เวลานัดหมายของเราได้มาถึงอีกครั้ง “ติ๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ ...พี่คิมขาอีก       ๕   นาทีน้องจะถึงบ้านพี่คิมค่ะ”  น้องอ้อมส่งเสียงมาตามสายท่ามกลางสายฝนปรอย ๆ และอากาศเย็นยะเยือก มีลมพัดอ่อน ๆ ฉันพอจะคาดเดาออกว่าวันนี้อย่างหวังเลยว่าจะได้เห็นแสงแดด

         หลังจากวางสายฉันเร่งรีบปิดประตู หน้าต่าง  และไม่ลืมสั่งเสียเจ้าตัวดีลูก ๆ ของฉันว่า “แม่ต้องไปนอนค้างที่บ้านนอก ๒ คืน  ให้เฝ้าบ้านและอย่ากลั่นแกล้งกันนะ  กลางคืนจะมีคุณยายน้องมานอนเป็นเพื่อน”   แม้ว่าพวกมันจะพูดไม่ได้  แต่มันเข้าใจว่าจะต้องถูกทอดทิ้งอีกแล้ว  รีบถอยหลังเข้าใต้โต๊ะกันทีละตัว  แม้จะเรียกมากอดก็ไม่ยอมออกมา  ส่วนอีกตัวหนึ่งฤทธิ์เดชมากกว่าเพื่อน  จะเข้าไปหลบในซอกเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่ให้เราตามเจอ

         สัมภาระเครื่องนอนมีเต้นท์และถุงนอน  หากหนาวมากเกินไปคิดว่าจะหาผ้าห่มจากบ้านของครูที่นั้น  อย่างอื่นมีเสื้อผ้า ถุงเท้าชนิดหนา หมวก ผ้าพันคอ ล้วนแต่เป็นเครื่องกันหนาวทั้งนั้น แต่ที่สำคัญไม่ลืมผ้าซิ่นเพื่อไปนุ่งให้ลดความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรมการแต่งกายกับชาวบ้าน

          อาหารการกินเตรียมไปเฉพาะของแห้ง  ขนมฝากเด็ก และอาหารแห้งและผลไม้สำหรับถวายหลวงตา  ที่ไม่ควรลืมคือมะพร้าวและน้ำตาลทรายสำหรับไปทำข้าวหลาม  ตามความตั้งใจว่าจะไปทานข้าวกับชาวบ้าน  "ผิงไฟพาแลง"

         ระหว่างทางพวกเราแวะที่ตลาดสดบ้านทรัพย์ไพรวัลย์  ผ.อ.ณัฏฐ์ซื้อปลาสดสำหรับไปเผาเกลือเป็นอาหารมื้อเย็น  มะเขือเทศสำหรับใส่ส้มตำ และขนม ผลไม้เพิ่มเติม  ซึ่งพวกเราไม่ต้องการรบกวนชาวบ้านมากเกินไป

          ที่ตลาดทรัพย์ไพรวัลย์ฉันได้รับการทักทาย ถามไถ่จากบรรดาแม่ค้า  ที่ไม่เห็นฉันไปซื้อของเขาเป็นเวลานาน เพราะครั้งที่ฉันยังไปโรงเรียนอยู่นั้นฉันจะจอดรถแวะซื้อของทั้งเช้าและเย็นเสมอ  ทำให้“ผ.อ.ณัฏฐ์และน้องอ้อมงงว่าแม่ค้ารู้จักฉันได้อย่างไร”  และวันนี้แม่ค้ามีน้ำใจขายของให้ถูกเป็นพิเศษโดยไม่ต้องต่อรองราคา

           พวกเราเดินทางไปท่ามกลางสายฝนปรอย ๆ และไปถึงโรงเรียนประมาณเที่ยงวันกว่านิดหน่อย  ชาวบ้านชายและหญิงต่างรอกันอยู่ที่โรงเรียนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต้อนรับนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๓ ที่จะมาเข้าค่ายจิตอาสาในวันถัดไป

          เสื่อสีแดงแบบยาวถูกปูลงบนพื้นใต้ถุนอาคาร  ภารโรงและชาวบ้านผู้ชายต่างช่วยกันยกเตามาตั้ง  และมีไม้ไผ่มัดทำเป็นคอกสี่เหลี่ยมล้อมเตาไฟ  และใช้สำหรับวางของปิ้งหรือย่าง  และถือโอกาส “ผิงไฟพาแลง” ไปด้วย

            ชายหนุ่มมากหนุ่มน้อยทั้งหลายช่วยกันขูดมะพร้าว แม่บ้านเตรียมแช่ข้าวเหนียว  สำหรับทำข้าวหลาม  และนึ่งทานในมื้อเย็นนี้ด้วย  บางคนคั้นกะทิ  สับมะละกอ  โขลกเครื่องแกง อาหารมื้อเย็นเป็นปลาเผาเกลือ ส้มตำ น้ำพริก และหลามตุ่น

            ไม้ข้าวหลามถูกลำเลียงมาบนรถอิแต๊กจำนวนมาก  ไม้ไผ่สำหรับทำข้าวหลามเรียกว่า “ไผ่กาบแดง”  พวกผู้ชายช่วยกันตัดเป็นท่อน ๆ ขนาดยาวตามปล้องของไม้  และตกแต่งให้เรียบ  ส่งให้แม่บ้านนำไปเช็ดและทำความสะอาดก่อนที่จะนำข้าวสารที่แช่ผสมเกลือ น้ำตาลและกะทิ กรอกลงไป 

