การศึกษาที่อินเดีย

แนะนำมหาวิทยาลัยเดลี  

                                                                                                                                          พระมหาวิเชียร ธมฺมวชิโร ดร.*

ประวัติและข้อมูลทั่วไป 

                มหาวิทยาลัยเดลี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีคริสตศักราช 1922  (พ.ศ.2465) โดยประสงค์ให้มีรูปแบบเป็นมหาวิทยาลัยประจำ กล่าวคือให้มีระบบการเรียน การสอน หอพักนักศึกษา และที่พักอาจารย์อยู่ภายในบริเวณเดียวกัน เรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยครบวงจร  มหาวิทยาลัยเดลีเป็นมหาวิทยาลัยที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง  ได้รับงบประมาณสนับสนุนทางการศึกษาจากรัฐบาลกลาง มีรองประธานาธิบดีของประเทศอินเดีย  เป็นอธิการบดีโดยตำแหน่ง แต่ผู้บริหารดูแลมหาวิทยาลัยจริงๆ คือรองอธิการบดี รู้จักกันในนาม VC (Vice Chancellor) ได้รับแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดี โดยมีวาระในการปฏิบัติหน้าที่วาระละ 5 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงคราวเดียว และมีประธานศาลสูงสุดเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดี

                มหาวิทยาลัยเดลี ตั้งอยู่ที่กรุงเดลี Old Delhi ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือและในปัจจุบันเรียกว่า North Delhi หรือ Old Delhi นี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอินเดีย ขณะที่ South Delhi หรือ New Delhi ซึ่งเป็นเมืองหลวงในปัจจุบัน   มีมหาวิทยลัย JNU (JAWAHARLAL NEHRU UNIVERSITY) ซึ่งถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยยอดนิยมอันดับหนึ่งในอินเดีย

ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเดลี ได้รับการประกันคุณภาพจาก ASIA WEEK ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอยู่อันดับ 2 ของอินเดีย ในด้านสาขาทั่วไป (ที่มิใช่ด้าน IT & BUSINESS) รองจากมหาวิทยาลัย JNU  ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ขนาดใหญ่ มีเนื้อที่โดยประมาณ 500  เอเคอร์  มีวิทยาลัยที่สังกัดอยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยถึง  85  วิทยาลัย  โดยแบ่งเป็น 2  ส่วนหรือวิทยาลัยเขต คือ  1. ส่วนเหนือ (North Campus ) ตั้งอยู่ที่เมืองเดลีเก่า (Old Delhi) และ  2. ส่วนใต้ (South Campus) ตั้งอยู่ที่เมืองเดลีใหม่ (New Delhi) วิทยาลัยเขตส่วนเหนือจัดเป็นศูนย์กลางการบริหารของมหาวิทยาลัยเดลีและวิทยาลัยที่อยู่ในสังกัดทั้งหมด 

 

ในระยะเริ่มแรกมหาวิทยาลัยเดลีเปิดการเรียนการสอนเพียง 2 คณะใหญ่ คือคณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีนักเรียนลงทะเบียนไม่ถึงพันคน  ด้วยศักยภาพการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งและคุณภาพของการศึกษาที่เด่นชัด ปัจจุบันนี้ มหาวิทยาลัยเดลีเปิดการเรียนการสอนถึง 16  คณะใหญ่ และ 84 ภาควิชา  มีนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในสาขาวิชาต่างๆ ประมาณ 400,000 คน มีนักศึกษาต่างชาติมาเรียนประมาณ 3,000 คน จาก 50 กว่าประเทศทั้งในทวีปเอเชียและยุโรป

