...ครูต่างโรงเรียนได้มาแลกเปลี่ยนกัน ต่อเนื่อง ทำให้ครูมีความสนิทสนมกัน เป็นเพื่อนกัน เต็มใจที่จะให้และแบ่งปันเทคนิควิธีการสอน การสร้างและใช้สื่อที่ตนเองได้ใช้แล้วดี...ครูวิทย์ที่นี่ดูกลมเกลียวกันดี กระตือรือร้นในการ show & share และดูภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง...

เสาร์ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ผมไปดูกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครู LLEN กำแพงเพชร ไปกับ ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ ผู้ประสานงานชุดโครงการนี้ และคุณอาภา อนันตกูล จาก สกว. ระหว่างเดินทาง..คุณอาภาให้ดูเอกสารโครงการ LLEN ของ มรภ.กำแพงเพชร เห็นวัตถุประสงค์โครงการวิจัยและพัฒนาเครือข่ายหนุนเสริมคุณภาพการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร กำหนดไว้ 3 ข้อ คือ (1) พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์โดยเครือข่ายวิทยาศาสตร์และพี่เลี้ยง (2) ศึกษาผลการเรียนรู้หรือคุณภาพการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่พัฒนาขึ้น และ(3) ศึกษาปัจจัยเอื้อและปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาเครือข่าย

จากวัตถุประสงค์..ทำให้ผมกังวลว่า จะมีส่วนใดนำไปสู่คำถามของชุดโครงการวิจัย ที่ตั้งโจทย์ไว้ว่า มหาวิทยาลัยจะระดมสรรพกำลังในพื้นที่เพื่อไปช่วยหนุนเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียนได้อย่างไร? เพราะวัตถุประสงค์ของ มรภ.กำแพงเพชร มุ่งเน้นไปที่เครือข่ายของครูกันเอง..

เมื่อไปถึง มรภ.กำแพงเพชร มี ผศ.ดร.เรขา อรัญวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และหัวหน้าโครงการวิจัย ให้การต้อนรับ และพาคณะเราไปที่ห้องประชุม ที่นั่น..มีท่านอธิการบดี มรภ.กำแพงเพชร คือ ผศ.รัตนา รักการ มารออยู่แล้ว แม้จำนวนครูที่เข้าร่วมกิจกรรมไม่มากนัก (ประมาณ 20 คน) แต่ท่านอธิการบดีได้ให้ความสำคัญ เห็นคุณค่าของโครงการวิจัยนี้ จากการกล่าวเปิดงาน..ท่านได้เห็นความเชื่อมโยงของสิ่งที่โครงการ LLEN กำลังดำเนินการอยู่ กับทิศทางของประเทศของเรา ที่ให้มหาวิทยาลัยใช้จังหวัดเป็นเป้าหมายและพื้นที่ของการพัฒนา ตรงกับจุดเน้นของ มรภ.กำแพงเพชรด้วย สิ่งที่ผมสังเกตและรู้สึกได้คือ ท่านอธิการบดีเชื่อมั่น และไว้วางใจในฝีมือของ ผศ.ดร.เรขา อรัญวงศ์และคณะนักวิจัยอย่างมาก

ส่วน ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ ได้เล่าถึงโครงการ LLEN ให้ครูฟังว่า โครงการนี้เป็นโครงการวิจัยและพัฒนา ใช้เวลา 2 ปี เป็นกระบวนการพัฒนาครูที่ใกล้ชิด ระหว่างมหาวิทยาลัยและโรงเรียน เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เป็นภาคีร่วมกันพัฒนา เป้าหมายอยู่ที่การทำให้เกิดคุณภาพที่ตัวเด็ก โจทย์สำคัญเป็นเรื่องของการพัฒนาคุณภาพ และการพัฒนาเครือข่าย อาทิ เครือข่ายครู การดึงชุมชนและอปท.เข้ามาร่วมจัดการศึกษาและเสริมการเรียนรู้ให้ผู้เรียน และแนะว่าในอนาคตอยากให้มีการสร้างเครือข่ายครูข้ามจังหวัด โดยใช้ Facebook เป็นต้น

การออกแบบกิจกรรมวันนี้ อ.เรขา ได้ให้ครูจัดกลุ่มเป็นกลุ่มอำเภอ แล้วให้เล่าสู่กันฟังว่าพัฒนาการสอนอย่างไร หรือได้นำความรู้ประสบการณ์จากโครงการไปใช้อย่างไร..ผมได้เข้าไปนั่งฟัง 1 กลุ่ม เห็นตัวอย่างการนำหมวก 6 ใบไปใช้ และที่พบมากคือ นำโครงงานไปใช้ในการสอน และภาคบ่ายก็ได้ฟังตัวแทนแต่ละกลุ่ม ที่มีผลงานน่าสนใจ มานำเสนอ อีกครั้ง

