มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเอกชนเล่าว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำมีวิธี "ตกเขียว" อาจารย์ใหม่จากต่างประเทศ
โดยอธิการบดีจะเดินทางไปต่างประเทศไปพบนักศึกษาไทยที่กำลังเรียนปริญญาเอกในต่างประเทศด้วยทุนส่วนตัว เมื่อพบตัวคนที่ตรงกับความต้องการก็เสนอให้ทุนการศึกษา และทำสัญญากลับมาทำงานให้มหาวิทยาลัยในช่วงเวลาหนึ่ง
ผมคิดว่าเป็นวิธีการที่แยบยลมาก มหาวิทยาลัยของรัฐก็น่าจะนำมาใช้ได้ เพราะจะเป็น win - win ทั้งฝ่ายมหาวิทยาลัย และฝ่ายตัวนักศึกษาปริญญาเอกในต่างประเทศที่ต้องการเป็นอาจารย์ จึงนำมาเล่า
เป็นตกเขียวดี ไม่ใช่ตกเขียวหญิงสาวแบบเดิมๆ
คิดต่อว่า น่าจะมีหน่วยงานทำหน้าที่เป็น “ตลาดนัด” ระหว่างฝ่ายผู้ต้องการบัณฑิตปริญญาเอก กับผู้กำลังเรียน โดยใช้ ICT เป็นเครื่องมือ ให้แต่ละฝ่ายเข้ามาลงทะเบียนตนเอง น่าจะทำประโยชน์ได้มาก
ขอให้ได้พบอาจารย์ดี มีคุณธรรม คิดจะช่วยกันพัฒนาชาติ โดยไม่คิดการถอนทุนเป็นตัวตั้งค่ะ ...........ขอยกตัวอย่างที่พบเห็นมา ลปรร ค่ะ ถือว่าเล่าสู่กันอ่าน
มีเพื่อนรุ่นน้องที่ไปเรียนเภสัชที่ School of Pharmacy London และมาต่อ Ph.D. ที่ มหาวิทยาลัยเดียวกับ meepole ด้วยทุนส่วนตัวตลอด เรียนเก่ง อัธยาศัยดีมาก เรียนจบ ที่นั่นจ้างให้ทำงานต่อด้วยเงินเดือน 150,000 (exclude facility) และ 180,000 ในปีต่อมา เธอต้องเข้ามาใช้อุปกรณ์ใน lab ของกลุ่ม meepole เป็นประจำ เธอบอกเสมอว่าอยากกลับมาอยู่ในไทย อยากสอน แต่แม่บอกว่าให้อยู่ทำงานขอคืนทุนให้หมดก่อน จน 2 ปีผ่านไปเธอบอกว่าจะได้กลับไทยแล้ว เพราะแม่หางานในบริษัทที่จ่ายเงินให้ใน rate ตปท และจนบัดนี้ก็ยังอยู่ที่บริษัทนั้น เคยถามเธอว่า ยังอยากสอนอยู่หรือไม่.......คำตอบคือ เธอเปลี่ยนความคิดไปแล้ว
เรามีนักเรียนทุนที่เป็นทุนรัฐบาล เงินภาษีประชาชน มากพอสมควร สนับสนุนให้คนเหล่านั้นได้ทำงานได้เต็มที่หรือใช้ศักยภาพของเขาเต็มที่หรือไม่ เคยติดตามถาม ปัญหา อุปสรรค หรือความก้าวหน้าในการทำงานของเขาเหล่านั้นบ้างหรือไม่ หลายคนทำงานเมื่อใช้ทุนหมดก็ออกไป อยู่ตปท บ้าง อยู่เอกชนบ้าง แต่ก็ไม่ไช่ทุกคนจะเอาเงินเป็นตัวตั้งกันหมด แต่ระบบราชการแบบไทยๆไช่ว่าทุกคนที่มีความรู้ มีปัญญา มีคุณธรรมจะได้มีโอกาสรับการโปรโมท ให้เป็น idol หรือ leader ของวงการ และก็ไช่ว่าคนที่ได้รับการโปรโมท จนเป็น idol แล้วจะมีเวลาลงมาเดินดินสูดกลิ่นไอธรรมชาติ เพราะต้องใช้เวลาไป .................(ตัดออก ต้องตามอ่านในอนุทิน... ยิ้ม)
ดังนั้นหากเราใช้ทรัพยากรบุคคลที่เรามีอยู่ให้เต็มที่ ส่งเสริมนักศึกษาที่กำลังเรียนในระดับต่างๆ ในประเทศไทย (ด้วยทุนต่างๆมากมายที่ตั้งโครงการกัน) ให้เต็มที่ ก็ไม่จำเป็นต้องค้นคว้าหาดาว หรือตกเขียวกันที่ใหน เอาของไทยๆ ที่มี ดีๆเก่งๆก็มาก และหากแต่ละสถาบันดีจริง ก็คงมีคนที่ ไม่เอาเงินเป็นตัวตั้งกลับมารับใช้สังคม บ้านเกิดของเขาเองรักในที่สุด เพราะเชื่อว่ามโนธรรมมีอยู่แล้วในใจทุกคน
ขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในฐานะอดีตประธานสมาคมนักเรียนไทยในรัฐ Minnesota ของสหรัฐอเมริกาครับ
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับประโยชน์ของการ "ตกเขียว" เช่นนี้ครับ ที่ผ่านมา มีผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐบางท่านที่ได้อาศัยโอกาสในการไปเยี่ยมเมืองหนึ่งๆ ด้วยเรื่องส่วนตัว (เช่น ส่งลูกเข้าเรียน) เป็นโอกาสดีในการพบปะพูดคุยและทำความรู้จักกับนักเรียนไทยในเมืองนั้นๆ ทั้งเพื่อแนะนำมหาวิทยาลัย เพื่อเสาะหา "เด็กมีแวว" หรือแม้กระทั่งเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันธรรมดา ซึ่งผมคิดว่าเป็น win-win กันทั้งคู่...น่าเสียดายที่บางครั้ง ตัวเลือกของนักเรียน และสถาบัน ไม่ match กัน การ "ตกเขียว" เช่นนี้ จึงไม่ได้การันตีความสำเร็จ (ส่วนหนึ่งคงขึ้นอยู่กับประชากรนักเรียนไทยในเมืองนั้นๆ ด้วย) แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารคณะหรือมหาวิทยาลัยของรัฐบางท่าน ก็ไม่ได้ take advantage จากโอกาสอันดีนี้ในการเพิ่มโอกาสรู้จักและ recruit คนเก่งๆ เท่าใดนักครับในสายตาผม
