“พืชผักสวนครัว” เป็นกลไกหลักที่ยั่งยืนต่อการขับเคลื่อนชีวิต มีความสำคัญเป็นอันดับแรกของการใช้ชีวิตของมนุษย์ มันเหมือน “ตลาดสด” หรือ “ซุปเปอร์มาร์เกต” ในครัวเรือน

ในยามที่ลมหนาวเดินทางมาถึง ชีวิตดูเหมือนมีเรื่องให้หวนคิดอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้วงชีวิตในวัยเด็ก  

ผมชอบเรื่องราวชีวิตของตัวเองในสมัยที่ยังเป็นเด็กนักเรียนหัวเกรียน และไม่ใส่รองเท้ามาก (เพราะไม่มีเงินซื้อ) ยิ่งในช่วงหน้าหนาว ยิ่งได้ทบทวนชีวิต ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตได้ยิ้มแย้ม เพลิดเพลิน และอารมณ์ดีเป็นพิเศษ... 

ผมคิดถึงกองไฟที่ถูกก่อขึ้น เพื่อไล่ความเหน็บหนาวในแต่ละครัวเรือน มีข้าวเหนียวโรยเกลือเป็นข้าวจี่ให้แต่ละคนได้ลิ้มรสอย่างแสนอร่อย  กองไฟไม่ได้ทำหน้าที่แค่ไล่ความเหน็บหนาวของสายลมหนาวเท่านั้น  หากแต่เป็นลานแห่งการพบปะเสวนาของผู้คนอย่างอบอุ่น เสื่อแต่ละผืนปูรอบกองไฟ  ผ้าห่มกระชับกาย ...พร้อมเรื่องราวหลากเรื่องก็ถูกเชื่อมโยงสู่การรับรู้อย่างสนิทใจตามประสาเพื่อนบ้าน 

ตกดึก ผมเคยนอนขดตัวอยู่อย่างทุกข์ทนกับเจ้าสายลมหนาว  ทั้งตัวของผมถูกลมหนาวลามเลียและเสียดแทงอย่างสาหัส  ผมไม่มีเสื้อกันหนาว ถึงมีมันก็ดูจะทานทัดอะไรแทบไม่ได้  หลายต่อหลายคืนถึงขั้นพลิกสื่อที่แม่ยัดด้วยนุ่นขึ้นมาทาบทับไว้บนผ้าห่ม ด้วยหวังว่าการกระทำเช่นนั้น จะเป็นเสมือนกำแพงกั้นมิให้เจ้าสายลมหนาวเบียดกายแทรกผ้าห่มเข้ามาตามอำเภอใจ  แต่พอทำแบบนั้น กลับกลายเป็นว่าเปิดช่องให้เจ้าสายลมหนาวรุกลอดผ่านไม้กระดานเรือนขึ้นมาอย่างอหังการ  พลอยให้แผ่นหลังของผมหนาวเหน็บเจ็บลึกไปถึงกระดูกดำ... 

นั่นคือ  ราตรีอันยาวนานของชีวิตที่ผมถูกโบยตีจากสายลมหนาว แต่นึกถึงคราใด ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวด หรือแม้แต่รู้สึกเศร้าสร้อยกับชะตากรรมนั้นเสียทั้งหมด เพราะทันทีที่คิดถึงภาพวันก่อนเก่านั้น  หัวใจก็ถูกทาทับด้วยสีสันของรอยยิ้มเสมอมา 

เช่นเดียวกับบรรยายกาศยามเช้าของชีวิตในฤดูหนาว ก็เป็นมนต์เสน่ห์ที่ชวนจับต้องเป็นที่สุด ตื่นเช้ามา ผมมักทำหน้าที่ในการรดน้ำผักสวนครัวให้แม่เสมอ เริ่มจากหาบน้ำจากสระน้ำกลางหมู่บ้าน ชักรอกจากบ่อน้ำ หรือไม่ก็จากบ่อบาดาลที่ขุดเจาะไว้ในตัวบ้าน 

ผมหลงรักบรรยากาศชีวิตแรกเช้าในแปลงผักสวนครัวของแม่เสมอ มันเหมือนอาณาจักรเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา หยดน้ำค้างสวยใสบริสุทธิ์ สีเขียวแช่มชื่นของพืชผัก  สีสันหลากสีของดอกผลที่ประดับอยู่บนกิ่งก้านของลำต้นอันหลากขนาด รวมถึงเจ้าผีเสื้อ และแมลงหลากชนิดที่โฉบบินว่ายวน หรือมแต่เกาะแน่นและสงบนิ่งอยู่บนกิ่งก้าน เรียวใบและดอกผลอันเกิดจากหยาดเหงื่อของเรา ราวกับเป็นเจ้าของเสียเอง... 