บรรยากาศทั่วไปของมหาวิทยาลัยเดลี 

                มหาวิทยาลัยเดลี ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยยอดนิยมหนึ่งของอินเดีย ย่อมมีอะไรที่ยิ่งใหญ่และน่าสนใจแน่นอน ลักษณะทั่วไปของมหาวิทยาลัยเงียบสงบร่มรื่น  เป็นบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์แบบอังกฤษผสมกับศิลปะแบบอินเดีย บริเวณมหาวิทยาลัยมีพื้นที่กว้างขวาง มีการจัดสัดส่วนสถานที่แต่ละแห่งที่ชัดเจน ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยคือที่ตั้งสำนักงานของมหาวิทยาลัย และที่ตั้งของคณะใหญ่ๆ เช่น คณะศิลปศาสตร์ ร่วมทั้งหอสมุดกลางที่ใหญ่โต ห้องสมุดประจำภาควิชา ร้านอาหารว่าง ร้านถ่ายเอกสาร  บริเวณรอบๆ ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยมีอาคารของคณะต่างๆ  ซึ่งมีทั้งอาคารเก่าและอาคารใหม่ ในบริเวณใกล้เคียงกันเป็นที่ตั้งวิทยาลัยอีกเกือบ 10 วิทยาลัย มีบ้านพักครูอาจารย์และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย และหอพักนักศึกษาชายหญิง  ห่างจากมหาวิทยาลัยไปประมาณ 300 เมตร เป็นสวนสาธารณของมหาวิทยาลัย ซึ่งคนไทยเรียกกันว่าสวนพุทธ Buddha garden ที่เรียกเช่นนี้ เพราะมีพระพุทธรูปปางลีลาเช่นเดียวกับพระศากยมุนีที่พุทธมณฑล  จังหวัดนครปฐม ประดิษฐานอยู่ เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของนักศึกษาไทย รวมทั้งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกายของนักศึกษาและคนทั่วไป  ตรงข้ามกับสวนพุทธเป็นหอประชุมกลางของมหาวิทยาลัย ที่ใช้เป็นสำนักงานอธิการบดีและประทานปริญญาบัตรที่ใหญ่โตและสวยงาม ในบริเวณเดียวกันยังมีไปรษณีย์ ธนาคาร ซุปเปอร์ มาร์เก็ตขนาดย่อม  สนามกีฬาขนาดใหญ่ และยังมีสวนป่าไว้เดินชมสัตว์ (ลิง-นก) อีกหลายร้อยไร่  บริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยมีถนนตัดผ่าน มีรถเมล์ผ่านไประหว่างเมืองเดลีเก่าและใหม่ มีสามล้อ (Rickshaw) บริการในราคาย่อมเยาตลอดเวลา จากตัวมหาวิทยาลัยไปประมาณ 500 เมตรเป็นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่ทันสมัย (Delhi Metro) ที่สามารถเดินทางไปสู่สถานีอื่นๆ มากกว่า 10 สถานีทั่วเมืองเดลี  ถัดมาด้านหน้าด้านทิศตะวันตกของมหาวิทยาลัย  มีร้านถ่ายเอกสาร พิมพ์งาน เข้าเล่ม และร้านขายหนังสือเครื่องเขียน ร้านน้ำดื่ม อาหารว่าง  ตั้งอยู่ตลอดแนวถนนประมาณ 100 ห้อง ไว้บริการแก่นักศึกษาและคนทั่วไป

 

 

ส่วนบรรยากาศแห่งการเรียนรู้นั้น มหาวิทยาลัยจะเปิดเรียนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ บางระดับมีเรียนวันเสาร์ด้วย ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยจะเป็นที่เรียนของนักศึกษาปริญญาโทและเอก  ส่วนวิทยาลัยรอบๆ จะเป็นที่เรียนของนักศึกษาปริญญาตรี แต่ละวันจะมีนักศึกษาชายหญิงทั้งอินเดียและต่างชาติ ที่แต่งกายกันแบบฟรีสไตล์บ้างนั่งสามล้อบ้างเดินมาเรียนดูกันตระการตา ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยมาก ทั้งด้านสถานที่ อาคารเรียนหรือการแต่งกายของนักศึกษา  อินเดียจะเน้นเนื้อหาสาระมากกว่าวัตถุภายนอก  ผู้ที่มาเรียนที่นี่  ส่วนมากจะได้ความอดทน ประหยัด มัธยัสถ์ และการใช้ภาษาอังกฤษ  กล่าวทั่วไปบรรยากาศของมหาวิทยาลัยเดลี คือบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ตัวเอง เข้าใจธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และเตรียมพร้อมความรู้ที่จะนำไปใช้ในอนาคตต่อไป

