ผมได้เขียนเชิงอรรถไว้ในบันทึก เวทีจัดการความรู้แห่งชาติ NKM5 กับเวที'ยิ่งให้ยิ่งได้รับ'ของ GotoKnow : วิธีเชิงรุกของวัฒนธรรมความรู้สู่ Life Style คนเมือง เพื่อให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จัก ศาสตราจารย์ ดร.อิคูจิโร โนนากะ (Professor Dr.Ikujiro Nonaka) ซึ่งได้รับเชิญเป็นผู้แสดงปาฐกถาพิเศษในเวทีมหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ ๕ แต่เกรงว่าจะยาวไป อีกทั้งเชื่อว่าจะมีผู้คนเป็นจำนวนไม่น้อยที่คงจะเคยได้ยินคำว่า 'การจัดการความรู้' 'องค์กรแห่งการเรียนรู้' 'ชุมชนแห่งการเรียนรู้' 'การจัดการความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรม' และอื่นๆที่เกี่ยวกับ 'การจัดการความรู้' อยู่เสมอๆ แต่ก็อาจจะไม่มีโอกาสทำความเข้าใจได้มากนักว่าแนวคิดเบื้องหลังและความเป็นมาเป็นอย่างไร และมีความสำคัญอยู่อย่างไรกับบริบทของสังคมการทำงาน ผมจึงขอนำเอามาทำเป็นบันทึก KM ข้างเวที เพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้สนใจต่อไป
ศาสตราจารย์ ดร.อิคูจิโร โนนากะ จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ สหรัฐอเมริกา เป็นนักวิชาการด้าน International Corporate Strategy อยู่ที่บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย Hitosubashi และเป็นอาจารย์ นักวิชาการ ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญอีกหลายแห่งของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาที่สร้างความสำเร็จให้กับบริษัทระดับโลกของญี่ปุ่นหลายบริษัทด้วยยุทธศาสตร์การจัดการความรู้และนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมขององค์กร ก่อให้เกิดความสำเร็จขึ้นที่อีกมิติหนึ่งขององค์กรสมัยใหม่ด้วยการเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ระดับปฏิบัติการและการลงทุนทางความรู้กับภูมิปัญญาปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับการจัดการความรู้จากประสบการณ์การปฏิบัติและการสร้างองค์ความรู้จากบทเรียนที่เป็นความสามารถทำได้ในตัวคนให้เป็นพลังสร้างสรรค์นวัตกรรมขององค์กร
ศาสตราจารย์ ดร.อิคูจิโร โนนากะ และเพื่อน ศาสตราจารย์ ดร.ฮิโรตากะ ทาเกอูชิ (Hirotaka Takeuchi) ได้ร่วมกันพัฒนาและนำเสนอทฤษฎีการจัดการความรู้อย่างบูรณาการ[๑]ระหว่างความรู้แบบ Tacit Knowledge : ความรู้ฝังลึก และ Explicit Knowledge : ความรู้ชัดแจ้ง ด้วยกิจกรรมและกระบวนการใน ๓ องค์ประกอบที่สำคัญคือ องค์ประกอบแรก SECI : เซกิ ซึ่งจะแจงรายละเอียดต่อไป, องค์ประกอบที่สอง Ba : บา คำญี่ปุ่นซึ่งหมายถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างบริบทจำเพาะร่วมกันของผู้มีประสบการณ์และบทเรียนในบริบทที่แตกต่างหลากหลาย[๒] ผ่านกระบวนการสร้างปฏิสัมพันธ์ด้วยกิจกรรม พื้นที่การเรียนรู้ พื้นที่เสมือน[๓] เวทีเรียนรู้ และพื้นที่การเรียนรู้ทางสังคมต่างๆ และองค์ประกอบที่สาม Knowledge Assets : คลังความรู้
กิจกรรมและกระบวนการใน ๓ องค์ประกอบดังกล่าว จะบูรณาการและยกระดับความรู้ ๒ แบบทั้งความรู้ฝังลึกกับความรู้ที่ชัดแจ้งอย่างมีพลวัตรด้วยการหมุนเกลียวซึ่งอธิบายด้วยโมเดลเซกิ : SECI model (Nonaka Takeuchi,1995) ดังนี้
- S - Sociallization ประกอบด้วยกิจกรรมซึ่งเป็นกระบวนการแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านการปฏิสัมพันธ์และสร้างประสบการณ์ทางสังคม สร้างการสมาคม ถ่ายทอดประสบการณ์และสิ่งที่ไม่สามารถถ่ายทอดสื่อสารกันได้อย่างทั่วไป แต่สามารถเรียนรู้ผ่านนิสัยใจคอและการได้สัมผัสความเป็นทั้งหมดในตัวคน การได้เห็นน้ำใจ ความสามารถเข้าใจระบบวิธีคิด การได้เห็นการปฏิบัติ ซึ่งไม่สามารถ่ายทอดสื่อสารกันได้โดยตรงแต่สามารถส่งผ่านกันได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม
