ตอนต่อจาก
"Rice is Life"-1 ว่าด้วย วิธีการเพาะปลูกข้าว
เป็นตอนที่ 2
"จากเกษตรกรรายย่อยสู่การรวมกลุ่ม"
"กสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสักหลังของชาติ
ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม"
อันนี้แล้วแต่มุมมองนะครับ มีผู้อ่านหลายท่าน
1.มองการทำนา เป็นภูมิปัญญา ทำยังไงก็ควรเป็นไปอย่างนั้น
แล้วคนรุ่นต่อไปจะ "รับช่วงต่อ" ได้หรือไม่ มันมี Gap ของการสานต่ออยู่ ?
คนรุ่นใหม่ เวลาเรียนรู้น้อย ชั่วโมงบินน้อย ประสบการณ์ในเเปลงนาจริงน้อย
แต่ชอบอะไร ที่มันง่าย เร็ว เงินดี เเดดไม่ร้อน - (ผลของการโตมากับวัฒนธรรม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป -ฉีกซอง เทน้ำร้อน กินได้เลย) เค้าจะทำนากันอย่างไร?? เมือการทำนา มันต้องใช้เวลา ใช้ความทุ่มเท วิริยะ อุตสาหะ ....
2.มองการทำนา เป็นเชิง Management + PDCA +Preventive solution
ให้คนรุ่นต่อไป มารับช่วงต่อได้ แบบ Turn Key + ลด GAP ทั้งหมดลง
หมดรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นลูกสามารถ เข้ามา แทนที่ ลงมือทำได้เลย องค์ความรู้ของการพัฒนา และเครื่องมือ ได้ถูกพัฒนาขึ้นแล้วในชุมชน ไม่ต้องเสียเวลา ลองถูก ลองผิด รุ่นลูกต้องเข้าสู่ขั้นการพัฒนาต่อยอดการผลิต +การตลาด และเเบ่งปันองค์ความรู้สู่รุ่นต่อไปได้ > ไม่ปล่อยให้ผืนนารกร้าง ไม่ปล่อยให้การทำนา เป็นเพียงตำนาน ว่าครั้งหนึ่ง เราเคย ทำ ฉันเคยทำ ฉันเป็นลูกชาวนา แต่ไม่เคยทำนา...หรือทำนาไม่เป็น
ซึ่งก็ต้องผสมผสานกันไป ตามความเหมาะสมครับ ที่ต้องมองถึง
ความเป็นไปของสังคมโลก สิ่งเเวดล้อม อายุที่มากขึ้น
และอนาคตของลูกหลานด้วยครับ
ผมขอยืนยันว่า แม้จะศึกษา ข้อมูล ทั้งหมดที่เขียนใน G2K และองค์ความรู้เรื่องข้าวใน http://www.brrd.in.th/rkb/ ก็ยังทำนาไม่ได้ ครับ
ถ้าเเค่เรียนรู้ ไม่ลงมือทำจริง
จึงได้แนะนำหลักสูตรไว้ใช้ในโรงเรียน คลิกไปชม ได้ครับ
"จัดระเบียบการปลูกข้าว จากเเปลงนา สู่การพัฒนาประเทศ "
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น...
อาชีพเกษตรกร มีเกียรติ มีกิน มีเก็บ
-เป็นเจ้าของกิจการ (Business Owner) เป็นทั้งนาย และลูกจ้างของตัวเอง
-เป็นกรรมการผู้จัดการ (Managing Director)
ให้คนรุ่นต่อไป รุ่นลูก รุ่นหลาน "มาแทนที่ได้".. เป็นมรดกตกทอด...ที่น่าภาคภูมิใจ
ต่างจาก เราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ในฐานะ "ลูกจ้าง" จะรัฐ ก็ดี เอกชน ก็ดี
แต่ละคน สวมหมวก สวมชฏา สวมมงกุฎ สวมหัวโขน นั่งเก้าอี้ ไม่เหมือนกัน
ด้วยตำเเหน่งหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ไม่สามารถกำหนดได้เอง ต้องใช้ความสามารถ ตามวุฒิ การศึกษาที่ร่ำเรียนมา ตามสายงาน ตามประสบการณ์ หรือตามนาย มา
แต่ไม่สามารถ ส่งต่อ หมวก ชฎา หัวโขน และเก้าอี้ > "ให้ลูก ให้หลานได้" เพราะว่ามันไม่ใช่ของเรา เป็นของส่วนกลาง ลูกเรามาแทนที่ไม่ได้
ถึงช่วงเวลาหนึ่ง ลูกน้องก็ต้องขึ้นมาแทน แต่ไม่ใช่ "ลูกของเรา" ...