สิ่งที่ผมได้พบ ได้เรียนรู้ จากการมากำแพงเพชรครั้งนี้คือ

  1. ได้เห็นว่า การที่ครูต่างโรงเรียนได้มาแลกเปลี่ยนกัน ต่อเนื่อง ทำให้ครูมีความสนิทสนมกัน เป็นเพื่อนกัน เต็มใจที่จะให้และแบ่งปันเทคนิควิธีการสอน การสร้างและใช้สื่อที่ตนเองได้ใช้แล้วดี...ครูวิทย์ที่นี่ดูกลมเกลียวกันดี กระตือรือร้นในการ show & share และดูภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง ได้คำตอบจากครูว่า ครูกลุ่มนี้พบเจอกันเกือบ 10 ครั้งแล้ว ภายใต้โครงการLLEN จึงทำให้ผมคิดต่อไปว่า การจัดพื้นที่ให้ครูที่สอนวิชาเดียวกัน มาเจอกันเป็นระยะๆ อาจใช้เดือนละครั้งเหมือนที่กำแพงเพชรนี้ก็ได้ มาคุยกันเรื่องการพัฒนาเด็ก ผมคิดว่านอกจากครูจะได้เพื่อน ไม่ว้าเหว่แล้ว ยังจะได้ความคิด และแรงบันดาลใจจากเพื่อนครูด้วยกันเองด้วย ฉะนั้น หากจะเปิดพื้นที่ให้มีกิจกรรมแบบนี้ ทำอย่างไรจะใช้ในวันเวลาปกติได้ กลุ่มโรงเรียน(หรือเขตพื้นที่) อาจร่วมกันกำหนดวันเวลาว่าจะมีกิจกรรมนี้สำหรับครูต่างโรงเรียนในวันใด ควรจัดค่าน้ำชากาแฟ และค่าน้ำมันรถสนับสนุนให้ครูด้วย ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้งบพัฒนาปกติ
  2. ได้เห็นตัวอย่างครูที่มีไฟ มี idea ดีๆ อย่างครูของอำเภอลานกระบือคนหนึ่ง บูรณาการหลายวิชาในกิจกรรมโครงงาน ประเมินผลโครงงานเป็นคะแนนสอบ final โดยให้เด็กนำเสนอให้ครูหลายคนจากหลายวิชาฟัง และหัวใจสำคัญของการสอนของครูท่านนี้คือ ให้เด็กรู้สึกว่า "เรียนวิทย์สนุกและไม่ยาก" ส่วนครูอีกคนหนึ่งจากอำเภอไทรงาม ได้พยายามจัดทำสื่อชีววิทยาจากแป้งขนมปัง ทั้งทำเองและให้เด็กเรียนรู้จากการลงมือทำ คำสำคัญของครูท่านนี้ที่ผมประทับใจคือ "สนใจในคำถามของเด็ก" จากการที่ครูฟังคำถามของเด็ก นำไปสู่การชวนเด็กหาคำตอบจากการทำโครงงาน และทำให้ได้รับรางวัลประกวดโครงงาน คำถามเด็กครั้งนั้นคือ จะซักคราบแข็งๆที่ติดเสื้อบริเวณรักแร้ให้หมดไปได้อย่างไร..
  3. ได้คำตอบจากหัวหน้าโครงการวิจัย(ผศ.ดร.เรขา อรัญวงศ์) เกี่ยวกับการดึงสรรพกำลังในพื้นที่เข้ามาร่วมพัฒนาโรงเรียนว่า โครงการนี้ต้องการใช้ผลงาน 1 ปี เป็นสะพานเชื่อมไปยังองค์กรภายนอกให้เข้ามาสนับสนุนเครือข่ายครูและโรงเรียน โดยตั้งใจจะจัดงานนำเสนอผลงานต่อหน่วยงานภายนอกเร็วๆ นี้ โดยจะให้ครูร่วมกันวางแผนกันเองว่า จะนำเสนอกับใคร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทีมนักวิจัย มรภ.กำแพงเพชรจะเป็นเพียงพี่เลี้ยงให้เท่านั้น ซึ่ง อ.เรขา บอกกับผมว่า จากประสบการณ์ทำงานเชิงพื้นที่มานาน เห็นว่าการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาก่อนการไปขอรับการสนับสนุนน่าจะดีกว่า และการทำงานโครงการLLEN นี้ อาจารย์พยายามรักษาระยะของความช่วยเหลือครูและโรงเรียนให้พอเหมาะ จะทำบทบาทของการ empowerment ให้มากๆ เพื่อเชื่อว่าน่าจะส่งผลดีในระยะยาว....จากการได้ฟังก็เห็นว่าเป็นหลักการที่น่าสนใจ ดังนั้น ในเชิงการวิจัย ก็น่าเรียนรู้ผลการดำเนินงานด้วยวิธีนี้ ที่จะเกิดขึ้นอีก 1 ปีข้างหน้า...