- E - Externailzation ประกอบด้วยกระบวนการสร้างและจัดเก็บความรู้ในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นบันทึก เอกสาร และสิ่งที่สามารถเก็บรักษาเพื่อเข้าถึง ใช้ร่วมกัน และสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ
- C - Combination ประกอบด้วยกิจกรรมและกระบวนการเพื่อผสมผสานและบูรณาการความรู้ในประสบการณ์ของตัวคนและความรู้ชัดแจ้งที่จัดเก็บรวบรวมได้ เพื่อสร้างความรู้สำหรับพัฒนาสิ่งใหม่และเพื่อการใช้งานในวัตถุประสงค์ต่างๆ
- I - Internalization ประกอบด้วยกิจกรรมและกระบวนการลงมือปฏิบัติเพื่อใช้ความรู้แก้ปัญหา หรือใช้ความรู้ชี้นำการปฏิบัติ ทำให้เกิดประสบการณ์และเกิด Tacit Knowledge ชุดใหม่ขึ้นในตัวคนต่อเนื่องเป็นวงจร ซึ่งสามารถหมุนเกลียวต่อไปอีกได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แนวคิดทฤษฎีการจัดการความรู้ของศาสตราจารย์ ดร.อิคูจิโร โนนากะ นั้นเป็นการบูรณาการและต่อยอดแนวคิดของ ปีเตอร์ เซงเก้ (Peter Senge)[๔] และ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ (Peter Drucker) [๕] ผู้นำเสนอแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับแพร่หลายทั่วโลก (ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เพิ่งจะถึงแก่กรรมเมื่อ ๒-๓ ปีที่ผ่านมาด้วยอายุ ๙๖ ปี)
ปีเตอร์ เซงเก้ เป็นผู้นำเสนอโมเดลการจัดการความรู้ด้วยวิชา ๕ อย่าง : The Fifth Discipline ซึ่งเน้นการเรียนรู้เพื่อถ่องแท้เป็นนายตนเอง การทำงานและเรียนรู้เป็นทีม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันของคนในองค์กร การสร้างเครือข่าย การคิดอย่างเป็นระบบและมีความเชื่อมโยง การพัฒนาจิตวิธีคิด ส่วน ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ นั้นเป็นนักกฏหมายชาวออสเตรียแต่ทำงานประกันภัย ทำให้มีความสนใจพัฒนาความรู้ทางด้านสังคม จนได้รับการยอมรับว่าเป็นนักสังคมวิทยาที่ให้แนวทฤษฎีทางสังคมหลังยุคอุตสาหกรรมใหม่[๖]ที่มีพลังมากที่สุดคนหนึ่ง รวมทั้งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้สามารถบูรณาการมิติสังคมวิทยา มานุษยวิทยา นิเวศวิทยามนุษย์และชุมชน และศาสตร์อีกหลายแขนงเข้าสู่ศาสตร์และศิลป์ด้านการบริหารจัดการ
ในทรรศนะผู้เขียนนั้น เชื่อว่าไม่เกินความเป็นจริงนักหากจะให้นิยามความเป็น ปีเตอร์ เซงเก้ ว่าเป็นผู้เติมความเป็นชุมชน (Community Dimension) เข้าไปบูรณาการสู่ความเป็นเนื้อเดียวกันขององค์กรสมัยใหม่ ส่วน ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ นั้นก็นับว่าเป็นผู้ทำให้มิติชีวิตและระบบนิเวศวิทยาทางสังคมมนุษย์ (Human Ecology) เข้าไปแทนที่ความเป็นเครือข่ายในความหมายเดิมของเครือข่ายธุรกิจ และทั้งสามท่าน ซึ่งรวมทั้งศาสตราจารย์ ดร.อิคูจิโร โนนากะ ด้วยนี้[๗] ก็นับว่าเป็นผู้สถาปนาความมีที่ทางอันแน่นอนของ ปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม หรือ Socio-Cultural and Environmental Determinants ขึ้นในศาสตร์และศิลป์การบริหารจัดการของวงการธุรกิจ
ในอดีตนั้น องค์ประกอบเหล่านี้จะมีการนำมาใช้ในวงการธุรกิจและการวางแผนโครงการทางเศรษฐกิจเพียงเป็นข้อมูลวางแผนทำการตลาดและกระตุ้นการบริโภคสินค้า และในระดับมหภาคนั้นก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐ ไม่ใช่เป็นมิติหนึ่งที่ภาคธุรกิจและการลงทุนทางอุตสาหกรรมของธุรกิจเอกชนจะต้องรับผิดชอบให้เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนและมุ่งสร้างให้เป็นผลกำไรที่จะได้รับร่วมกันของสังคม ทว่า ในปัจจุบันและด้วยวิธีคิดดังกล่าวนี้ ก็ทำให้ความเป็นทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม ทุนทางสิ่งแวดล้อม และทุนทางด้านอื่นๆที่ไม่ใช่ผลกำไรและตัวเงิน ได้รับการยอมรับถึงความเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของการดำเนินงานในทุกมิติขององค์กร [๘]