คณะที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัย

                ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเดลี เปิดการเรียนการสอนทั้งหมด 12 คณะด้วยกัน ได้แก่.-         

1.คณะศิลปศาสตร์  2.คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  3.คณะศึกษาศาสตร์ 4.คณะวิทยาศาสตร์  5.คณะคณิตศาสตร์  6.คณะกฎหมาย 7.คณะเวชศาสตร์  8.คณะเศรษฐศาสตร์  9.คณะวิศวกรรม  10.คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์  11.คณะดุริยางศาสตร์และศิลปกรรม  12.คณะการจัดการ

                ในแต่ละคณะการศึกษา แบ่งภาควิชาออกไปอีกมากมาย รวมแล้ว 82 ภาควิชาเรียน ถ้าใครสนใจต้องการทราบรายละเอียดมากยิ่งขึ้น สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้ที่เว็ปไซต์ของมหาวิทยาลัยเดลี  http://www.du.ac.in

การจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย

                การเรียนในมหาวิทยาลัยเดลีมีอยู่ 3  ระดับ คือระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก  การจัดการศึกษาทั้ง 3  ระดับนี้  ไม่เหมือนกันทั้งสถานที่เรียน สาขาที่เรียน และวิธีการเรียน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการเรียนการสอน แต่บางสาขาวิชา ครูบางท่านบรรยายเป็นภาษาฮินดีก็มี  เวลาสอบถ้าเป็นนักศึกษาอินเดีย สามารถเขียนตอบเป็นภาษาฮินดีหรืออังกฤษก็ได้  ส่วนนักศึกษาต่างชาติเลือกได้เฉพาะภาษาอังกฤษอย่างเดียว  และการสอบวัดผลในระดับปริญญาตรีและโท จะมีเพียงปีละครั้ง และใช้ระบบเปอร์เซ็นต์มาตัดสิน ถ้าไม่ผ่านต้องเรียนซ้ำชั้นใหม่ ไม่มีการสอบซ่อมหรือแก้ตัว อย่างเช่นระบบหน่วยกิตในประเทศไทย

 

การศึกษาในระดับปริญญาตรี

การเรียนระดับปริญญาตรี ต้องลงทะเบียนและเรียนที่วิทยาลัยเขตที่สังกัดมหาวิทยาลัยเดลีทั้ง 2   ส่วน อยู่ที่นักเรียนว่าจะสอบเข้าหรือสมัครเรียนวิทยาลัยไหน ถ้าเป็นนักศึกษาต่างชาติ บางครั้งจะไม่ได้เรียนวิทยาลัยตามที่ต้องการ  เพราะเจ้าหน้าที่จะจัดวิทยาลัยให้เรียนเอง

หลักสูตรในระดับปริญญาตรีนี้ มี 3 สาขาวิชาให้เลือก คือ

1. สายศิลปศาสตร์ทั่ว ๆ ไป เรียกว่า B.A. (Bachelor of Arts)

2. สายพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เรียกว่า B.Com. (Bachelor of Commerce) และ

3. สายวิทยาศาสตร์ B.Sc. (Bachelor of Science)

                สำหรับสาขาวิชาเฉพาะด้าน เช่น Computer เป็นต้น ก็มีให้เลือกเรียนเช่นเดียวกัน   ในการจัดหลักสูตรการเรียนนั้น แบ่งเป็นลักษณะ  B.A.Programme และB.A.Honor หลักสูตร  B.A.Programme เป็นหลักสูตรเรียน 3 ปี ไม่เน้นวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ นักศึกษาสามารถจะเลือกเรียนวิชาใดก็ได้ตามที่ตนเองถนัด  รวมแล้ว 4 วิชา จนกว่าจะจบหลักสูตร 3 ปี ส่วนหลักสูตร B.A.Honour   หลักสูตร 3 ปี เช่นเดียวกัน แต่เป็นหลักสูตรที่นักศึกษาต้องเลือกเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ วิชาไม่ผสมกันเหมือนหลักสูตร B.A. Programme

