"คำกลอนที่มีสัมผัส คล้องจอง ทำให้คนจำง่าย ติดปากขึ้นใจ"

เป็นคำปรารภ สั้น ๆ ง่าย ๆ ของท่านพุทธทาส แต่ได้ใจความ ถึงความสำคัญของ

"ฉันทลักษณ" ในบทประพันธ์แต่ละชนิด 

คำปรารภนี้  สอดรับกับบทพระธรรมคำกลอน ของท่านพุทธทาสที่

เราท่านคุ้นเคยกันดี   ตัวอย่างเช่น

"เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา

จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่

เป็นประโยชน์ แก่โลกบ้าง ยังน่าดู

ส่วนที่ชัว อย่าไปรู้ ของเขาเลย"

 

คงต้องยอมรับโดยปริยายว่า ฉันทลักษณ์มีส่วนสำคัญที่ทำให้จำได้ง่าย

ครูอิงเอง ก็จำบทประพันธ์หลาย ๆ บท อ่านตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ

หรือท่องเล่น ๆ สมัยวัยรุ่นหลายบทก็ยังจำได้จนกระทั่งบัดนี้

ก็เพราะ บทประพันธ์เหล่านั้น มี "ฉันทลักษณ์" นั่นเอง

ที่กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่า ครูอิงจะรังเกียจกลอนเปล่า

(กลอนที่ไม่มีฉันทลักษณ์บังคับแน่นอน) ถ้าจำไม่ผิด กลางปีที่ผ่านมา

งานเขียนที่ได้รับรางวัลซีไรท์ ก็เป็นงานเขียนประเภทกลอนเปล่า

ที่ไร้ฉันทลักษณ์

สมัยวัยรุ่น จำบทประพันธ์วรรคทองของใครคนหนึ่ง

ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นของใคร

หรือว่ามันจะเป็นงานเขียนประเภท มุขปาฐะ แต่ก็ยังจำได้จนกระทั่งบัดนี้

" ตาแอบพบสบตาเวลาเผลอ  

ตาแอบเจอตากันจนหวั่นไหว

ตาแอบเผยแววตาอันห่วงใย 

ตาแอบให้ความหมายด้วยสายตา"

หรือของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ บทเด็ดที่จำได้ไม่ต้องเปิดหาที่ใดเห็น

จะเป็นบทนี้ค่ะ

เธอจะรัก กับใคร อย่าให้รู้

เธอจะอยู่ กับใคร อย่าให้เห็น

ให้ฉันเถิด ขอร้อง สองประเด็น

แล้วจะเป็น ผู้แพ้ ที่แท้จริง"

แน่นอนครูอิงคงไม่จำบทกลอนเหล่านี้จนขึ้นใจ หากไม่มีฉันทลักษณ์บังคับ

หรือเขียนในลักษณะกลอนเปล่า

หรืออย่างบทนี้ ก็จำไม่ได้อีกแหละค่ะว่าใครเป็นผู้เขียน อาศัยจำขี้ปากเค้ามา

ก็นำมาเล่าต่อ

"วันไหนไหนไม่สำคัญเท่าวันนี้  

เป็นวันที่สำคัญกว่าวันไหน

ถึงพรุ่งนี้มะรืนนี้ดีอย่างไร

ก็ยังไม่สำคัญเท่าว้นนี้"

  

เห็นมั้ยคะ ช่างเป็นสำนวนกลอนที่งดงาม ควรค่าแก่การจดจำแค่ไหน

ไม่ว่าจะเป็นความคมคาย หรือการเล่นคำ เล่นอักษร 

และที่สำคัญถูกต้องตามฉันทลักษณ์ด้วยค่ะ

หรืออย่างบทกลอนขำขำ  ที่ครูอิงอ่านให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง

หรืออ่านให้ใครต่อใครฟัง

ก็เป็นต้องมีรอยยิ้มด้วยความขำ ๆ ทุกครั้งไปก็เห็นจะเป็นบทนี้ค่ะ

" ครานั้นจึงโฉมเจ้าเณรแก้ว  

จำวัดแล้วก็ตื่นขึ้นมาฉัน

ฉันเช้าแล้วก็เข้าจำวัดพลัน 

จำวัดแล้วตื่นทันมาฉันเพล"

เอ๊า !!!!!!! ขำมั้ยหล่ะคะ  ถ้าไม่ขำก็แสดงว่า "เส้นลึก"  55555555+

ก็แหมดูสิ จะอะไรกันนักกันหนา เณรแก้ว เอากินกับนอน 

แต่ก็โดยสรุปเป็นบทกลอนที่จำง่ายมาก ก็เพราะเขาแต่งได้ถูกต้อง

ตามฉันทลักษณ์ไงคะ

อีกสักบทเถอะค่ะ  แหมสมองกำลังบรรเจิด  ก็ต้องบันเทิงกันหน่อย อิ...อิ..อิ...

ไม่ทราบอีกแหละค่ะว่าของใคร บอกแล้วว่าจำขี้ปากเขามา

ใครเป็นเจ้าของบทประพันธ์

กรุณายกมือแสดงตัวด้วยก็แล้วกัน ครูอิงมิได้คิดจะ โจรกรรมนะคะ

 

" จะไต่เต้าใครเล่าจะให้ไต่

เต้าของใครใครเขาก็เฝ้าหวง

มิใช่ของสาธารณ์คนทั้งปวง

เต้าในทรวงริ้นไม่ไต่ไรไม่ตอม"

ว่ากันว่า บทกลอนบทนี้ออกมาจากปากของประชาสัมพันธ์โรงแรมแห่งหนึ่ง

ซึ่งเธอได้ยินใครต่อใคร เขาพูดคำว่า "ไต่เต้า" บ่อย

เกิดความรำคาญ จึงระเบิดออกมาเป็นบทกลอน

ที่ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ซะด้วยสิคะ

จบเสียทีหล่ะค่ะ ดึกแล้วด้วย  ถ้าจะให้เขียนต่อ ก็จะเป็นบันทึกที่ยาว

จนจบไม่ลง  อิ..อิ..อิ..

ไปนอนดีกว่าค่ะ  อ้อ ขอย้ำค่ะว่า ครูอิงยังคงนิยมอ่านบทประพันธ์ 

และเขียนบทประพันธ์ที่ถูกต้องฉันทลักษณ์อยู่ค่ะ เพราะว่า

"ฉันทลักษณ์ นั้น สำคัญฉะนี้"