นอกจากนี้ ในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ตลอดจนการสร้างเครือข่ายเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า ก็มีคุณค่าและมีความหมายต่อสังคมที่หนักแน่นแตกต่างจากการทำโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการตลาดและสร้างภาพพจน์องค์กรเชิงการโฆษณาอย่างในอดีต ในหลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมของนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆทั้งของโลกและของท้องถิ่นประเทศต่างๆนั้น การมุ่งบรรลุเป้าหมายเพื่อมนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม ก็กลับจะกลายเป็นเป้าหมายและอุดมการณ์หลักภายใต้วิสัยทัศน์ของการทำธุรกิจ ส่วนการทำธุรกิจก็จะกลายเป็นวิธีการและเครื่องมือ มิใช่เป้าหมายสูงสุดแบบการทำธุรกิจในยุคอดีต ทำให้เกิดองค์กรและการทำธุรกิจอีกแบบหนึ่งที่จะก่อเกิดในแนวทางนี้เพิ่มมากยิ่งๆขึ้น[๙] ซึ่งศาสตราจารย์โนนากะก็ได้เน้นย้ำให้เห็นประเด็นนี้ในช่วงสรุปของการบรรยาย
แนวของ ปีเตอร์ เซงเก้ นั้นจะให้ความสำคัญกับมิติชุมชนและพลังการเรียนรู้เป็นทีม หรือความเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่สะท้อนอยู่ในมิติต่างๆของการจัดการความรู้ หากเป็นองค์ประกอบด้านวิสัยทัศน์องค์กรและเครือข่าย ก็จะเน้นวิสัยทัศน์ที่ร่วมกันสร้างขึ้นจากกลุ่มคนและกลุ่มผู้ปฏิบัติซึ่งเรียกว่า Shared Vision [๑๐] ในด้านการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงก็เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมและภาวะผู้นำเป็นกลุ่มหรือ Collective Leadership ดังนี้เป็นต้น ผู้นำองค์กรที่บริหารและประสานพลังการผลิตของเครือข่ายในแนวทางดังกล่าวนี้ ก็จะต้องเป็นกลุ่มบริหารระดับกลางที่มีสไตล์การจัดการความรู้แบบผู้นำจากข้างหลัง หรือ Lead from behind,Lead from backและมีความเป็นผู้จัดกระบวนการร่วมคิดร่วมทำหรือเป็น Facilitator ให้กับชุมชนผู้ปฏิบัติ มากกว่าการเป็นผู้นำแบบ Directing ดังเช่นองค์กรในยุคอดีต
ส่วน ปีเตอร์ ดรัคเกอร์นั้น เป็นผู้นำเสนอรูปแบบองค์กรจัดการบริษัทแบบร่วมทุนและมีความเป็นหุ้นส่วนกัน โดยเน้นเป้าหมายขององค์กรธุรกิจที่ไม่มุ่งผลประโยชน์และกำไร เป็นที่ยอมรับเป็นอย่างสูงของทั่วโลกโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ของโลก แนวคิดในการดำเนินงานต่างๆแแบบเครือข่ายภาคีและความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาต่างๆนั้น โดยมากแล้วก็จะเป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของปีเตอร์ดรัคเกอร์นี้นั่นเอง
สิ่งที่ ปีเตอร์ เซงเก้ และปีเตอร์ ดรัคเกอร์ จะให้ความสำคัญและกล่าวถึงอยู่เสมอเหมือนกันก็คือ การให้บทบาทการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปองค์กรโดยกลุ่มแรงงานและผู้นำระดับกลางโดยเพิ่มกระบวนการเรียนรู้ การจัดการความรู้ และการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมบูรณาการเข้าไปในกระบวนการผลิตทั้งหมดขององค์กร ซึ่งก็สะท้อนสู่แนวคิดของศาสตราจารย์โนนากะเช่นกัน
