข สงบ ตลอดปีใหม่ที่จะถึงนี้นะคะ
* รับฟัง แต่อาจจะยอมรับ/ไม่ยอมรับ แล้วแต่กรณี
มักจะไม่ค่อยยอมรับครับ
* นำมาวิเคราะห์หาเหตุแล้วแก้ไข/แก้ตัว
มักจะจะแก้ตัวครับ หรือ โทษคนอื่น
* ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการนำเสนอการวิพากษ์วิจารณ์ค่ะ
ครับ การวิจาร์เพื่อสร้างสรรค์ก็โอเคครับ
* ถ้าขั้นรับฟังนั้นไม่สวย...ขั้นต่างๆต่อมาก็คงเลื่อนไหล..555
ครับ ถ้ามีอคติในการรับฟัง มันก็ติดขัดไปหมดครับ
ขอบคุณครับ
คุณณัฐรดาครับ
สวัสดีปีใหม่กับกุหลาบแสนสวยที่มีความอ่อนหวานอยู่ในตัวครับ
ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่นได้ นับว่าดีมาก และควรกระทำ
แต่ธรรมชาติของคนก็ต้องหาข้อแก้ตัวค่ะ เพราะคนเรามักจะไม่ค่อยว่าตัวเอง
ทั้งๆที่ก็รู้ว่าตัวเองมีข้อบกพร่อง เป็นเพราะทำอย่างนั้นแล้วมันสบายใจมังคะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะอาจารย์
เรียนท่านรองฯ ค่ะ มันก็ยากอย่างที่มนุษย์ปุถุชนทั่วๆไปเขาเป็นกันจริงๆค่ะ พยายามที่จะเปิดใจให้กว้างอยู่เหมือนกัน "ติเพื่อก่อ" ใช่ไหมคะ
สมัยทำงานแรกๆ ก็รับไม่ได้ค่ะ แต่ในวงการธุรกิจเราได้เรียนรู้ว่า ข้อคิด เสนอแนะ คำบ่น ข้อร้องเรียน ของลูกค้า คือ ของขวัญ อันล้ำค่า ที่นำมาใช้พัฒนาได้ดีที่สุด
สิ่งที่น่ากลัวคือ การเพิกเฉย เพราะนั่นคือ เค้ามาแล้วจากเลยไป ไม่มีคำสั่งซื้อซ้ำ เราจึงต้องยิ้มรับทุกคำติ ชื่นใจกับคำบ่น ว้าวกับข้อเรียกร้อง และตอบสนองอย่างทันท่วงที :)
คิดว่าน่าจะใช้กับทุกเรื่อง ? คะ เพราะเคยอ่านเจอ หากปฏิบัติกับทุกคนดั่งลูกค้า เราจะสร้างความพึงพอใจได้เหนือความคาดหมาย เกินความคาดหวังของอีกฝ่าย ขอบคุณค่ะ
* ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่นได้ นับว่าดีมาก และควรกระทำ
(ครับ ถูกต้องครับ)
* แต่ธรรมชาติของคนก็ต้องหาข้อแก้ตัวค่ะ เพราะคนเรามักจะไม่ค่อยว่าตัวเอง
ทั้งๆที่ก็รู้ว่าตัวเองมีข้อบกพร่อง เป็นเพราะทำอย่างนั้นแล้วมันสบายใจมังคะ
(เรื่องแก้ตัวนี่ ทำเพื่อความสบายใจด้วย ทำเพื่อเอาตัวรอดด้วยครับ)
ขอบคุณครับ
ยากจริงๆอย่างที่ครูปูว่ามาแหละครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับคำพรดีๆวันปีใหม่
ข้อคิดเห็นของคุณ Poo เป็นประโยชน์มากครับ
- วงการธุรกิจเราได้เรียนรู้ว่า ข้อคิด เสนอแนะ คำบ่น ข้อร้องเรียน ของลูกค้า คือ ของขวัญ อันล้ำค่า ที่นำมาใช้พัฒนาได้ดีที่สุด
(ธุรกิจ ลูกค้า คือ พระเจ้า ราชการ นาย คือ พระเจ้า 555...)
* สิ่งที่น่ากลัวคือ การเพิกเฉย เพราะนั่นคือ เค้ามาแล้วจากเลยไป ไม่มีคำสั่งซื้อซ้ำ เราจึงต้องยิ้มรับทุกคำติ ชื่นใจกับคำบ่น ว้าวกับข้อเรียกร้อง และตอบสนองอย่างทันท่วงที :)
(สิ่งที่น่ากลัวในวงการธุรกิจ คือ การเพิกเฉย สิ่งที่น่ากลัวในระบบราชการ คือ คำวิพากษ์วืจารณ์ การร้องเรียน 555...)
ขอบคุณครับ
รักษาสุขภาพนะคะ ท่านรองฯ
พวกเราต้องประคับประคองกันเอง
ให้กำลังใจกันเองมากๆ ก่อนครับ...
......
ผู้ปกครองเองก็ต้องมั่นให้โอกาส
และทำงานร่วมกับคุณครู
...
ผมเองเป็นอาจารย์มข.
เจอลูกศิษย์มข. ไปเป็นครูของลูก อายุน้อยกว่า ยังไหว้ก่อนทุกครั้ง ถือว่าเป็นการให้เกียรติกับวิชาชีพ และเคารพความเป็นมืออาชีพ ซึ่งผมไม่มีวันรู้เท่า
.....
ผมเชื่อมั่นครูครับ..เพราะพ่อแม่ไม่ใช่เทวดา บางทีก็หมดมุขจะสอนลูกจริงๆ..
ต้องไปขอให้คุณครูช่วยดูให้หน่อย ปรากฏว่าแก้หลายเรื่องๆ ที่เราทำไม่ได้ครับ...
....
ผมว่าน่าจัด workshop กับผู้ปกครองว่า "ทำงานร่วมกับคุณครูอย่างไร"
ผมว่าจะสามารถเปลี่ยนคำวิจารณ์ มาเป็นอะไรที่สร้างสรรค์ครับ...
เพราะหลายครั้งรับฟัง เปิดกว้าง แต่ไม่รู้จะแก้อย่างไร นี่ก็ไม่ไหวเหมือนกัน..
เขียนตกไปหน่อย "ทำงานร่วมกับครูอย่างไร ได้ผลอย่างสร้างสรรค์ ครูก็เป็นสุข ผู้ปกครองก็เป็นสุข"
เพราะครูก็คนครับ
สำหรับท่านที่จะใช้แนวคิด ลูกค้าคือพระเจ้า นี่ ใจเย็นครับ...
ตอนนี้มีทฤษฎีใหม่ๆ มาเยอะๆ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง
บางสำนักถือว่า Customer is Devil ก็มี
แต่ทำออกมาแล้ว work มากๆก็มี
สุขสันต์วันปีใหม่๒๕๕๔ค่ะ