ระบบการศึกษาระดับปริญญาตรีนั้น เป็นแบบ Annual Test  คือภายในปีหนึ่งจะมีการสอบวัดผลเพียงครั้งเดียว  ไม่มีการสอบเก็บคะแนน ซึ่งลอกเลียนแบบมาจากประเทศอังกฤษ แต่บางสาขาวิชาอาจจะแบ่งการสอบเป็น 2 ภาค ใน1 ปี คือใช้ระบบ Semester เหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศไทยก็ใช้ระบบนี้อยู่ โดยใช้เวลาเรียนอยู่ประมาณ8  เดือนจึงจะได้สอบประจำ

 

 

         ด้านการสอนและการวัดผลนั้น จะใช้ระบบบรรยายให้นักเรียนฟังในห้องเรียน ใครภาษาอังกฤษดีก็อาจจะเข้าใจได้เลย ส่วนใครฟังไม่ค่อยเข้าใจ ก็ต้องมาอ่านหนังสือเพิ่มเติมอีก การเข้าห้องเรียนหรือฟังบรรยายไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ค่อยมีผลอะไรกับนักเรียน แต่การอ่านหนังสือตามเนื้อหาวิชาที่อาจารย์ให้มาสำคัญมากกว่า  เพราะอาจารย์ผู้บรรยายก็ไม่ได้มีส่วนในการสอบของนักศึกษาที่ตนเองสอน ทั้งนี้ก็เพราะในระบบการศึกษาของอินเดีย ผู้สอน ผู้ออกข้อสอบ และผู้ตรวจข้อสอบจะแยกจากกัน อาจารย์ผู้สอนก็ทำหน้าที่สอนไม่ได้ออกข้อสอบและไม่ได้ตรวจข้อสอบของนักศึกษาที่ตนเองสอน

 

การศึกษาในระดับปริญญาโท

                การศึกษาในระดับปริญญาโทนี้ มีทุกสาขาวิชาให้เลือกเรียน อยู่ที่ว่านักศึกษาจบปริญญาตรีมาตรงสาขาวิชาที่จะสมัครเรียนหรือไม่ แต่ก็มีบางสาขาวิชาที่ไม่จำเป็นต้องจบมาตรงสาขาที่เรียนก็สามารถเข้าเรียนได้  การลงทะเบียนเรียนระดับปริญญาโท มีอยู่ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ     1. ลงทะเบียนตรงต่อภาควิชาที่เราจะเรียน ซึ่งจะอยู่ภายในมหาวิทยาเดลีส่วนกลาง  และ 2. ลงทะเบียนเรียนที่วิทยาลัยภายใต้มหาวิทยาลัยเดลีตามที่เจ้าหน้าที่เลือกให้  แต่การเข้าห้องเรียนให้มาเรียนที่ภาควิชาส่วนกลางของมหาวิทยาลัยเดลี  การเรียนมีทั้งการฟังบรรยายในห้องเรียน ทำงานส่ง และออกภาคสนามในบางสาขาวิชา  นอกจากนี้  บางสาขาวิชาต้องเขียนงานวิจัย (Dissertation) ส่งในเทอมสุดท้ายด้วย  ส่วนการวัดผลเช่นเดียวกันกับระดับปริญญาตรีมีทั้งแบบสอบครั้งเดียวต่อปี และสอบสองครั้งต่อปี ขึ้นอยู่กับภาควิชาแต่ละคณะ  หลักสูตรปริญญาโทนี้ ใช้เวลาเรียนอยู่ 2 ปี จึงจะจบหลักสูตร หรือบางท่านอาจจะใช้เวลา 3 ปี ในกรณีที่สอบไม่ผ่านหรือสมัครเรียนใหม่