กลับเข้าเรื่องครับ
จุดเปลี่ยนประเทศไทย ... ต้องเปลี่ยน ค่านิยม
“ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” เปลี่ยนเป็น “ทำอะไรมีวินัยคือไทยแท้”
ถ้าจะมองการทำการเกษตรให้เป็นเหมือนธุรกิจ ก็ต้องมี ‘การวางแผนล่วงหน้า’ ในภาวะราคาสินค้าทางการเกษตรที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรต้องมีความเข้าใจพื้นฐานทางการตลาด
ข้อมูลการตลาด ความต้องการของลูกค้า จะเป็นโจทย์ในการกำหนดแผนการผลิตของเรา เริ่มตั้งแต่จะปลูกอะไร เมื่อไหร่ มี "ปริมาณและคุณภาพ" ขนาดไหน มีกระบวนการจัดการผลผลิตที่ได้อย่างไร ต้องออกขายเมื่อไหร่ ขายกับใคร ขายอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่ได้ศึกษาประเมินไว้
และจะดีที่สุดถ้าเกษตรกร สามารถ "กำหนดราคา" เองได้
(ลองไปตีความดูนะครับ...)
ลำพังเกษตรกรแค่รายย่อย รายสองรายทำไม่ได้แน่นอน
เพราะว่ามันไม่มีพลัง ไม่มี อำนาจต่อรอง
เป็นเบี้ยหัวแตก "เบี้ยล่าง" ของตลาด
ต้องมี ‘การรวมกลุ่ม’ ครับ
เกษตรกรรายย่อยโดยทั่วไป จะมีปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอและไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่เป็นที่สนใจของตลาด ซ้ำร้ายผลผลิตยังไม่มีคุณภาพไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ เลยต้องจำใจขายถูก ในสถานการณ์อย่างนี้ การรวมกลุ่มจะช่วยลดความเสี่ยงทางการตลาด เราจะมีปริมาณผลผลิตที่มากพอและถ้ามีระบบจัดการผลิตที่สามารถควบคุมคุณภาพได้ เสียงของเราก็จะดังขึ้น มีอำนาจต่อรองมากขึ้น
การรวมกลุ่มเกษตรกรที่ทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเริ่มด้วย
"ความสมัครใจ" "ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน"
"จิตอาสา การพัฒนาร่วมกัน"
ในส่วนแกนนำของกลุ่มจะต้องมีความสามารถประสานแผนการผลิตกับการตลาดเข้าด้วยกัน โดยมีผู้ซื้อทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารทางการตลาด ราคาซื้อ ไปจนถึงมาตรฐานคุณภาพต่าง ๆ ส่วนตัวเกษตรกรเองก็ต้องใช้ความรู้ความชำนาญและเทคโนโลียีที่มี ทำการผลิตให้เป็นไปตามเป้าหมาย
บ้านเรามีการรวมกลุ่มของเกษตรมากมายหลายกลุ่ม แต่ทำไมปัญหาของเกษตรกรก็ไม่ได้ลดลง ตามกลุ่มที่เพิ่มขึ้น ? จึงคิดว่าไม่น่าจะใช่ปัญหาด้านเทคนิคการผลิต น่าจะเป็นเรื่องของวิถีชีวิต เรื่องของวัฒนธรรมการรวมกลุ่ม
เราไม่มีวัฒนธรรมในการรวมกลุ่ม อย่างเข้มแข็งจริงจัง คนไทยรักการใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ ไม่มีระบบระเบียบ ตัวใครตัวมัน และต้องพึ่งผู้นำ การรวมกลุ่มเป็นไปแบบหลวม ๆ เมื่อผู้นำมีปัญหาหรือขาดผู้นำ กลุ่มก็แตก เมื่อสมประโยชน์หรือได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วก็ชิ่งหนีไปทีละคนสองคน กลุ่มก็ต้องยุบ มิหนำซ้ำ เมื่อออกไปทำของใครของมันแล้วก็ทำได้ไม่ดี พาเอาพวกที่เค้าทำดีอยู่แล้วต้องเสียหายไปด้วย
