เยือนทุ่งบัวตอง

          เริ่มต้นทริปฤดูหนาวในเดือนพฤศจิกายน ปี 53 นี้ เรียกได้ว่าทดสอบฝีมือการขับรถได้อย่างดีเยี่ยม เพราะงานนี้ขับคนเองตลอดเส้นทาง ปลายทางคือ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน แต่เป้าหมายจริงๆแล้ว ตั้งใจไปงานแต่งงานเพื่อนต่างหาก แต่ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ เพราะถ้าหากรอวันหยุดหรือรอโอกาสก็คงจะไม่มีทางที่จะคิดไปออกทริปที่นี่แน่นอน เพราะชื่อเสียงของเส้นทางขึ้นชื่อนัก แต่สุดท้ายก็ได้ลองมาแล้ว ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต

          เราออกเดินทางจากเชียงใหม่ในเวลา08.30น.ของวันเสาร์ ที่ 13 พฤศจิกายน 53 โดยใช้เส้นทาง เชียงใหม่-จอมทอง เพราะคิดว่าเป็นทางเรียบที่ขับสบายที่สุด แวะเติมแก๊สเพิ่มพลังให้กับรถเต็มถังแล้วก็ออกเดินทางทันที ตลอดระยะทางอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนมากนัก ผู้เขียนใส่เสื้อแขนยาวแถมมีผ้าพันคอเสียอีก

ดูเหมือนจะหนาวมากแต่ก็ไม่เท่าไหร่ สำหรับคนภาคเหนืออย่างเราๆ เพราะชินกับอากาศหนาวเย็นมากกว่านี้ก็เป็นได้ วิ่งรถไปแวะพักที่ปั๊มน้ำมัน อ.ฮอด จะถือได้ว่าครึ่งทางแล้ว((ก็ว่าได้)) แต่จริง ๆ แล้วเป็นปั๊มสุดท้ายที่ดูดีที่สุดก่อนเข้าเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนต่างหาก ใช้เส้นทางฮอด-แม่สะเรียง เป็นทางหลวงเส้นที่น่าจะปลอดภัยที่สุดในการไปขุนยวม มากกว่าเส้นทางแม่แจ่ม-ขุนยวม ตามที่คนในพื้นที่บอก ยิ่งถ้าหากเราไปเยือนครั้งแรกต้องใช้เส้นทางนี้ เพราะเส้นทางแม่แจ่ม-ขุนยวม จะแคบและเปลี่ยวมาก ถ้าหากนำรถเก๋งไป น่าสงสารรถเอามาก นี่ขนาดเส้นทางที่เลือกฮอด-แม่สะเรียง ว่าดีกว่าแล้วยังสงสารรถแทบตาย เพราะระหว่างทางมีการซ่อมแซมไหล่ถนนที่ชำรุดจากช่วงหน้าฝน ไม่ก็ผิวทางชำรุดขรุขระ ล้วนเกิดจากช่วงหน้าฝนทั้งสิ้น ตลอดเส้นทางฮอด-แม่สะเรียงสองข้างทางเต็มไปด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ และเนินเขาที่ถูกน้ำฝนกัดเซาะ บ้างก็มีดินสไลด์ลงมากองอยู่ข้างทาง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการผจญภัยของการขับรถอย่างระมัดระวังเลยทีเดียว เสียดายที่ไม่ได้เก็บภาพระหว่างทางมาให้ได้ดูกันเพราะแต่ละคน นั่งเกร็งกับเส้นทางข้างหน้าเลยไม่มีใครที่จะสนใจจะถ่ายภาพเก็บไว้ ถือว่าเก็บไว้ในความทรงจำกันเอาเองละกัน ขับรถอีกประมาณสักชั่วโมงกว่า ๆ ก็เข้าเขตอำเภอแม่สะเรียง แวะอีกแล้ว เที่ยงกว่า ๆเกือบจะบ่ายโมงเข้าไปแล้ว รองท้องกันสักหน่อย เดินสำรวจรอบ ๆ ที่พักริมทาง ถือว่าเริ่มอยู่กลางหุบเขาแล้ว เพราะมองไปทางไหนก็อยู่ระหว่างเขาทั้งนั้น แต่ที่สังเกตเห็นป้ายบอกทางแยก บอกว่าไปบ้านแม่สามแลบ แสดงว่าทางนี้ต้องสามารถไปจังหวัดตากได้ เพราะเคยได้ยินว่าบ้านแม่สามแลบ ริมแม่น้ำเมยอยู่ในเขตจังหวัดตากนี่นา แดดตอนนี้เริ่มร้อนเอาการ ผ้าพันคอที่พันอยู่เริ่มคลายออก เปิดแอร์ในรถแรงขึ้นกว่าเดิม เส้นทางข้างหน้านี้แหละ แม่สะเรียง-แม่ลาน้อย ไม่อยากจะบอกว่า เป็นบททดสอบขั้นแรกเลยที่เดียว ทั้งเลี้ยว โค้ง แคบ ขรุขระ ทางซ่อม ฯลฯ เยอะแยะ จิปาถะ และแล้วพลังแก๊สของรถเราก็หมดลงกลางเขาเชื่อมต่อระหว่างแม่สะเรียงกับแม่ลาน้อย แต่เราก็สามารถสลับโหมดมาใช้น้ำมันเพื่อเดินทางต่อให้ถึงขุนยวมได้ ยิ่งเส้นทางแม่ลาน้อย-ขุนยวม เป็นบททดสอบที่สอง เพราะทางหฤหรรษ์ยิ่งกว่าบทแรกเป็นสองเท่า ถึงแม่จะไม่ค่อยมีทางขรุขระก็ตามแต่ก็เลี้ยงโค้งซะน่าดู เราเดินทางถึงขุนยวมในช่วงเย็น เวลาก็น่าจะ 16.00 น.ได้มั้ง เพราะมัวแต่ขับรถรอกันไปมาซะงั้น อีกอย่างคือไม่สามารถใช้ความเร็วได้เต็มที่เพราะไม่ชินทาง และระมัดระวังมากด้วย เลยอาจจะใช้เวลานานกว่าปกติพอสมควร