การศึกษาในระดับ M.Phil. และปริญญาเอก

                สำหรับการศึกษาในระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยเดลี  มีกระบวนการที่แตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในอินเดีย นักศึกษาที่จะเรียนต่อระดับปริญญาเอกนี้ ต้องเรียนหลักสูตร M.Phil. (Master or Philosophy) หรือหลักสูตรอนุปริญญาเอก  หลักสูตรนี้เป็นการเรียนเตรียมก่อนจะเรียนต่อระดับปริญญาเอก  ซึ่งกำหนดระยะเวลาศึกษาไว้ 1 ปี ถึง ปีครึ่ง  ระบบการเรียนการสอนแบ่งเป็น 2 ภาคเรียน ภาคเรียนแรกเป็นการเรียนรายวิชาในห้องเรียน ซึ่งใช้เวลาเรียนอยู่ประมาณ 4 เดือน แล้วสอบวัดผลโดยการเขียนบรรยาย  หลังจากสอบผ่านภาคเรียนแรกแล้ว ภาคเรียนที่สองไม่ต้องเข้าห้องเรียน แต่ให้เขียนงานวิจัย หรือ Dissertation  ส่งหนึ่งเรื่อง โดยให้นำเสนอเรื่องที่เขียนต่อภาควิชาพิจารณาและจัดหาอาจารย์ที่ปรึกษาดูแลให้  เมื่อเขียนเสร็จนำส่งและสอบสัมภาษณ์ปากเปล่า หรือ Viva voce  เป็นเสร็จกระบวนการของหลักสูตรนี้ ในการเขียนงานวิจัยนี้ ใช้เวลามากน้อยไม่เหมือนกัน  นักศึกษาบางคนใช้เวลาเพียง 3 เดือนก็เขียนเสร็จ หรือบางท่านอาจใช้เวลาเขียนถึง 2 ปีก็มี เมื่อจบหลักสูตร M.Phil แล้วก็สามารถลงทะเบียนเรียนต่อปริญญาเอกได้ แต่มีกฏว่านักศึกษาต้องได้คะแนนสอบผ่านทั้ง 2 ภาคเรียน ได้ 55 % ขึ้นไปจึงจะมีสิทธิ์สมัครเรียนต่อระดับปริญญาเอกได้

                กระบวนการเรียนการสอนในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเดลี ค่อยข้างจะมีขั้นตอนที่จะใช้เวลาและยุ่งยากหน่อย  มีหลายภาควิชาที่เปิดให้นักศึกษาลงเรียนได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราจบปริญญาโทมาทางด้านใด  ขั้นตอนแรกในการสมัครเรียนคือเตรียมโครงร่างวิทยานิพนธ์ Synopsis ที่จะเขียนไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่ภาควิชา เพื่อขอเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาควบคุมวิทยานิพนธ์ จากนั้นเป็นกระบวนการพิจารณาหัวข้อวิทยานิพนธ์จากคณะกรรมการของมหาวิทยาลัย เมื่อเรื่องอนุมัติให้ผ่าน จึงสามารถสมัครเรียนและจ่ายเงินลงทะเบียนเรียน  ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้เวลาอยู่รออยู่นานมาก จึงจะทราบผล

                อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระบวนการสมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลอินเดีย กำลังจะถูกปรับปรุงใหม่ คือนักศึกษาผู้จะสมัครเรียนต่อต้องสอบผ่านข้อเขียนก่อน แล้วสอบสัมภาษณ์ จึงจะมีสิทธิ์สมัครเรียนต่อได้ และมีข้อแม้อีกอย่างหนึ่งคือผู้สมัครเรียนต้องได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลหรือจากมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกำกับของรัฐด้วย   ซึ่งจะแตกต่างจากระบบเดิมที่เคยปฏิบัติในอดีตแล้ว ในปัจจุบันมีบางมหาวิทยาลัยเริ่มใช้ระบบใหม่แล้ว เช่น มหาวิทยาลัยเดลี มหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี เป็นต้น จึงทำให้มีนักศึกษาสมัครเรียนต่อระดับปริญญาเอกได้น้อยมาก

 

 