ที่สำคัญคือ การจัดการความรู้ หรือ KM : Knowledge Management ของนักวิชาการทางด้านนี้ของโลกทั้ง ๓ ท่าน ต่างก็เน้นประสิทธิภาพของระบบข้อมูลสารสนเทศและใช้ความก้าวหน้าของระบบไอทีให้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้อย่างยิ่ง แต่แนวคิดกลับไม่ได้เน้นการเริ่มต้นที่ระบบไอทีหรือใช้เทคโนโลยีไอทีเป็นตัวตั้ง ทว่า กลับมุ่งให้ความสำคัญต่อการลงทุนพัฒนาคน สร้างความรู้องค์กร และการดึงศักยภาพภายในตัวคนออกมาอย่างสูงสุด พัฒนาการเรียนรู้และให้ความเข้าใจตัวตนของคนอย่างถ่องแท้ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการจัดการความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมขึ้นจากกลุ่มบุคลากรที่เป็นแรงงาน จากนั้น ระบบไอทีและเทคโนโลยีต่างๆจึงจะถูกระดมมาใช้อย่างบูรณาการผ่านการมีส่วนร่วมวางระบบของเครือข่ายจัดการความรู้ ซึ่งก็จะเป็นองค์กรเรียนรู้ที่มีความทันสมัยก้าวหน้าเช่นกัน แต่บูรณาการและมีความยั่งยืนในการพัฒนามากกว่า[๑๑]
ในวิธีคิดทั้งของศาสตราจารย์โนนากะ รวมทั้งปีเตอร์ เซงเก้ และปีเตอร์ ดรัคเกอร์นั้น เราจะสังเกตได้ว่ามีการกล่าวถึง 'แรงงาน' 'กลุ่มผู้บริหารระดับกลาง' 'คนทำงาน' และ 'เครือข่ายผู้คนที่ปฏิสัมพันธ์กันบนระบบการผลิต' ตลอดจนงานบริการต่างๆขององค์กรที่นำมากล่าวถึงอยู่เสมอๆ สิ่งเหล่านี้มิใช่การกล่าวถึงอย่างทั่วไป ทว่า เป็นภาพสะท้อนระบบวิธีคิดอันเป็นสาระสำคัญของการออกแบบกระบวนการจัดการความรู้ รวมทั้งบ่งบอกถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ของการพัฒนาองค์กรธุรกิจและสื่อสะท้อนวิธีคิดต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในบริบทที่ต่างไปจากอดีตของสังคมโลก
ถ้าหากเราไม่เห็นนัยยะและวิธีคิดภายใต้ประเด็นเหล่านี้แล้ว ก็เชื่อว่าจะไม่เข้าใจประเด็นแนวโน้มสำคัญๆของสังคมโลกและสังคมท้องถิ่นในอีกหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นสันติวิถี องค์กร CSR ความเป็นธรรมาภิบาล การพัฒนาที่ยั่งยืน วิถีเศรษฐกิจพอเพียง การกระจายอำนาจ รวมทั้งคำว่า การจัดการความรู้ ซึ่งในแง่วิธีคิดแล้วไม่ได้มีเพียงมิติการจัดการความรู้เท่านั้น ทว่า เป็นการปรับกระบวนทรรศน์อย่างลึกซึ้งต่อพลังอำนาจจากที่เคยมุ่งใช้ความรุนแรงแบบเก่าๆและการพัฒนาเครื่องมือทางอำนาจอย่างอื่นที่ล้าสมัย มาสู่การใช้อำนาจทางปัญญา พลังแห่งความรู้ และพลังการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาภายใต้ความซับซ้อนและเชื่อมโยงถึงกันหมดของสังคมโลก
ทางเศรษฐศาสตร์การเมือง และในทางสังคมวิทยาการผลิต รวมทั้งสังคมวิทยาชุมชนการผลิตนั้น 'แรงงาน' ถือเป็นพลังการผลิตที่แท้จริง จึงเป็นปัจจัยและพลังอำนาจของมนุษย์ที่ติดตัวมาอยู่โดยธรรมชาติทุกคน ดังนั้น ชนชั้นแรงงาน จึงเป็นชนชั้นเพื่อการขับเคลื่อนพลังทางประวัติศาสตร์ หรือเป็นพลังก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอันแท้จริง ทว่า แนวคิดดังกล่าวก็มีความแตกต่างกันในวิถีปฏิบัติของสังคม โดยในสังคมที่มีความเป็นทุนนิยมของการผลิตที่ไม่ก้าวหน้าและไม่ยุติธรรมนั้น กำลังการผลิตกลับจะไปอยู่ที่การสะสมทุนโดยสะสมส่วนเกินจากผลผลิตผู้ใช้แรงงานและหน่วยสังคมการผลิตต่างๆ จากนั้น ก็ใช้ทุนที่เหนือกว่าลงทุนภาคการผลิตต่างๆเพื่อทำผลกำไรให้มากยิ่งๆขึ้นต่อๆไปอีก
ดังนั้น ก็จะเห็นได้ว่า การมีโอกาส การได้บริโภคสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพดี และเข้าถึงสิ่งต่างๆได้มากจึงอาจจะไม่ใช่หมายถึงการเป็นผู้ได้ทำมาก แต่กลับจะเป็นการมุ่งทำแต่น้อยให้ได้กำไรสะสมมาก มีกำลังทุน มีกำลังซื้อ มีกำลังแข่งขันเอาตัวรอด ในที่สุด เมื่อแข่งขันกันมากขึ้นก็จะกลายเป็นมุ่งแต่ผลประโยชน์ ลดการลงทุน เพิ่มผลกำไร และมองข้ามการดำรงอยู่ของคนส่วนใหญ่ คนใช้แรงงานกลับจะไม่มีรายได้เพียงพอ ไม่มีกิน คุณภาพแห่งชีวิตไม่ดี การต่อสู้กันระหว่างทุนกับแรงงานจึงเป็นแรงกดดันของสังคมที่อยู่ในโครงสร้าง และมีธรรมชาติที่จะก่อเกิดโครงสร้างความรุนแรงอยู่ในระบบของสังคมทุนนิยมได้อยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้ นัยสำคัญจากแนวคิดดังทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital)และความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization : LO) ดังที่ศาสตราจารย์ ดร.