           รถอิแต๊กติดตามมาอีกคันหนึ่ง  บรรทุกแกนข้าวโพดมาเต็มคันรถ  สำหรับใช้ก่อไฟเผาข้าวหลาม  และนำมาใส่ในเตาผิง  ทำให้นึกออกว่า “มีคนนำแกนข้าวโพดไปอัดทำถ่านแท่ง”  หมู่บ้านแห่งนี้ทำไร่ข้าวโพดกันเป็นส่วนมากจึงมีแกนข้าวโพดมาใช้ประโยชน์ในการเผาและหุงต้ม

           หลังจากที่การเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย  ปลาถูกนำไปเผาเกลือ หลามตุ่นถูกนำไปเผาเช่นเดียวกับการเผาข้าวหลาม  ระหว่างการรออาหารสุก  กลุ่มผู้ชายที่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์อยู่บ้างแล้ว  ได้เข้ามาดูแลอาหารแทนกลุ่มแม่บ้าน  และถือโอกาสผิงไฟไปด้วย

         “การล้อมวง” จึงเกิดขึ้นง่าย ๆ โดยไม่ต้องบอก  อย่างแรกฉันถูกหยอกล้อก่อนอื่นจากชาวบ้านต่างหัวเราะกันครื้นเครง  ที่เห็นการแต่งกายของฉัน  ใครคนหนึ่งพูดออกมาดัง ๆ “โถครูคิม ... นึกว่าผู้เฒ่าบ้านใดมานุ่งผ้าซิ่นอยู่แถวนี้” คงมีฉันกับน้องอ้อมที่นุ่งผ้าซิ่น  ชาวบ้านผู้หญิงไม่เห็นมีใครนุ่งผ้าซิ่นกัน

          การคุยกันอย่างไม่เป็นทางการคือ “การถามสารทุกข์สุกดิบ การทำไร่ทำนา” เพียงแค่นี้ก็ออกรสออกชาติไปไกล  ตอนแรกแย่งกันพูด  ภายหลังการแย่งกันพูดได้ลดลงเองเมื่อฉันให้ความสนใจกับทุกคนเสมอกัน  จึงหันมาฟังเพื่อนพูดดีขึ้น         สิ่งที่ฉันได้พบเห็นคือ “ชาวบ้านกลุ่มนี้มีความสุขที่ได้เล่า”  วงล้อม ”ผิงไฟ” นี้ได้สลายตัวลงเมื่อผู้ใหญ่บ้านบอกว่าให้ทุกคนไปอาบน้ำและกลับมา "พาแลง" และคุยกันต่อ

          “พาแลง”  เริ่มขึ้นในตอนค่ำ มีผู้คนมาเพิ่มมากขึ้นคือผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งชายและหญิงเข้ามาอีก ๑๒ คนอายุตั้งแต่ ๖๓ ถึง ๘๐ ปี  หลังจากทานอาหารเย็นแล้ว  ผู้เฒ่าผู้แก่ได้อยู่คุยกับพวกเรา  ต่างเล่าความหลังที่ผ่านมาเกี่ยวกับหมู่บ้านและการทำมาหากิน  อย่างสนุกและมีความสุขที่ได้เล่าประสบการณ์ให้พวกเราฟัง  และมีความสุขที่พวกเราได้นั่งล้อมวงทานข้าวด้วย  หลังจากทุกคนอิ่มแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ให้พรแก่พวกเราด้วย

          กว่าข้าวหลามจะสุก  ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เพราะการเผาข้าวหลามนั้นต้องเฝ้าดูให้ความร้อนจากไฟมีความสม่ำเสมอ ถ้าไฟร้อนจัด  จะทำให้กะทิล้นออกมาจากกระบอกไม้ไผ่  ข้าวหลามก็จะไม่สุก และหมดความมันไปด้วย

           กว่าจะราตรีสวัสดิ์ได้ก็ประมาณตี ๑  ผ.อ.ณัฏฐ์และน้องอ้อมเตือนฉันแล้วว่า “ไม่ควรอาบน้ำ”  ฉันลองเอามือจุ่มน้ำดูคาดว่าน่าจะอาบได้  ผลของการอาบน้ำในคืนนั้นแทบเอาตัวไม่รอด  เพราะน้ำในอ่างเย็นเหมือนน้ำแช่ด้วยน้ำแข็ง  พอราดน้ำโครมแรกฉันถึงกับร้องลั่น  เพราะความหนาวเย็นทำให้เจ็บไปทั้งตัวน้องอ้อมรีบเอาผ้าห่มมาคลุมให้  ส่วนกลางคืนอากาศหนาวมากสุด ๆ ถุงนอนไม่มีความหมายต่อเราเลยต้องห่มทับด้วยผ้าห่มนวมอย่างหนา ๆ อีกด้วย

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๓

ผ.อ.ณัฏฐ์ อ่านที่นี่นะคะ  บันทึกของอาจารย์ วิรัตน์ คำศรีจันทร์  ค่ะ