ปกติเวลามีเทศกาล ช่วงวันสำคัญ วางแผนเตรียมตะลอนกัน อย่างวันพ่อปีที่ผ่านมา เราก็ถือโอกาสพาป๋า คู่รักวัยดึกออกนอกสถานที่ หากแต่ปีนี้ พวกเราอยู่กับที่ อยู่ติดบ้าน ปีนี้เรามีช่วงเวลาดีๆ มีความสุข สงบ เรียบง่าย อยู่ที่บ้าน :)

 

ย่างเข้าหน้าหนาว เย็นยะเยือกจริงๆ ทุกๆ เช้าหกโมง ก็ลุกตื่นมาเปิดหน้าต่าง ทายทัก รับแสงแรกอรุณ มองฟ้าเมฆไปตามเรื่องราว รับรู้ได้ถึงลมหนาวโชยมา จนน่าจะกลับไปนอนหลับ ฝันดีต่อจริง ๆ แต่ลุกแล้วตื่นเลย เหมือนที่รักแล้วรักเลย ...

อากาศอย่างนี้ หาอะไรทำคลาย เหงา (ถ้าคนโสดอยู่โดดเดี่ยวก็เหงาได้) หนาว (แม้อยู่ท่ามกลางผู้คน แต่ก็ยังรู้สึกหนาวได้ ก็ลมหนาว แถมฝนก็ไม่เป็นใจ มันไม่เข้าใครออกใคร เหมือนความรักเช่นกันเลยนิ หุ หุ เกี่ยวกันไหม ๕ ๕

 

โชคดีที่บ้านเรา ศรีภรรยาป๋าไม่เคยอยู่นิ่ง พวกเราเลยวิ่งตามเธอด้วย ยามใดที่มีผลผลิต การเกษตรไม่ว่าจากในสวน ที่บ้าน หรือเพื่อนบ้าน :) เธอก็จะจัดการคิดสะสาง ดัดแปลง ถนอมอาหารในทันที ไม่รอรี ฟังเสียงประชามติ อิ อิ

 

คติปูมีอยู่ว่า เรื่องของชาวบ้านคืองานของเรา แล้วนี่ยิ่งเป็นเรื่องคนที่เรารักเล่า จะไปเฉยเมยอยู่ไหว คงมิใช่วิสัยปู .. อี๋เปรยเสียงดัง สายๆนี่ทำหนมจากดีกว่า ลูกบ้านมิรอช้า ลุกผละจากภารกิจตรงหน้า ป๋ารีบดิ่งไปหา สุดที่รักในบัดดล

เปล่าครับน้องหน้ามล พี่แค่มายล เมียงมอง ส่องกำลังใจ .. “แม่ค้าหน้านวล เคยนั่งเรือด่วนแถวบ้านแพ .. เรือด่วนวิ่งไป เหมือนหัวใจพี่ตกหลุม ไม่พบหน้าแม่เนื้อนุ่ม .. ” เสียงป๋าฮัมเพลง จากในครัว ต้องรีบเข้าไปมั่ว เป็น ก ข ค :)

 

ขออภัยนะคะท่านผู้ชม ผู้ชิม ขนมหรอยๆ ยังต้องรอนาน นี่ขนมโบราณ ยิ่งต้องนมนานอักโขกว่า ๕ ๕ .. เพลานินทาคู่รักวัยดึก นึกภาพตามก็ได้อมยิ้ม และมีความสุข ต้องลุกตามไปชมให้เห็นกับตา ว่าอดีตนั้น มีที่มา ที่ไป อย่างไรหนอ ..

ขนมอะรูมิไร้ หาสำคัญเท่า ขนมจากใจ ใฝ่ปอง .. ขนมไทย แบบบ้านๆ ผสานตำนาน เรื่องราว บ้านไผบ้านเผือก เลือกรื้อฟื้นความทรงจำ พร่ำรำพัน อันเป็นเรื่องราว เพิ่มพูน ความประทับใจ เป็นความทรงจำจากวัยสู่วัย ..