อิคุจิโร โนนากะนำเสนอนั้น จึงจัดว่าอยู่ในกระแสความคิดหนึ่งที่สามารถปลดล็อคการเผชิญหน้ากันของอุดมการณ์ต่างขั้ว ของการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจ ซึ่งก็จะเป็นแนวคิดที่จะสามารถช่วยทำความเข้าใจและใช้อธิบายการผสมผสานทุนนิยมเสรีกับสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ และเห็นความเป็นองค์กรรับผิดชอบทางสังคม หรือ CSR ซึ่งก็คือความเป็นสังคมนิยมและความเป็นคอมมิวนิสต์ในสังคมทุนนิยมเสรี ผสมกลมกลืนกันอยู่บนการเคลื่อนตัวของสังคมโลกในปัจจุบัน
เราจึงจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแนวคิดดังกล่าวนี้ เป็นวิธีคิดที่ให้ความลงตัวในการนำเอาทฤษฎีทุนนิยมมาใช้กับอุดมการณ์และวิธีการของสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ ซึ่งต่างก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนต่างกัน อีกทั้งเคยเป็นฐานคติของสงครามเย็นต่างขั้ว มาสร้างทางออกให้กับโลกในอนาคต จากการแบ่งขั้วและเผชิญหน้ากัน มาสู่ความต้องพึ่งพิงอาศัยกัน เป็นทั้งเหตุผลเบื้องหลัง อุปสรรคปัญหา และปัจจัยแห่งความสำเร็จของกันและกัน [๑๒]
กล่าวได้ว่า เป็นวิธีคิดที่มุ่งปรับเปลี่ยนการมุ่งสร้างมูลค่าผลกำไรและผลประโยชน์แบบแข่งขันเอาตัวรอดของกลุ่มคนส่วนน้อย ไปสู่การสร้างคุณค่าและความมีบทบาทต่อสังคม สะท้อนการให้ความสำคัญต่อมิติความเป็นมนุษย์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเน้นการมีคุณค่าทางจิตใจมากยิ่งๆขึ้น กล่าวได้ว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่อยู่ในกระแสความคิดแนวปฏิรูปสังคม และเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์การพัฒนาสังคมเศรษฐกิจของสังคมยุคหลังอุตสาหกรรมของโลก.
....................................................................................................................................................................
เชิงอรรถและหมายเหตุของบทความ :
[๑] ในความเป็นจริงนั้น ศาสตราจารย์ ดร.อิคูจิโร โนนากะ และศาสตราจารย์ ดร.ฮิโรตากะ ทาเกอุชิ ไม่เห็นด้วยกับการใช้คำว่า 'การจัดการความรู้' หรือ 'Knowledge Management' แต่จะใช้คำว่า 'การจัดการบนฐานความรู้' หรือ Knowledge-Based Management เพราะเห็นว่าความรู้และสติปัญญานั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจัดการได้ แต่สามารถนำมาเป็นองค์ประกอบเพื่อบริหารจัดการปัจจัยอื่นๆให้กอปรไปด้วยการใช้ความรู้และวิถีแห่งปัญญาได้ ศึกษาเพิ่มเติม แนวคิดทฤษฎี พัฒนาการ และการร่วมสะท้อนทรรศนะจากเครือข่ายเรียนรู้นานาชาติ ใน 12 Manage Excutive Fast Track http://www.12manage.com/methods_nonaka_seci.html
[๒] ในทางวิธีวิทยาของการสร้างความรู้และทฤษฎีความรู้นั้น จะมีการแบ่งทรรศนะแม่บทของการสร้างความรู้ออกเป็นแนวทางที่สำคัญ ๒ แนวทาง ประกอบด้วย ความรู้และวิทยาศาสตร์แบบปฏิฐานนิยม หรือ Positivism และความรู้และวิทยาศาสตร์แบบ ภววิสัย หรือ Subjectivism แนวทางแรก เน้นให้สิ่งที่เป็นหลักฐานและข้อเท็จจริง (Fact and Evidence) ซึ่งสามารถประเมินและวัดได้ด้วยวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ บอกเล่าและแสดงความจริงด้วยตนเอง ต้องปราศจากอคติของมนุษย์ ส่วนแนวทางที่สอง เน้นคุณค่าและการมีความหมายเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์สังคมและองค์ประกอบความเป็นมนุษย์ รวมทั้งสภาวะการดำรงอยู่ ในเงื่อนไขและข้อตกลงที่มีขอบเขตจำเพาะ ต้องอาศัยการให้ความหมายของหลักฐาน ข้อเท็จจริง ตีความ (Intrepretation) และสร้างความรู้ความเป็นจริงภายใต้ความมีบริบททางสังคมวัฒนธรรม ปัจจุบันนี้ แนวคิดที่แยกส่วนกันเด็ดขาดมีบทบาทน้อยลง และให้ความสำคัญกับแนวทางที่ ๓ คือ การบูรณาการและผสมผสานวิธีวิทยาให้เหมาะสมไปตามความจำเป็น
