นี่ถ้าเราไม่เปลี่ยนสถานที่ งานครั้งนี้คงจะราบลื่น คงจะออกมาดีกว่าที่เกิดขึ้น
งานมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติครั้งที่ 5 ที่ผ่านมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สคส. ได้รับทั้งคำชม การให้กำลังใจ และการต่อว่าต่างๆ นานา คำต่อว่าส่วนใหญ่ (ตามที่ผมประมวลได้) เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสถานที่จัดงานที่ค่อนข้างคับแคบและรับคนได้จำนวนจำกัด การที่ สคส. เปลี่ยนวันจัดงานจากกำหนดการเดิม (1-2 ธ.ค.) มาให้เร็วขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการมาไทยของ Prof. Nonaka ทำให้เราต้องเปลี่ยนสถานที่จัดงานจาก Impact เมืองทองธานี มาเป็นที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ถึงงานจะจบไปหลายวันแล้ว แต่เสียงภายใน(หัว) ของผมก็ยังคงดังก้องอยู่ว่า . . . “นี่ถ้าเราไม่เปลี่ยนสถานที่ งานครั้งนี้คงจะราบลื่น คงจะออกมาดีกว่าที่เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะมีเวลา Set up ตกแต่งสถานที่มากขึ้นแล้ว ปัญหาอื่นๆ ก็คงจะน้อยลง คงไม่ถูกต่อว่าเรื่องการเข้างาน การจอดรถ อาหารกลางวัน ระบบเสียง และเรื่องต่างๆ อีกมากมาย . . ."
เช้าวันนี้ผมและภรรยาขับรถออกมาจากบ้านจะไปทำธุระที่ตึก Fortune แถวแยกพระรามเก้า ผมขับรถมาถึงปากซอยลาดพร้าว 15 เดิมคิดว่าจะเลี้ยวซ้าย แล้วไปเลี้ยวขวาเข้าถนนรัชดาฯ เพื่อขับตรงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหมาย แต่พอเห็นจำนวนรถบนถนนลาดพร้าวแล้วก็เลยเปลี่ยนใจ ออกจากซอยเลี้ยวไปทางขวาแทน เพราะเห็นรถไม่ค่อยจะมี ตั้งใจว่าจะไปทางห้าแยกลาดพร้าวเพื่อเข้าถนนวิภาวดีแล้วตรงไปทางดินแดง เลี้ยวซ้ายเข้าทางสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น เพื่อออกไปแถวแยกพระรามเก้า ซึ่งพอเอาเข้าจริงๆ ก็ต้องไปรถติดแถวโบสถ์แม่พระ เสียเวลาไปมากเหมือนกัน
ตอนที่รถติดตรงแยกพระรามเก้านั้น ภรรยาผมเอ่ยขึ้นว่า “อุตส่าห์เปลี่ยนเส้นทางมานี้ นี่ถ้าใช้เส้นทางปกติ (ทางรัชดาฯ) น่าจะดีกว่า” เพราะว่าสภาพถนนที่เห็นข้างหน้า รถที่วิ่งสวนมาวิ่งได้คล่อง ผมเองฟังแล้วก็ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ จึงพูดกลับไปว่า “แล้วเธอรู้ได้อย่างไรว่าถ้ามาทางรัชดาฯ แล้วรถจะไม่ติด เราไม่ได้เห็นตลอดเส้นทาง เราเห็นแค่ตรงนี้นิดเดียว ถ้าเราขับมาทางรัชดาฯ มันอาจจะติดมากกว่าที่มาทางนี้ก็ได้ จริงๆ แล้วเราไม่รู้หรอกว่ามันติดมากกว่าหรือไม่ เราได้แต่คิดเอาเท่านั้น คิดเสียดายเพราะเส้นทางที่เราใช้ดันมีปัญหา เราจึงคิดเอาเองว่าอีกทาง (ที่ไม่ได้ผ่านมา) น่าจะดีกว่า . . .”
พูดไปพร้อมๆ กับนึกในใจว่า “ทำไมคนเราไม่อยู่กับปัจจุบันเลยนะ ทำไมไม่ enjoy กับเส้นทางที่ผ่านมา ทำไมมัวแต่ไปนึกคิดว่าเส้นทางที่ไม่ได้ใช้นั้น มันน่าจะดีกว่า. .” คิดได้แค่นั้นพลันก็รู้สึกวาบขึ้นมาในใจ ได้ยินเสียงภายในตัวเองว่า “แล้วผมรู้ได้อย่างไรล่ะว่าถ้าจัดงานมหกรรมฯ ตามแผนเดิมโดยใข้สถานที่เดิม แล้วมันจะดีกว่าสิ่งที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่กี่วันนี้” เพราะแต่ละที่ แต่ละทาง ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ไปทั้งหมด 100% ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “เราอยู่อย่างเป็นปัจจุบันหรือไม่ หรือยังคงปล่อยให้ความคิดเป็นนาย พาใจเราวิ่งวุ่นไปโดยที่ไม่รู้ตัวเลย” . . ไม่ว่า "กรรม" ของเราจะยิ่งใหญ่แค่ไหน หากใจเรา "เป็นปัจจุบัน" เราก็คงจะ "ตัดกรรม" นั้นได้ (หรือเปล่า?)