 

ดูเหมือนว่าอี๋แม่ศรีเรือนป๋า เธอจะมั่นใจในรสมือที่ร่ำลือกันไปได้ ทุกงานวัดทั่วหัวระแหง จากบ้านตัวเองถึงบ้านแฟน สุดแสนจะเนืองแน่นด้วยลูกค้า ที่ก็ต้องมาช่วยกันห่อ วาง ย่าง เพราะว่าทำนางเดียวไม่ทัน อ้าว แล้วนายป๋าสุดที่รักนักหนาไปไหน

โอละเห่ โอละวา ลูกๆ ถาม ก็ป๋าติดภารกิจราชกง งานราชการ นี่งานวัดกลางคืนนะคะ .. ไม่ใช่ๆ พี่เจ้าเค้าข้าราชการ จะให้มายืนยิ้มประชันหน้า ประจันบาน ค้าขายได้ไงกันเล่า มาส่งเสร็จต้องรีบกลับไป เป็นทัพหลัง ฝ่ายสนับสนุน ดูแลลูกครับผม :)

 

ก็แหม จะติดลม มาชม ขนมไทยมีขั้นตอนหลากหลาย ใช้เวลา กว่าจะได้สักห่อ สักชิ้น พูดเป็นเล่นไปต้องได้เห็นกระบวน วิธีการ แล้วจะอึ้ง ทึ่ง และซาบซึ้ง ในความตั้งใจจริง อดทน พยายาม ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ มิแพ้วิทยาการด้านใดๆ ในโลก ..

แหม คิดว่าง่าย ที่ไหนได้ คนรุ่นใหม่ต้องจอดป้าย ยกธงขาว ตั้งแต่ยังไม่ได้ตั้งไฟ .. เตรียมใบจาก (ซึ่งต้นจากจะพบได้แถวป่าชายเลน คัดเลือกใบ ตัดให้ขนาดพอเหมาะ) ถ้าไม่มีอาจหยวนๆ ให้ใช้ใบมะพร้าว แต่จะห่อยาก ขนมติดใบไม้อีก

 

อีกทั้งยังต้องหาไม้กลัด มาเหลาให้แหลม พอกลัด เสียบใบไม้ได้ดี ขนมหนึ่งห่อต้องใช้ไม้กลัด จำนวน ๔ อัน คำนวณดูสิคะ ว้าว ทำเพื่อครัวเรือนมิเท่าไหร่ แต่ถ้าจำหน่ายล่ะก็ มิอยากคิด สมัยนี้เค้าเลยหันมาใช้ลวดเย็บกระดาษ แต่ควรระวังยิ่ง จริงๆ :)

มาถึงขั้นตอนสำคัญ สูตรเด็ดแห่งความอร่อยอยู่ที่ การผสมแป้ง น้ำตาล มะพร้าว  เข้ากัน.. สัดส่วนการปรุงและรายละเอียดอื่นๆ ต้องค้นหา อีกรอบนะคะ เพราะบันทึกนี้ เน้นเพียงแค่การกระตุ้น ความรู้สึก อารมณ์ บ่มเพาะ อยากรู้ อยากลอง ต้องอนุรักษ์

 

ยิ่งได้มะพร้าวอ่อนหั่นลงไปด้วยนี่ จะยิ่ง ว้าว มัน เวลาเคี้ยวจะได้อารมณ์มาก ๆ เลยเชียวค่ะ .. ดูความเข้มข้นของแป้งที่มีเนื้อมะพร้าวอ่อนเยอะมากๆ สิคะ  ขนาดยังไม่สุก ยังน่ารับ ทานปานฉะนี้ อย่างนี้ต้องเรียกว่า อวบเข้าเนื้อ นิ่มมะพร้าว กลิ่นหอม มันถึงกะทิ

หลังจากใช้ผ้าขาว เช็ดทำความสะอาดใบจาก ใบไม้ ให้ปราศจากฝุ่นแล้ว จึงนำใบจากขนาดใกล้เคียงกันมารวบ แนบกัน ๒ ใบต่อหนึ่งห่อ ถ้ายาวเกินก็ตัดปลายออก ก็เอาไม้กลัดมาเสียบตรงกลาง เผื่อไว้ใส่เนื้อขนม ซึ่งก็ไม่มากมาย แค่ห่อละ ๑ ช้อนโต๊ะ