[๓] เครือข่ายการเรียนรู้ทางอินเทอร์เน็ต ดังเช่นเครือข่ายใน GotoKnow จัดว่าเป็นพื้นที่การเรียนรู้ หรือ Learning Space เป็นการสร้างความรู้ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงความหมายและการสร้างวิสัยทัศน์ รวมทั้งระบบวิธีคิดระดับสัมพันธบริบทของกลุ่มคนที่หลากหลาย ในชุมชนเสมือนและเครือข่ายสังคมในโลกอินเทอร์เน็ตก็มีความรู้ที่เชื่อมโยงกันจากหลายบริบทเช่นเดียวกันเรียกว่า Hyper-Text ซึ่งก็วางอยู่บนหลักคิดของการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ยังมีความแตกต่างหลากหลายระดับตัวบทหรือ Text แต่จะมีกรอบและประสบการณ์ทางสังคมร่วมกันหรือมีบริบทเชื่อมโยงกัน
[๔][๕] เราอาจพบจากงานเขียนของนักวิชาการและนักเขียนแนวสังเกตการณ์ทางสังคมบางแห่งที่ให้ทรรศนะว่า ปีเตอร์ เซงเก้ และ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เป็นนักเขียนฝ่ายซ้ายของโลกทุนนิยมเสรี ที่เป็น กลุ่มซ้ายพิราบ ซึ่งมุ่งแสดงจุดยืนที่แตกต่างในทางตรงกันข้ามด้วยวิธีการที่ไม่รุนแรง ไม่ก้าวร้าว ไม่ใช้อาวุธ แต่จะมุ่งใช้วิธีปรึกษาหารือ เขียนและเผยแพร่หนังสือ ใช้ความเป็นเหตุผล วิธีการพูดคุยต่อรอง และการใช้ความรู้
[๖] ทฤษฎีสังคมวิทยาหลังยุคอุตสาหกรรม Post-Industrial Sociology จะโดดเด่นในการนำเสนอทรรศนะและการอธิบายระบบสังคมวัฒนธรรมบนระบบการผลิตและหน่วยการผลิตขนาดต่างๆ นับแต่ระดับการรวมกลุ่มบนปัจจัยและกิจการการผลิต ไปจนถึงองค์กรเหนือรัฐชาติ และเครือข่ายปฏิสัมพันธ์กันขององค์กรระดับโลกซึ่งเหนือความเป็นชาติ รวมทั้งการก่อเกิดปรากฏการณ์ทางสังคมที่สืบเนื่องมากับความเปลี่ยนแปลงทางวิทยาการ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เช่น ชุมชนในอินเทอร์เน็ต ความเป็นชุมชนในองค์กรสมัยใหม่ รวมทั้งชุมชนในความหมายที่แตกต่างจากสังคมการผลิตในยุคเกษตรกรรมและยุคอุตสาหกรรม
[๗] แนวคิดและทฤษฎีทางสังคมวิทยาในแนวทางดังกล่าวนี้ สะท้อนภาวะความทันสมัยและความเป็นภาวะหลังสมัยใหม่ทางสังคมและประชากรศึกษาด้วย เช่น ลักษณะชุมชนในบริบทหลังยุคอุตสาหกรรมและยุคอุตสาหกรรมใหม่จะมีลักษณะหลากหลายกว่าความเป็นชุมชนในอดีต โดยจะเป็นกลุ่มวิชาชีพ กลุ่มแรงงาน และกลุ่มการรวมตัวด้วยเงื่อนไขของระบบการผลิตและบริการของยุคหลังอุตสาหกรรม แนวคิดทางสังคมหลังอุตสาหกรรมและหลังภาวะความทันสมัยถือว่าการครองชีวิตโสด การไม่มีลูก หรือการแต่งงานสร้างครอบครัวในหมู่คนเพศเดียวกัน เป็นรูปแบบเพื่อสนองตอบชีวิตความเป็นอยู่ในเงื่อนไขใหม่และยอมรับเป็นความทันสมัย ในขณะที่วิธีคิดและวิธีอธิบายในอดีตจะเห็นว่าเป็นบาปและเป็นพฤติกรรมแปรปรวนไปจากปทัสฐานของสังคม เหล่านี้เป็นต้น
[๘] จะสังเกตได้ว่าแนวคิดและศัพท์ที่ใช้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องทุน แรงงาน กำไร การสะสมคลังความรู้เป็นการสะสมทุน เหล่านี้ ล้วนเป็นศัพท์ธุรกิจและศัพท์ทางทฤษฎีสังคมทุนนิยม กับศัพท์ทฤษฎีวิทยาศาสตร์สังคมของมาร์กซ์และเองเกลทั้งสิ้น เพียงแต่นำมาใช้ในบริบทที่เปลี่ยนไป ทำให้อุดมการณ์เปลี่ยนไปแต่สามารถใช้ทฤษฎีความรู้ของโลกที่มีแต่เดิมได้
[๙] ตัวอย่างเช่น องค์กรธุรกิจการจัดการทางสังคม องค์กรผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม สถาบันธุรกิจเพื่อพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม องค์กรแบบ Philanthrophy ซึ่งเป็นการจัดตั้งและบริหารจัดการเชิงธุรกิจและการประกอบการเชิงธุรกิจแต่ไม่มุ่งผลกำไร
