วันที่ ๑๐ พ.ย. ๕๓ ผมเดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการชี้ทิศทางของ วพส. ที่หาดใหญ่   โดยนั่งแท้กซี่จากบ้านพักที่ปากเกร็ดไปสนามบินสุวรรณภูมิ ไป-กลับ

          ขาไปตอน ๔.๓๐ น. โชเฟอร์อายุราวๆ เกือบ ๖๐  เคยเป็นผู้จัดการโรงแรมมาก่อน  คุยสนุกและผมเคยนั่งรถของเขามาครั้งหนึ่งแล้วแต่เขาจำผมไม่ได้   นั่งรถของคนขับแบบนี้สบายใจ

          ขากลับนี่สิครับ ที่เป็นเสมือนการผจญภัย  เพราะโชเฟอร์หนุ่มอายุ ๓๐ ต้น ใช้ small talk พูดโทรศัพท์ตลอดทาง   ทำให้ผมนึกในใจว่า นี่เป็นอาการของการที่การท่าอากาศยานขาดการฝึกอบรมมารยาทในการทำหน้าที่โชเฟอร์แท้กซี่

          และที่จริงมันมากกว่ามารยาท มันเป็นเรื่องของความปลอดภัย เพราะการขับรถด้วยความเร็วสูงไปพร้อมกับพูดโทรศัพท์ไปด้วยนั้น เสี่ยงอันตราย ไม่ควรทำ ทั้งเพื่อความปลอดภัยของคนขับเองและของผู้โดยสาร

          ผมนั่งคิดอยู่นานว่าผมควรทำหน้าที่พลเมืองดีอย่างไร  เพื่อลดพฤติกรรมนี้   ในที่สุดผมทำ ๒ อย่าง

          อย่างแรกเมื่อถึงบ้านผมแล้วและจ่ายเงินโดยผมเพิ่มให้นิดหน่อย ผมขอโทษและขออนุญาตบอกเขาว่า เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเองเขาไม่ควรพูดโทรศัพท์ขณะขับรถ แม้จะใช้ small talk ก็ยังมีอันตรายเพิ่มขึ้น เพราะสมาธิลดลงไป   โดยผมบอกเขาว่าผมเป็นหมอ      ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงว่าผมเป็นคนแก่มีความเมตตาต่อเขา   เป็นห่วงความปลอดภัย   เขาชะงัก และแสดงท่าทีรับรู้ โดยไม่ได้แสดงกิริยาโต้ตอบปฏิเสธ   แต่ก็ไม่ได้ขอบคุณที่ผมแนะนำตักเตือน

          อย่างที่ ๒ ผมส่งเอกสารใบร้องเรียนแจ้งทางไปรษณีย์ ไปที่ฝ่ายบริหารการขนส่ง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ได้รับมาตอนเจ้าหน้าที่จัดผู้โดยสารขึ้นรถ   เสนอแนะให้เขาจัดอบรมการให้บริการแท้กซี่ที่ประทับใจผู้ใช้บริการ และปลอดภัยต่อการขับรถบนถนนด้วย   และเสนอให้กำหนดว่าต้องไม่พูดโทรศัพท์ขณะขับรถ  

          ผมเสียเงินประมาณ ๒๐ บาท เพื่อทำหน้าที่พลเมืองดีครั้งนี้   เป็นค่าทิปโชเฟอร์ และค่าแสตมป์

 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๐ พ.ย. ๕๓