         การศึกษาในระดับปริญญาเอกนี้ ไม่มีการเข้าห้องเรียนเหมือนระดับปริญญาตรีและโท เขียนเฉพาะวิทยานิพนธ์ (Thesis) และไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจงานและฟังคำแนะนำ แต่บางภาควิชานักศึกษาต้องเข้าร่วมฟังสัมมนาที่ทางภาควิชาจัดขึ้นแต่ละสัปดาห์ด้วย  เมื่อนักศึกษาเขียนวิทยานิพนธ์เสร็จแล้ว ต้องนำเสนองาน Pre-Submission ของตนเอง ให้อาจารย์ที่ปรึกษาคณาจารย์ในภาคและนักศึกษาทั่วไปได้ทราบ เมื่องานได้รับการตรวจสอบว่าถูกต้องเรียบร้อยแล้ว จึงนำส่งมหาวิทยาลัยเพื่อรอสอบสัมภาษณ์ Viva voce ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้เวลาอยู่ประมาณ 6 เดือน ถึง หนึ่งปี  เมื่อเสร็จกระบวนการนี้ จึงจะถือว่าจบหลักสูตร Ph.D. การเรียนจะจบเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับการเขียนวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาเอง แต่เมื่อลงทะเบียนเรียนครบ 2 ปีแล้ว  สามารถที่จะนำเสนองานและรอสอบสัมภาษณ์ขอจบได้ รวมแล้วใช้เวลาเรียนประมาณ 3 ปี จึงจะจบหลักสูตร

 

ค่าใช้จ่ายในการศึกษา 

                เมื่อได้ทราบหลักสูตรและระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยเดลีแล้ว  สิ่งที่ควรทราบซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการเรียนทั้งหมด คือเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเดลี  ค่อนข้างจะสูงกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ในอินเดีย  ทั้งค่าลงทะเบียนเป็นนักศึกษา ค่าธรรมเนียมเข้าคณะ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกตามมา  ส่วนค่าใช้จ่ายในการครองชีพนั้นค่อนข้างสูงเช่นเดียวหรือใกล้เคียงกับค่าครองชีพในเมืองหลวงของไทย   เพราะที่นี่คือเมืองหลวงของอินเดีย  ค่าใช้จ่ายในการศึกษาระหว่างนักศึกษาอินเดียกับนักศึกษาต่างชาติจะไม่เหมือนกัน นักศึกษาอินเดียจะจ่ายถูกกว่านักศึกษาต่างชาติหลายเท่า อัตราในการจ่ายค่าเรียนของนักศึกษาต่างชาตินั้นแต่ละระดับไม่เหมือนกัน  นักศึกษาต่างชาติจะต้องเสียค่าธรรมเนียม  (Foreign Students Registration Fee)  ให้แก่มหาวิทยาลัยตามหลักสูตรที่เข้าเรียน ดังนี้.-   

        - ระดับปริญญาตรี      300 ดอลลาร์สหรัฐ  

        - ระดับปริญญาโท      400 ดอลลาร์สหรัฐ 

        - ระดับ M.Phil.          500 ดอลลาร์สหรัฐ 

        - ระดับ Ph.D.              500 ดอลลาร์สหรัฐ  

ค่าธรรมเนียมนี้ จะจ่ายเพียงครั้งเดียวและสามารถเรียนจนกว่าจะจบการศึกษา คือ ปริญญาตรี 3  ปี ปริญญาโท 2 ปี และปริญญาเอก 3 ปี และจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม (Fee) แก่ภาควิชาที่เราสังกัดอีกคนละประมาณ 140 ดอลลาร์สหรัฐ (ต่อปี)  สำหรับค่าหนังสือ ค่าพาหนะในการเดินทางฯลฯ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภาวะเศรฐกิจและอุปนิสัยส่วนตัวของแต่ละบุคคล เฉลี่ยแล้วก่อนมาอินเดียควรเตรียมเงินมาสำรองจ่ายประมาณ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ที่พักอาศัยและอาหารการกิน 

                สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ของนักศึกษาต่างชาติในอินเดียคือที่พักอาศัยและอาหารการกิน แทบจะทุกมหาวิทยาลัยต้องประสบปัญหาเช่นเดียวกัน  สำหรับมหาวิทยาลัยเดลี  ที่พักของนักศึกษาต่างชาติมีอยู่ 2  ประเภทด้วยกัน  คือหอพักประจำมหาวิทยาลัย และหอพักภายนอกบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัย หรือบ้านเช่าของเอกชน   ภายในหอพักประจำมหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ หอพักชายและหอพักหญิง  หอพักชายมีอยู่จำนวน 6 หอด้วยกัน แต่ละหอมีห้องพักตั้งแต่ 100 ห้องขึ้นไป มีทั้งนักศึกษาชาวอินเดียและต่างชาติอาศัยอยู่  เนื่องจากมีนักศึกษาเป็นจำนวนมาก โอกาสที่จะได้เข้าไปอยู่หอจึงค่อนข้างยากสำหรับชาวต่างชาติ 