[๑๐] วิสัยทัศน์อีกแนวทางหนึ่ง เป็นวิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นก่อน ทั้งโดยผู้บริหารและโดยการใช้ข้อมูล วิสัยทัศน์แบบนี้จะเรียก Vision ไม่เรียกว่าวิสัยทัศน์ร่วม จะมีความเป็นวิสัยทัศน์ของผู้นำมากกว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ขององค์กรแบบ Self-Organized และองค์กรแบบ Corporate ซึ่งกระบวนการที่จำเป็นหลังสร้างวิสัยทัศน์ในลักษณะนี้ขึ้นแล้ว ก็จะต้องมุ่งถ่ายทอดให้เป็นวิสัยทัศน์ขององค์กรผ่านการอบรมประชุมชี้แจง การพบปะกลุ่มผู้ปฏิบัติและสื่อสารประชาสัมพันธ์องค์กร ในขณะที่ Shared Vision จะทำเป็นกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นก่อนทั้งองค์กรแล้วจึงผุดวิสัยทัศน์ขึ้นเหมือนเป็นข้อตกลงแบบพันธสัญญาทางใจต่อกันเพื่อดึงพลังของ Collective Leadership ของกลุ่มแรงงานและหัวหน้าระดับกลาง หัวหน้าผู้บริหารจะเป็นเพียงผู้มีวิสัยทัศน์ของตนและนำองค์กรทั้งหมดเหมือนเป็น Conductor ซึ่งท่วงทำนองของบทเพลงทั้งหมดไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งในวงเลย ซึ่งทั้งสองแนวก็จะเหมาะสมต่อสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป
[๑๑] เป็นแนวการเคลื่อนไหวและระดมพลังทางสังคมโดยสร้างกระบวนการสื่อสารเรียนรู้และพัฒนามิติทางวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นก่อน ทำให้คนและบุคลากรรักความรู้ เห็นคุณค่าและความจำเป็นของความรู้และการจัดการความรู้ก่อน แล้วจึงกำหนดปัจจัยดำเนินการที่จำเป็นต่างๆออกมา ซึ่งก็จะมีความหมายและสื่อสะท้อนออกมาจากจิตวิญญาณของคนทำงาน ในขณะที่แนวทางในกระแสหลัก เช่น ในแนวทฤษฎีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Transfer of Technology Theory) จะเชื่อว่าทัศนคติ ค่านิยม และมิติสังคมวัฒนธรรมจะพัฒนาตามหลังวิทยาการและเทคโนโลยี ซึ่งในความเป็นจริงก็อาจจะทำให้เกิดภาวะความทันสมัยเพียงรูปแบบแต่ไม่สามารถพัฒนามิติทางสังคมและวัฒนธรรม จัดการความรู้ในฐานะเป็นงานอย่างหนึ่งโดยอาจจะไม่ซาบซึ้งและไม่เห็นคุณค่าความสำคัญของความรู้ อีกทั้งไม่มีความยั่งยืนในการพัฒนา
[๑๒] ในบางทรรศนะอาจจะให้ข้อสังเกตว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นเพียงอุดมคติและเพ้อฝัน ไม่สามารถเกิดขยายผลปฏิบัติขึ้นได้จริงในสังคม และในบางทรรศนะก็อาจจะเห็นว่าเป็นการบิดเบือนแนวทฤษฎีเพื่อสร้างการยอมรับให้แก่ความอยุติธรรมทั้งในระบบสังคมทุนนิยมเสรี และความอยุติธรรมในระบบสังคมนิยมและสังคมคอมมิวนิสต์
สวัสดีครับอาจารย์ขจิตครับ
แนวคิดนี้คงเหมาะมากสำหรับเจนเนอเรชั่นอาจารย์ซึ่งเป็นรุ่น New Age นะครับ
อาจารย์สบายดีนะครับ
อาจารย์คะ
บันทึกนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้มุมมองที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับ KM
ขอบคุณมากๆ ค่ะ
เนื้อหาดีมากค่ะอาจารย์ ถูกใจ ได้ความรู้ค่ะ คนเรามุ่งแต่หาเทคโนโลยี น้อยคนนักที่มองมาที่สังคมส่วนรวม อย่างว่าแหละค่ะ เพื่อความอยู่รอด เพื่อปากท้อง ถ้าไม่พอกินพอใช้ก็ให้สังคมไม่ได้ค่ะ
สวัสดีครับคุณอุ้มบุญครับ
มาร่วมแบ่งปันความคิดและต่างเสริมกำลังความรู้ให้กันน่ะครับ
ตอนนี้ทางอีสานหนาวน่าดูเลยใช่ไหมครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
กำลังจะอ่าน มีเหตุให้แว่บแล้ว
ไว้มาอ่านอีกทีนะคะ
เหมือนชะเง้อคอข้ามรั้วมาทักทายกันเลยนะครับ
ผมแวะไปดูในบล๊อกโอเคเนชั่น คุณณัฐรดายังคงเข้าไปดูอยู่เลยนะครับ มีคนเข้ามาดูเป็นแสนคนแล้ว
แล้วก็มีสื่อกับคนอ่านติดตามอย่างเหนียวแน่นดีจังเลยนะครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ภก.เอนก ครับ คุยสั้นแต่รู้สึกได้ถึงความจริงจัง ลุ่มลึก และจริงใจในการทักทายนะครับ