 

แบบว่าปูมือใหม่ ใจดี หัดห่อ หัดทำ เลยใส่ไปซะเยอะ ห่อแล้วก็อวบล้น (เหมือนความรักที่มากไป ก็ใช่ว่าจะดี) คือจะสุกยาก ได้กินแบบสุกๆ ดิบๆ แน่ๆ .. เวลาห่อก็ต้องระวัง กลัดไม้ให้แน่นๆ แหมคิดว่าง่าย ต้องใช้แรง ระวัง จะเจาะนิ้วเข้า ได้เลือดหลาว

เอ นั่น หมอกจางๆ หรือควัน ไฟไหม้ไหมคะเนี่ย โทรเรียกสายด่วนเร็ว .. อ้าว ไม่ใช่ ป๋าก่อไฟ แน่ะ มีหลายกระบวนความซะ จุดไฟก็ได้คลายหนาว เคล้าบรรยากาศมากๆ .. ถ้าหลานตาปั๋งอยู่นะ จะรีบมาดู มาแล โป(ปู่)เผาป่า ๕ ๕  คิดถึงเจ้าปึ๋งปั๋งจัง :)

 

ได้กลิ่นควันไฟ กระไออุ่น คลายหนาว นึกถึงเวลาตั้งแคมป์ไฟกลางป่าเขาจัง อุ่นจนร้อนเลย ต้องใช้เตาถ่านโบราณ จึงหอมแป้งขนมแบบต่างจากใช้ไฟฟ้า คงเหมือนเวลาเราหุงข้าวหม้อดินกระมัง .. ก็ถือเป็นเสน่ห์ อีกอย่างของขนมไทย ภูมิปัญญาชาวบ้าน

ทุกสิ่งอย่าง ต้องใช้เวลา เราก็ได้แต่เฝ้ารอคอย ด้วยความหวัง หวังเล็ก หวังใหญ่ ก็คิด หวัง กันไป ใช่ไหมคะ .. ไม่อยากจะรอแบบ กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ งั้นต้องเฝ้าไว้ ต้องคอยพลิกกลับอีกด้าน ดูแลให้ได้ไฟทั่วถึง อย่างเท่าเทียมกันด้วยเชียว

 

กลิ่นหอมโชยมา อี๋บอกว่าพร้อมแล้ว มิรอช้า ก็รีบนำผลงานมาให้โชว์ ชม ชิม กันเลย แบบแกมบังคับ อิ อิ .. ขนมจาก .. จากใจ ของใครคนหนึ่ง ถึงใครอีกหลายๆ คน .. ขนมหน้าไม่สวย ไม่รุ่มรวย ด้วยไร้ยี่ห้อ แต่ขอเพียงเอื้อนเอ่ย ก็เผยความอร่อย :) 

หวานเอย หวานล้ำ เกินรำพัน ... หวานรัก อบอุ่นฝัน ปันน้ำใจ ... หวานเอย หวานอื่น หมื่นใด มิปานเปรียบ เทียบรส หวานน้ำคำ ย้ำเตือน มิลืมเลือน ... หวานเอย หวานรส พจนา เพราะว่ารัก ... หวานเอย หวานสลัก ปักจิต พิสมัย ติดตรึง ตราใจ นิรันดร์

 

ขนมคลายหนาว เร้าอารมณ์ ห่มบรรยากาศ หากแต่อย่าคาดหวัง อิ่มได้พอประทัง เพิ่มพลัง เปี่ยมฝัน กำลังใจ ด้วยความรัก ประจักษ์จิต ขนมจาก .. จากใจ พ่อ แม่ ลูก รักกันไว้ สร้างรากฐานครอบครัวไทย ใฝ่พอเพียง หล่อเลี้ยง เยียวยา ประชาไทย ให้ยั่งยืน

 

คุณเคยได้เห็น ชม ชิม ซื้อ กิน รับขนมจาก ไหม อย่างไร โปรดเอื้อนเอ่ย ขอบคุณค่ะ :)