          พอไปถึงขุนยวม ผู้เขียนตื่นตากับบรรยากาศสภาพภูมิประเทศที่คนท้องถิ่นปลูกบ้านอยู่ตามเนินเขาได้อย่างสวยงาม และเป็นเมืองที่น่าอยู่ เพราะเงียบ ไม่พลุกพล่าน ทางเจ้าของงานได้เตรียมห้องของโรงแรมไว้ให้ แต่เนื่องจากกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ห้องพักเลยเต็มทุกที่ แต่ก็ยังมีห้องว่างให้เราได้แทรกตัวพักผ่อนหลับนอนได้ที่ ยุ้น-ขุนยวม ซึ่งเป็นโรงแรมเปิดใหม่ ตั้งอยุ่หน้าธนาคาร ธกส. เยิ้งกับโรงพักขุนยวม หาได้ไม่อยากเพราะเป็นตึกแถวที่มีเอกลักษณ์ของการตกแต่งที่แปลกตา ด้วยโลโก้ของโรงแรมเอง และมีจองพารา ตั้งอยู่หน้าโรงแรม

ส่วนเรื่องของจองพารา ผู้เขียนจะมาเล่าให้อีกที

คืนแรกที่ขุนยวม มีงานเลี้ยงที่บ้านเจ้าสาวนิดหน่อย แต่ที่จริงแล้ว งานทุ่งบัวตองประจำอำเภอกำลังจะเริ่มขึ้นต่างหาก  โรงแรมที่พัก กับสถานที่จัดงานใกล้กันมากจะว่าสามารถเดินไปก็ยังได้ วันที่เราไปถึงเป็นเพียงแค่วันเริ่มต้นยังไม่มีอะไรมากนัก สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของงานคือ การประกสด ธิดาบัวตอง ซึ่งเสียดายที่เราอยู่ไม่ถึง เพราะจะมีขบวนในวันที่ 16 พ.ย. แต่เราคงกลับเข้าสู่วันทำงานกันแล้ว

          คืนแรกนอนพักก็ไม่ดึกมากเพราะที่นี่สงบเงียบ หากใครที่คิดว่าจะหาร้านนั่งทานข้าวละก็ ขอบอกว่ายากมาก เพราะเท่าที่ดู สองทุ่ม สามทุ่มก็เงียบ ได้ยินแต่เสียงลำโพงจากงานเทศกาลบัวตอง

          ตอนเช้าเราต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าร่วมพิธีแต่งงาน ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ ตี 5  เพื่อลงมาดูบรรยากาศรอบ เดินไปตามถนนหน้าโรงแรม ที่ไม่ค่อยมีรถมากนั เพื่อหาร้านกาแฟ แต่ก็หามีไม่ จริงแล้วโรงแรมเค้ามีบริการ แต่เราดันลงมาเช้าก่อนที่เค้าจะตั้งชุดกาแฟให้ เราเลยต้องขับรถไปหากาแฟสำเร็จที่ 7-11 แทน และก็ได้พบบรรยากาสที่แปลกตากว่ามากอย่างบอกไม่ถูก พอกลับจาก 7-11 ก็พบสาวๆ ร่วมทริปแต่งตัวลงมานั่งรอที่มุมชิลๆ ของโรงแรมด้านล่าง เพื่อรอเวลาตั้งขันหมาก

มุมชิลที่เราใช้นั่งตลอด

 พอเข้าร่วมพิธีแต่งงานในช่วงเช้าเสร็จรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันเรียบร้อยก็ถือว่าเป็นอันเสร็จพิธี  คราวนี้เราก็ได้เวลาออนทัวร์กันเองแล้ว ไปกันเลยที่ทุ่งดอกบัวตอก ที่ดอยแม่อูคอ เวลาที่เราไปก็บ่ายแก่ ๆ แดดแรงเอามาก (ขอบอก) แต่ก็ดีที่สามารถถ่ายภาพออกมาได้สวยงามจริง ๆ ลองไปดูบรรยากาศของทุ่งบัวตองช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนของปี 2553 กันดีกว่า

 

 

 

แดดแรงอย่างมากขอบอก  คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังวางแผนจะไปเยือนทุ่งบัวตองนั้นต้องขึ้นดอยตอนเช้า ถึงจะได้บรรยากาศดี ไม่ร้อนอย่างผู้เขียนนะค่ะ