แต่ก็แน่ละ มองในอีกมุมของชีวิต  สรรพสิ่งเหล่านั้น ล้วนมีส่วนในการแตกร่างสร้างรูปของพืชผักด้วยทั้งนั้น หากเขาจะมาเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นร่วมกับเรา ก็ไม่ใช่ความผิดบาปเลยสักนิด---
 

 

สำหรับผมแล้ว แม่ไม่ใช่นักวิชาศาสตร์ ไม่ใช่นักวิชาการการเกษตรที่ผ่านการเรียนการสอนในโรงเรียนใดๆ หากแต่เติบโตมาจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยยึดดินฟ้าอากาศและพืชผักเป็นครู  แม่ไม่เคยพูดถึงเรื่องกินผักแล้วได้วิตามิน แต่แม่ก็ไม่เคยละเลยที่จะบอกกล่าวในทำนองสอนสั่งอย่างอบอุ่นเสมอว่า ..

 "กินผัก เหมือนกินยา กินแล้วร่างกายก็มีภูมิต้านทาน ยิ่งปลูกเอง ยิ่งดี ยิ่งไม่มีพิษมีภัย”

ไม่เท่านั้นหรอก แม่ยังไม่ลืมที่จะบอกว่า “ให้เก็บผักในตอนเช้า เพราะมันกำลังสด อย่าปล่อยให้ผลแก่เน่าคาต้น เดี๋ยวมันจะให้ผลไม่ดก...”

นั่นเป็นแต่เพียงเศษเสี้ยวคำสอนเล็กๆ ที่แม่เปรยบอกกับผมในห้วงยามที่เป็นเด็ก ซึ่งมันฝังอยู่ในหัวสมองและแทงรากลึกลงมาถึงหัวใจของผมเลยทีเดียว ภาพชีวิตเหล่านั้น  สอนให้ผมได้เรียนรู้อย่างนิ่งเนียนผ่านวิถีชีวิตเล็กๆ และสมถะรายรอบรั้วบ้านที่เต็มไปด้วย “ทางออก” ของการใช้ชีวิต
 

 


ผมเชื่อเสมอมาว่า “พืชผักสวนครัว” เป็นกลไกหลักที่ยั่งยืนต่อการขับเคลื่อนชีวิต มีความสำคัญเป็นอันดับแรกของการใช้ชีวิตของมนุษย์ มันเหมือน “ตลาดสด” หรือ “ซุปเปอร์มาร์เกต” ในครัวเรือนเลยทีเดียว เพียงไม่กี่อึดใจของช่วงก้าว ก็สามารถนำผลผลิตเหล่านั้นมาปรุงแต่งเป็นอาหารได้อย่างไม่ยากเย็น รวมถึงการแบ่งปันสู่เพื่อนบ้าน  ก็ล้วนเป็นความง่ายงามและมีพลังอย่างน่ายกย่อง 

 

เมื่อครั้งสมัยเป็นเด็ก ผมจำได้ว่า ผมเด็กเกินกว่าที่จะเป็นกำลังของการลงแรงในแปลงนา กอปรกับสมัยนั้น หากชาวบ้านลงนากันหมด โดยไม่มีใครเฝ้าบ้าน ก็มักเจอกับการถูกขโมยขึ้นบ้านยกเค้าเอาสิ่งของไปจนเกลี้ยง  ดังนั้นพ่อกับแม่จึงต้องให้ผมอยู่เฝ้าบ้าน

ผมจำได้แม่นเลยว่า ถึงแม้เป็นกลางวันแสกๆ ก็เถอะ  ผมก็ยังถูกกำชับให้ลั่นกลอนประตูและหน้าต่างอย่างแน่นหนา ใครมาเคาะเรียกหากไม่ใช่ญาติ หรือคนรู้จักก็ห้ามเปิดประตูออกมาโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจถูกจี้ปล้น หรือแม้แต่ถูกลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ได้ 

ครับ, ในยามหิว ผมก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องออกมาจากตัวบ้าน เพราะแม่และพี่สาวจะจัดแจงอาหารการกินไว้ให้อย่างเสร็จสรรพ แต่ที่ผมชอบเป็นพิเศษก็คือ พี่สาวจะหั่นหรือสับมะละกอเป็นชิ้นๆ พร้อมๆ กับการตระเตรียมเครื่องปรุงไว้ครบสูตร ที่เหลือผมต้องลงมือ “ตำ” เอง

ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าจะอร่อย หรือไม่อร่อย ผมรู้เพียงแต่ว่า “มันสุดยอด”  และก็ “สุดยอด” จริงๆ  มิหนำซ้ำยังตื่นเต้นกับการต้องเอียงหูคอยฟังว่ามีเสียงใครลัดเลาะเข้ามาในตัวบ้านเราหรือเปล่า ?

 


นี่คือเรื่องราวชีวิตวัยเด็กอีกเรื่องหนึ่งที่มากับสายลมหนาว... ยิ่งนึกถึง ยิ่งรู้สึกว่า ชีวิตน่ารัก และโลกก็น่าอยู่อย่างแทบไม่น่าเชื่อ !