การทำงานภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ใช้แรงงานกายหรือแรงงานสมอง มีความแตกต่างจากการทำงานในสังคมเดิม ๆ ที่แต่ละคนเคยผ่านมาอย่างสิ้นเชิง

         ในแต่ละวัน ทุกคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ  จะทำงานใช้แรงงานกันค่อนข้างหนัก  เพราะนอกจากการหาอยู่หากินสำหรับคนเป็นจำนวนมากแล้ว งานหนักที่ต้องเร่งรีบทำทุกวันคือ งานปลูกสร้างบ้านเรือนที่พักอาศัย  ซึ่งมีทั้งบ้านหลังเล็ก เพื่อรองรับสหายใหม่ที่เข้าป่ามาเป็นครอบครัว ประมาณ ๔-๕ หลัง บ้านหลังใหญ่สำหรับสหายหญิง ๑ หลัง สำหรับสหายชาย ๒ หลัง แล้วก็มีโรงครัว เรือนพยาบาล บ้านของสหายเก่าที่มาทำงานรองรับสนับสนุน อย่างหน่วยพลาธิการ หน่วยลำเลียง หน่วยพี่เลี้ยง(งานทำครัว) อีก เป็นต้น

         การทำงานภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ใช้แรงงานกายหรือแรงงานสมอง  มีความแตกต่างจากการทำงานในสังคมเดิม ๆ ที่แต่ละคนเคยผ่านมาอย่างสิ้นเชิง  นั่นคือ เราไม่ได้สักแต่ทำ ๆ ไป แล้วมาดูความสำเร็จของงานตรงผลที่ออกมาเป็นรูปธรรมซึ่งสามารถสัมผัสจับต้องได้เท่านั้น  แต่ผลจากการทำงานที่เราให้ความสำคัญอย่างมาก อย่างที่ไม่ยอมละเลยก็คือ ผลจากการต่อสู้ทางความคิดในระหว่างที่ทำงาน หมายถึงผลจากการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากอุปสรรคความยากลำบากขาดแคลน ฯลฯ ภายนอก กับผลที่เกิดจากการจัดการปัญหาความขัดแย้งทางความคิดของตัวเอง หรือกับสหายที่ร่วมงาน

         ดังนั้น หลังจากเสร็จงานในแต่ละวัน หรือแต่ละงานแล้ว  เราจะต้องมีการร่วมกันสรุปงาน โดยให้ความสำคัญทั้ง ๒ ส่วนที่กล่าวมา คือส่วนที่เห็นเป็นผลงานรูปธรรม และส่วนที่เป็นผลทางความคิดที่เติบโต เข้มแข็งก้าวหน้าขึ้นจากการทำงาน  การสรุปผลส่วนหลังนี้เราจะมีวิธีการหนึ่งที่ใช้กันมากคือการสำรวจ(ท่าที ความนึกคิด ท่วงทำนองในการทำงานเป็นต้น)ตัวเอง และการวิจารณ์และวิจารณ์ตนเอง มันคือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางความคิด เพื่อร่วมกันต่อสู้เอาชนะความยากลำบากและปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ นั่นเอง  ขณะเดียวกันทุกคนก็ต้องเรียกร้อง เข้มงวดต่อตัวเองและช่วยเหลือผ่อนปรนต่อสหาย และเสียสละ นี่คือการดัดแปลงตัวเอง คือการเป็นนักปฏิวัติ (นอกจากการจะต้องเข้าใจทฤษฎี แนวทางการต่อสู้ทางการเมือง )  ส่วนใครจะเป็นนักปฏิวัติได้จริงแท้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจริงจังและจริงใจในการเรียกร้อง ดัดแปลงตัวเองเพื่อรับใช้ประชาชน รับใช้การปฏิวัติได้มาก ได้สม่ำเสมอและยาวนานแค่ไหนนี่แหละ

         โรงเรียนการเมืองการทหารแห่งนี้  เกิดขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา จึงตั้งชื่อว่า “โรงเรียนการเมืองการทหารหกตุลา”  ก่อนที่จะเปิดเป็นโรงเรียน  พวกเรา “สหายใหม่” จากในเมืองที่หลั่งไหลเข้าป่าและเดินทางมาที่นี่ ที่ที่เราเรียกว่า “หมู่บ้านหกตุลา” แห่งนี้เป็นจำนวนมาก  มากจนเขตฐานที่มั่นเล็ก ๆ เขตนี้ไม่สามารถตั้งตัวรองรับทั้งหมดได้ทัน  ทางจัดตั้งจึงได้มีการพิจารณาคัดเลือกสหายใหม่ที่ขึ้นมาจำนวนมากเพื่อส่งต่อไปยังแนวหลัง(ในเขตประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นพรรคฯพี่น้อง) และฐานที่มั่นเขตอื่น ๆ  ตามความจำเป็นและความเหมาะสม ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เปิดเรียน โรงเรียนการเมืองการทหารหกตุลา จึงมีนักเรียนอยู่ทั้งหมดประมาณ ๑๐๐คน (อันนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่แน่นอนนะคะ - โดยประมาณค่ะ)