อาจารย์ครับ...
อ่านจั่วหัวบันทึกเเล้วอมยิ้มน้อยๆ ;) ครับ..
เข้าใจว่าทาง ทีม สคส. เหนื่อยกันมากครับ เเละ ทุกท่านก็ตั้งใจมากด้วย สำหรับการทำงานที่รองรับคนมากมายขนาดนี้ ทำได้ขนาดนี้ผมว่า "ดีมาก" เลยครับ
ด้วยข้อจำกัดหลายเรื่อง เเต่ก็ผ่านไปได้ สุดท้ายก็เป็นเช่นนั้นเองใช่ไหมครับ ...ผมได้ยินคำชมจากหลายท่าน เเละท่านเหล่านั้นได้มองข้ามผ่านข้อจำกัดอื่นๆไปแล้วด้วย
ให้กำลังใจอาจารย์เเละทีมงาน หายเหนื่อยกันหรือยังครับ??
มาอ่านบันทึกท่านอาจารย์ ได้มุมคิดดีๆ อีกแล้วค่ะ .. ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ .. สถานที่ กาละ หรืออื่นใด หาสำคัญเท่าใจ ยังจำประโยคหนึ่ง ของอาจารย์ได้เสมอเลยค่ะ เวลาใจวอกแวก live into not live upto ... enjoy now & here ... ขอบพระคุณค่ะ :)
กรรม คือ การกระทำ
การกระทำอย่างเดียวกันอาจจะทำให้เป็นกิเลสก็ได้ หรือจะทำด้วยความ "เสียสละ" ก็ได้...
คนเราถูกใจก็ว่าดี ไม่ถูกใจก็ว่าไม่ดี มันก็มีแค่นี้...
"Maybe it's meant to be."
อาทิตย์ที่แล้วผมไปทำ ws ที่เชียงใหม่ ช่วงเวลาเดียวกันกับงานมหกรรมพอดิบพอดี ความที่น่าจะไปที่นั้นก็เลยเป็นไปไม่ได้ แต่กลับต้องเดินทางไปเชียงใหม่ วันเทศกาลยี่เป็งแทน
ผู้เข้าร่วม ws ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า กลุ่มของเธอก็จะมากันเย็นวันนั้นเหมือนกัน เครื่อง TG แถวๆประมาณ 5 โมงเย็น จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ปรากฏว่าคนนัดรถ นัดออกบ่ายสองโมง ท่ามกลางเสียงบ่นอุบอิบบ้าง ดังๆบ้าง ว่าทำไมต้องไปแต่ไก่โห่ปานนั้น เนี่ย เดี๋ยวจะต้องไปเตร็ดเตร่ทำอะไรกันอีกตั้งหลายชั่วโมงที่สนามบิน แทนที่จะได้ทำงานต่ออีกหน่อย ฯลฯ สารพัดบ่น...
พอไปถึงสนามบิน ไปเช็คอินที่เคานเตอร์ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า "อ้าว ไม่ได้รับแจ้งหรอกหรือคะว่า เที่ยวบิน 5 โมงเย็นเรา cancel เพราะเป็นเทศกาลโคมลอย อันตรายท่ีจะบินกลางคืน เราเลยเลื่อนตั๋วทุกคนมาเที่ยวบ่ายสามแทนแล้วนะคะ"
เหลือเวลาอีก 10 กว่านาทีจะขึ้นเครื่องพอดิบพอดี
และทุกคนก็ได้เช็คอิน และเดินทางมาถึงเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ (โดยมิได้ตั้งใจ)
บางคนก็คงบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญแน่นอน วางแผนไม่ได้ อย่างนี้มันฟลุค ฯลฯ แต่เรื่องของ Synchronicity นี้น่าสนใจทีเดียว ว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีการบังเอิญ"
เพียงแต่เหตุผลที่แท้ ที่ทำไมมันถึงได้ออกมาตรงนี้ ที่นี้ แบบนี้ เราอาจจะต้องใช้ใจที่สงบ มีสมาธิ และให้ความหมาย หรือหาความหมายใส่ลงไป
และ what if... เรา "น่าจะ.." ทำอย่างนั้น อย่างนี้แล้วจะดีกว่า (หรือไม่) อย่างไรนั้น ก็เป็นเราอีกเหมือนกันที่พยายามจะเดา บางทีก็ด้วยเรานั้นไม่ค่อยจะพึงพอใจในสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นสักเท่านั้น
อยู่บ่อยๆ
บรรยากาศในห้องประชุมใหญ่ก็ดีนะคะ และได้ไปที่ประภาคารเกื้อกูลและเกาะสุขสันต์ ห้องก็ดีค่ะ มีแต่ด้านนอกเท่านั้นที่สถานที่คับแคบ แต่ผู้เข้าประชุมก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ตามห้องต่างๆ มากกว่าข้างนอก ดิฉันไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไรมากมาย
เสียดายที่ไม่สามารถ copy ตัวเอง ไปเข้าห้องต่างๆ ได้ครบ