ส่วนหอพักสตรีมีอยู่ 3 หอด้วยกัน  แต่ละหอมีห้องพักประมาณ 100-400 ห้อง ในจำนวนหอพักทั้งชายและหญิง บางหอพักรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก แต่บางหอรับเฉพาะปริญญาโทและเอก  ทุกๆ หอพักมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องอาหารรวม ห้องอินเตอร์เน็ต ห้องทีวี ห้องรับรองแขก  สถานที่ออกกำลังกาย  และสนามเดินเล่น  เป็นต้น ส่วนเรื่องอาหารการกินของนักศึกษาในหอพักนั้นมีบริการทุกมื้อ แต่ว่าเป็นอาหารแบบสไตล์อินเดีย เป็นแบบมังสวิรัติส่วนมาก   หรืออาจจะมีเนื้อสัตว์อยู่บ้างบางวันแต่ก็เป็นเนื้อแบบอินเดียอีก ส่วนค่าห้องนั้น แต่ละหอพักอัตราจะไม่เหมือนกัน มีตั้งแต่ 2,000 ถึง 3,500 รูปี ต่อเดือน

ส่วนหอพักนอกมหาวิทยาลัย คือบ้านเช่าที่ชาวอินเดียสร้างบ้านหรืออาคารไว้ให้นักศึกษาไว้เช่า มีทั้งห้องเดี่ยว ห้องคู่  ตั้งแต่ชั้นเดียวถึง 3 ชั้นขึ้นไป  บริเวณมหาวิทยาลัยเดลีจะมีบ้านเช่าเป็นจำนวนมาก  มีหลายโซนด้วยกัน  มีทั้งนักศึกษาชาวอินเดียที่มาจากต่างรัฐและนักศึกษาต่างชาติเช่าอยู่ ราคาต่ำสุดในปัจจุบัน ตั้งแต่ ๕,000 ขึ้นไปถึง 10,000 รูปี ต่อเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของห้องและบริเวณพื้นที่ของบ้านเช่า  แต่ทุกวันนี้บ้านเช่าบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัย เริ่มจะหายากและราคาก็เพิ่มขึ้นด้วย

 

การสมัครเรียน 

                มาถึงขั้นตอนสุดท้ายของการแนะนำมหาวิทยาลัยเดลี  คือการสมัครเรียนมหาวิทยาลัยเดลี เริ่มเปิดรับสมัครนักศึกษาทุกระดับชั้น  ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนถึงสิ้นสุดเดือนเมษายนของทุกปี หรืออาจจะต่อไปถึงเดือนพฤษภาคมก็มี ในกรณีสมัครไม่ทันแต่ต้องยุ่งยากหน่อย แต่ในระดับปริญญาเอกสามารถสมัครได้ตลอดปี การสมัครทุกระดับเอกสารที่จะนำมาสมัครต้องเป็นภาษาอังกฤษทุกอย่าง

                สำหรับนักศึกษาไทย  ผู้สนใจจะมาศึกษาต่อมหาวิทยาลัยเดลี สามารถสมัครผ่านกลุ่มพระนักศึกษาไทย ในมหาวิทยาลัยเดลีได้ ซึ่งรายละเอียดสามารถติดต่อผ่านประธานกลุ่มฯ หรือจะติดต่อผ่านนักศึกษาภายในกลุ่มฯ คนใดคนหนึ่งก็ได้ แต่ควรติดต่อแต่เนิ่นๆ เพราะจะมีกระบวนการและขั้นตอนการสมัครมากพอสมควร ผู้สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลในเว็ปของกลุ่มพระนักศึกษาไทย มหาวิทยาลัยเดลี ได้ที่  www.thaitsg.net