คนส่วนมากเมื่อมารวมกลุ่มกัน และที่เข้ามาตามๆกัน มักคิดว่า
"กลุ่มจะให้อะไรกับเค้าได้บ้าง"
ในทางกลับกัน ถ้าทุกคนช่วยกันคิดว่า "เราจะให้อะไรกับกลุ่มได้บ้าง" กลุ่มจึงจะพัฒนารุดหน้าต่อไปได้
ปัญหาทุกอย่าง ให้เริ่มแก้ที่ตัวเองนี่แหละครับ
๐เราจะเปลี่ยนประเทศได้ ก็เริ่มจากเปลี่ยนตัวเองก่อน๐
อย่าไปรอให้ใครมาแก้ให้ ต้องยึดมั่นในหลักการพึ่งตัวเอง แค่รัฐทำหน้าที่ตัวแทน ดูแลและจัดสรรผลประโยชน์ของชาติให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมและยุติธรรมให้มากที่สุดก็พอ
ตัวอย่างกลุ่มเกษตรกร บ้านช้างมิ่งสามัคคี อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
ข้อมูลเพิ่มเติม
ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร
http://skn-rsc.ricethailand.go.th/Seed%20Production%20and%20Quality%20Control%20System%20Chart.pdf
http://skn-rsc.ricethailand.go.th/new%20varieties.pdf
การรวมกลุ่มของเกษตรกร ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันเเบ่งปัน ข้อมูลข่าวสาร และยกระดับการผลิต การตลาด การทำนาเเบบรวมกลุ่ม จะทำให้เด็กๆ รุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ ว่า การทำนา ไม่ได้ยาก อย่างที่คิด ไม่ต้องเครียดคนเดียว เรายังมีสมาชิก ในกลุ่มคอยให้คำปรึกษา > หมดรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นลูกสามารถ เข้ามา แทนที่ ลงมือทำได้เลย องค์ความรู้ของการพัฒนา และเครื่องมือ ได้ถูกพัฒนาขึ้นแล้วในชุมชน ไม่ต้องเสียเวลา ลองถูก ลองผิด รุ่นลูกต้องเข้าสู่ขั้นการพัฒนาต่อยอดการผลิต +การตลาด และเเบ่งปันองค์ความรู้สู่รุ่นต่อไปได้ > ไม่ปล่อยให้ผืนนารกร้าง ไม่ปล่อยให้การทำนา เป็นเพียงตำนาน ว่าครั้งหนึ่ง เราเคย ทำ ฉันเคยทำ ฉันเป็นลูกชาวนา แต่ไม่เคยทำนา...




สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณต้นกล้า
ขอบคุณมากนะคะคุณต้นกล้าูู^^ สำหรับเมนูหลนเต้าเจี้ยวใส่ไข่ที่ไปแบ่งปันให้ในบล๊อก ยังไงจะเอาสูตรนี้ไปทำกิน อร่อยแน่เลย เพราะทำเอง ฮ่า
สวัสดีค่ะน้องต้นกล้า ข้าวคือชีวิต ชาวนาคือผู้อุทิศ กายใจเพื่อแผ่นดิน
ชาวนา เป็นอาชีพ ที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า ต้องภาคภูมิใจที่สุดค่ะ :)
สวัสดีครับคุณต้นกล้า .....จุดเปลี่ยนประเทศไทย ... ต้องเปลี่ยน ค่านิยม
การเปลี่ยนค่านิยมสำคัญครับ เมื่อก่อนค่านิยมในการสูบบุหรี่ ที่ผ่านพระเอก ถือว่าเทห์ กว่าจะเปลี่ยนค่านิยมได้ต้องใช้ งปม. ใช้ข้อมูลของพิษภัยกันอย่างมหาศาล
ค่านนิยม ในการบริโภค ก็ต้องรณรงค์กันหนัก ถึงลบภาพสัญญลักษณ์ "หัวล้าน ท้องป่อง คือคนรวย"
การรวมกลุ่มยิ่งสำคัญ ต้องเป็นความคิดร่วมของคนในกลุ่ม หากเป็นกลุ่มจัดตั้ง ก็จะพังไปพร้อมกับคนที่มาตั้ง
ขอบคุณค่ะ..ปลาบปลื้มใจกับบันทึกดีๆเช่นนี้มาก...พี่ใหญ่อยากชวนไปอ่านที่บันทึกนี้ด้วยค่ะ :
http://gotoknow.org/blog/nongnarts3/346883