จริงๆ ผมเคยนำเสนอท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัยท่านหนึ่งที่ไปเยี่ยมที่รัฐ Minnesota ด้วยเหตุผลส่วนตัว ซึ่งท่านเป็นผู้ที่ทำงานในวงการอุดมศึกษาของเมืองไทยมานานก่อนจะผันตัวเองมาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ว่าผมมีแนวคิดที่จะตั้งเครือข่ายสมาคมนักเรียนไทยในต่างประเทศขึ้น โดยใช้ระบบสารสนเทศ เช่น Listserv หรือ social media เป็นเครื่องมือช่วยสร้างความสัมพันธ์ ซึ่งเครือข่ายเช่นนี้ก็จะมีประโยชน์มากมาย ประโยชน์หนึ่งที่คิดเอาไว้ก็คือ เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวคราวการรับสมัครบุคลากรของสถาบันการศึกษาต่างๆ และทำหน้าที่เป็นสื่อกลางช่วย match นักเรียนกับสถาบันให้
เสียดายที่ในฐานะนักเรียน โอกาสผลักดันเรื่องเช่นนี้ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ทำได้ยาก แม้ว่าจะฝันไว้น่าสนใจ แต่ผมพบว่าการจะสร้างเรื่องเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ ลำพังนักเรียนไทยทำเองค่อนข้างยากทีเดียว เพราะเวลาก็มีอยู่จำกัด นอกจากนั้น turnover rate ก็สูงมาก คนที่เป็นประธานหรือกรรมการสมาคมนักเรียนไทย ก็เปลี่ยนหน้ากันไปทุกปี และแต่ละแห่งก็ยังคงดิ้นรนกับปัญหางาน/กิจกรรมล้นมือ ขาด staff และขาดแหล่งทุน ไอเดียเช่นนี้จึงต้องพับไป หลังจากนั้นมาก็ดีใจเพราะมีเครือข่ายในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น เช่น TSAM (Thai Student Abroad Movement) ที่ http://studentreview.in.th/ แต่เท่าที่สังเกตก็ยังมี activity อยู่ในวงจำกัด เพราะธรรมชาติของการเป็นนักเรียน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ต้องมีความสำคัญรองลงจากการเรียนครับ (ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก 2-3 แห่ง แต่ก็ล้มไปเพราะ "คนทำงาน" จบการศึกษาไปแล้วหรือไม่มีเวลา และคนใหม่ๆ ก็ไม่ได้สานต่อ)
สิ่งที่ผมอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ คือ วิสัยทัศน์และภาวะผู้นำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทั้ง ก.พ., ส.ก.อ. และ สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย (สนร.) ซึ่งมีทรัพยากรมากกว่า การจะช่วยเข็นให้โปรเจ็กต์อย่างนี้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน จึงมีมากกว่า นอกจากนี้ เรื่องเช่นนี้ ถ้าทำดีๆ ถือเป็นเรื่องทางยุทธศาสตร์ ที่จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนไทยกับหน่วยงานของรัฐและสถาบันการศึกษาของรัฐ และลดโอกาสที่จะเกิด mismatch, poor recruitment หรือ poor retention ที่เกิดขึ้นได้ แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือและ involvement จากนักเรียนไทยในที่ต่างๆ ด้วย จึงจะประสบความสำเร็จในระยะยาว แต่ถ้าขาดทรัพยากรและการสนับสนุนเชิงระบบที่จำเป็น ตลอดจน "ownership" จากหน่วยงานของรัฐแล้ว เราก็ได้แต่พูดว่า อยากให้มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แต่มันก็ไม่เกิดขึ้นจริงเสียที หรือเกิดขึ้นตาม energy ของนักเรียนไทยบางคน บางกลุ่ม แล้วก็เสื่อมลงไปตามกาลเวลาเพราะขาดคนสานต่อครับ
ขออนุญาตท่านอาจารย์ ต่อกิ่งการตกเขียวออกไปบ้าง ว่า วงการของไทย เรามีการจัดประชุม ของ อธิการบดี ที่ประชุมคณบดีแต่ละสาขาวิชา กันเป็นประจำ ส่วนใหญ่ ๒ เดือนต่อครั้ง หาก คณบดี/อธิการบดี เหล่านั้น เจียดเวลา พบปะพูดคุยกับ นักศึกษา ในสาขาวิชาทีมหาวิทยาลัยของตนสนใจรับอาจารย์ ปูทางไปสู่การเรียนรู้ระหว่างกัน และ ให้ทุนการศึกษา น่าจะถือเป็นการตกเขียวในเมืองไทยที่ใช้ต้นทุนน้อยกว่า และ ลดการมีอาจารย์ที่ inbreed ได้บ้างนะคะ