นั่งร้านทีช่วยให้ผู้สอนสะดวก ง่าย
นั่งร้าน 1 : แผนการจัดการเรียนรู้แบบ mind mapping
หรือ diagram
วิธีการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยทั่วไป
ไม่มีผู้สอนใดที่จะนั่งเขียนแผนด้วยตนเอง
ยิ่งมีเทคโนโลยีก็ยิ่งสามารถทำการ copy and development กันทั้งนั้น
เพราะอย่างไรก็ตามหนังสือเรียนต่าง ๆ
ส่วนใหญ่ก็มาจากสำนักพิมพ์กันทั้งนั้น ทฤษฎี c and d เหล่านี้
ล้วนแต่เป็น best practice ของผู้สอนทั้งนั้น
ความสะดวกสบายเหล่านี้ อาจทำให้เกิด c เพียงอย่างเดียว โดยไม่
development ให้เข้ากับบริบทและสิ่งที่มี
ปัญหาผู้สอนโดยทั่วไปที่จะต้องจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
เช่นบางคนจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สอนในระดับประถมก็คือสอนทุกวิชา
นั้นจะต้อง C and D ไปถึง 8 สาระวิชาต่อหนึ่งวัน
ซึ่งถ้าทำการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเองทั้ง 8 สาระวิชา
เวลาทั้งหลายก็คงหมดไปกับแผนการจัดการเรียนรู้โดยไม่ได้สอนกันเป็นแน่
การจัดการของโรงเรียนที่ผมเคยเป็นผู้ช่วยวิจัยพบว่าร้อยทั้งร้อย
ใช้วิธีการ C and D ทั้งหมด
จึงสรุปว่ากันว่าวิชาการสำนักพิมพ์เอกชนนั้นใหญ่เทียบเท่ากรมวิชาการ
แต่มีงบประมาณของตนเองมากกว่างบของกระทรวงศึกษาธิการทั้งปี
แถมยังอาจได้บุคลากรสำคัญของราชการไปใช้งานด้วย
วิชาการที่ทำให้ยุ่งยากและรกรุงรังของนักวิชาการต่าง ๆ
ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ทำให้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ลงไปสู่เด็กมีความสลับซับซ้อน
ยากต่อการปฏิบัติจริงในภาคสนามของครู และมีพระเอกม้าขาวที่แสนดีมาช่วย
ทั้งง่าย มีสิ่งที่นักวิชาการดังกล่าวนั้นกล่าวมาทั้งหมด
ส่งมาให้ผู้บริหารสถานศึกษาตรวจก็ง่าย เพียง C and D
จึงเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการชื่นชมและเป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ
ตราบเท่าทุกวันนี้
วันนี้จะมานำเสนออุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่เป็นนั่งร้านสำหรับผู้ที่คิดและเขียน
แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง นั่นก็คือ
แผนการจัดการเรียนรู้ด้วย mind mapping และ diagram
ซึ่งแผนการจัดการเรียนรู้แบบนี้ผมเคยคิดและทดลองใช้
แต่ท่านผู้บริหารของผมสมัยนั้นไม่ให้การยอมรับว่า
จะต้องเขียนแบบเรียงความและใช้ตามรูปแบบที่เขาใช้กันเท่านั้น
แต่ทางออกของผมในสมัยนั้นก็คือการใช้ C and D ที่ง่ายกว่า
แทบไม่ต้องอ่านด้วยซ้ำไป
ผู้บริหารก็รู้ว่ามีแผนการจัดการเรียนรู้ตามสไตน์เชิงระบบเซ็นต์อนุมัติให้ใช้แผนการสอนที่สวยหรูเหล่านี้ได้
ซึ่งก็เป็นที่รู้ว่าถ้ามีหนังสือเรียนที่สัมพันธ์กับแผนการจัดการเรียนรู้ก็สอนตามหนังสือนั้นไปได้เลยโดยไม่ต้องอ่านแผนการสอนด้วยซ้ำไป
การเขียนแผนแบบเรียงความนั้นทำให้สมองทำงานไม่สมดุลย์กันและสมองอาจเกิดความเครียดหากจะต้องทำการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แปดสาระต่อวัน
โดยบางโรงเรียนอาจทำก่อนช่วงเตรียมการก่อนการเปิดภาคเรียน
หรือทำเป็นอาทิตย์เพื่อส่ง ก็ตามแต่
ผมคิดว่าถ้าเราเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ mind mapping
ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้สมองสองซีกทำงานร่วมกันอย่างสมดุล
ทำให้ไม่เครียดและง่ายเพราะไม่ต้องเขียนตัวหนังสือมากใช้แค่
คีย์เวิร์ด และสามารถจดจำวิธีการที่เราคิดและเขียนได้
สามารถเชื่อมโยงให้สามารถอ่านเป็นรูปภาพ หรือ ไดอะแกรม ได้
สามารถบันทึกหลังสอนเพิ่มเติมได้ง่าย
เพียงแต่ว่าหากจะทำผลงานทางวิชาการก็นำมาเขียนเรียบเรียงเป็นเรียงความใหม่
ตามระเบียบ เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดจากความรู้ความสามารถของเราเอง
และเป็นนั่งร้านที่เป็นวิธีการช่วยให้การทำงานนั้นง่ายขึ้นโดยมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง
ย่นระยะเวลา
และในที่สุดสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเองที่สามารถจัดการเรียนรู้ด้วยตนเองสัมพันธ์กับบริบทของตนเอง
คงไม่ต้องนำภาพของ mind mapping หรือ diagram
ที่ใช้จริงลงมาให้ดู เพราะจะปิดกั้นจินตนาการของทุกท่าน
และเปิดโอกาสให้ความคิดของท่านก่อเกิดรูปแบบที่หลากหลาย
ของแผนการจัดการเรียนรู้ของท่านที่คิดเองและทำเองและคิดว่านั่งร้านแบบนี้
คงมีประโยชน์ต่อการศึกษาที่ต้องการของจริงที่คิดเองทำเองและแม้แต่ที่จะคิดและเขียนตำราขึ้นใช้สอนเอง
ขอบคุณอาจารย์ขจิตที่มาคอมเมนต์
ผมเห็นใจคุณครูผู้สอนที่สอนชั้นเดียว
และต้องส่งบันทึกการสอนที่ไม่ใช่
ความคิดของตัวเอง และคิดว่าทางออก
จะต้องหาวิธีเขียนที่ง่าย สิ้นเปลืองเวลาน้อย
และสอนและพัฒนาได้ตามความเป็นจริง
เมื่อครู่ เขียนงาน Mind Mapping ผู้เรียนคณิตฯ พึ่งเสร็จครับผม..
อ่านดูนะครับ : http://krunongkala.blogspot.com/2010/12/mind-mapping-quarter-2.html
ขอบคุณที่แว่ะไปเยี่ยมอ่านนะครับ
ขอบคุณ คุณราชิต สุพร มากเลยครับ
งานที่ผมนำเสนอไม่ใช่งานของนักเรียน
แต่เป็นงานของครู ซึ่งครูก็น่าจะเขียนเล่า
เป็น mind map เกี่ยวกับงานพัฒนาการสอน
ของตนเอง โดยเฉพาะแผนการจัดการเรียนรู้ได้
คือถ้าครูไม่เขียน map เอง ก็จะไม่มีทางรู้ได้ว่า
สิ่งเหล่านั้นมันดีอย่างไร และเราจะประยุกต์ใช้
มันไ้ด้อย่างไร พลิกแพลงหลายต่อ