เลยได้ขออนุญาตเข้าไปทำความรู้จักนะครับ มุมมองต่อการงานและชีวิตของคุณเอนก เป็นมุมมองแบบเดียวกัน ศ.โนนากะและกลุ่มคนทำเรื่อง KM ในแนวนี้เลยนะครับ เขาจะให้ความสำคัญต่อสิ่งที่เป็นคุณค่าด้านในของคน และการทำหน้าที่ชีวิตต่อสังคมนั้น จะสะท้อนสู่การทำงานที่เป็นมากกว่าการทำกิจกรรมตามหน้าที่ แต่มุ่งทำออกมาจากชีวิตจิตใจและทำอย่างเป็นวิถีชีวิตเลย
สวัสดีค่ะอาจารย์
สวัสดีครับคุณสิงห์ป่าสักครับ
สวัสดีครับอาจารย์ณัฐพัชร์ครับ
อาจารย์ถ่ายทอดได้ชัดเจนมากครับ ขอบพระคุณมาก
ผมถูกจัดให้ไปอยู่ KM ทีมของสำนักงานอัยการเขต ๘ พยายามที่จะกระตุ้นให้น้องๆใช้ KM ในการทำงาน ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่สิ่งที่เราทำให้เห็นจากการทำงาน รวบรวมประสบการณ์การดำเนินคดีแพ่ง จากการตรวจพบข้อบกพร่องจากการทำงาน นำมาเล่าสู่กันฟัง จัดทำเอกสารแจกจ่ายให้ทราบ และนำประสบการณ์จากอัยการพิเศษฝ่าย รองอธิบดี และอธิบดี มาจัดทำแบบตรวจสอบ ปรากฏว่าได้ผลดี เห็นได้ชัดว่าข้อผิดพลาดจากสำนวนลดลงอย่างทันตาเห็น กระตุ้นให้ทำ KM กันต่อ
ข้อเสียของ KM บ้านเราคือถูกบังคับให้ทำเพื่อให้เป็นไปตามตัวชี้วัด มันก็เลยไม่เป็นธรรมชาติ
ความจริงงานอัยการสมัยก่อน นั่งทำงานอยู่แห่งเดียวกันหลายคน ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง จึงมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เพียงไม่ได้บันทึกให้เป็นรูปเล่ม และงานไม่ค้างเพราะสามารถหารือได้ตลอดเวลา แต่ปัจจุบันสร้างสำนักงานอัยการ มีห้องส่วนตัวให้อัยการคนละห้อง เวลามีปัญหาก็เอาสำนวนเก็บไว้ก่อน หยิบสำนวนที่ไม่มีปัญหามาทำก่อน งานก็เลยค้าง ตอนนี้ก็เลยต้องมานั่งแก้ปัญหาคดีค้าง ก็ได้ทำ KM กับผู้ใหญ่อีกรอบสนุกดี
ขอบพระคุณบทความนี้ที่ได้ทำให้ทบทวนบทบาทการทำงานด้วยครับ
สวัสดีครับท่านอัยการชาวเกาะครับ
ในวงสังคมกลุ่มเพื่อน กลุ่มผู้ร่วมงาน และกลุ่มสนทนาอย่างไม่เป็นทางการนั้น บางทีก็เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่ให้สติปัญญาและความรู้ที่ลึกซึ้ง ไม่เพียงใช้ทำงานและดำเนินชีวิตได้เท่านั้น แต่สามารถหล่อหลอมและให้ความแยบคายระดับโลกทัศน์และชีวิทัศน์มากขึ้นเรื่อยๆเลยทีเดียวนะครับ บ้านเรามองข้ามการศึกษาเรียนรู้ที่อยู่ในวิถีชีวิตและกระบวนการเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีการส่งเสริมให้มีการจัดการอย่างแยบคาย ไปพึ่งแต่การศึกษาที่เป็นทางการและการศึกษาในระบบ อีกทั้งคาดหวังเกินเหตุ จนมักตกเป็นเหยื่อของสังคมอยู่เสมอนะครับ
เห็นด้วยมากเลยครับว่าการเคลื่อนไหวเรื่องการจัดการความรู้ในบ้านเรานั้นมากก็จริง แต่ไปทำให้มันเป็นงานไปเสียหมด ความจริงเรื่องของความรู้ต้องไปได้ไกลและสะท้อนมิติทางจิตวิญญาณทั้งของปัจเจกและของสังคม
ขอบพระคุณที่แวะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะครับ
ผมชอบเรื่องราวอัยการชาวเกาะถ่ายทอดเกี่ยวกับคุณพ่อและพี่ๆน้องๆมากเลยครับ
นี่ไม่ใช่เรื่องของภายในครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นการใช้ประสบการณ์ของหน่วยทางสังคมเล็กๆมาเป็นกรณีตัวอย่างเปิดประเด็น แล้วเดินเข้าหาสิ่งที่เราต้องการสร้างความรู้ขึ้นมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เราสนใจ
ในทางสังคมวิทยาและทางมานุษยวิทยา รู้จักวิธีแบบนี้ว่าเป็นวิธี Explore สิ่งที่ไม่มีในแหล่งอื่นๆขึ้นมา แล้วบรรยายออกมาเป็นเรื่องเป็นราวด้วย Auto-Ethnography ผมเคยศึกษาวิธีนี้แล้วใช้ศึกษาเรื่องชุมชนที่รวมตัวกันบนประเด็นต่างๆที่เราสนใจ เช่น วิถีทำกิจกรรมสาธารณะที่สนใจ การทำมาหากิน การทำกิจกรรมสุขภาพ
ชอบอ่านในความเป็นชีวิตแห่งวิถีการเรียนรู้และอ่านแล้วก็ให้วิธีคิดที่ดีมากจริงๆครับ ขอชื่นชมครับ