"Maybe it's meant to be."
อาทิตย์ที่แล้วผมไปทำ ws ที่เชียงใหม่ ช่วงเวลาเดียวกันกับงานมหกรรมพอดิบพอดี ความที่น่าจะไปที่นั้นก็เลยเป็นไปไม่ได้ แต่กลับต้องเดินทางไปเชียงใหม่ วันเทศกาลยี่เป็งแทน
ผู้เข้าร่วม ws ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า กลุ่มของเธอก็จะมากันเย็นวันนั้นเหมือนกัน เครื่อง TG แถวๆประมาณ 5 โมงเย็น จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ปรากฏว่าคนนัดรถ นัดออกบ่ายสองโมง ท่ามกลางเสียงบ่นอุบอิบบ้าง ดังๆบ้าง ว่าทำไมต้องไปแต่ไก่โห่ปานนั้น เนี่ย เดี๋ยวจะต้องไปเตร็ดเตร่ทำอะไรกันอีกตั้งหลายชั่วโมงที่สนามบิน แทนที่จะได้ทำงานต่ออีกหน่อย ฯลฯ สารพัดบ่น...
พอไปถึงสนามบิน ไปเช็คอินที่เคานเตอร์ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า "อ้าว ไม่ได้รับแจ้งหรอกหรือคะว่า เที่ยวบิน 5 โมงเย็นเรา cancel เพราะเป็นเทศกาลโคมลอย อันตรายท่ีจะบินกลางคืน เราเลยเลื่อนตั๋วทุกคนมาเที่ยวบ่ายสามแทนแล้วนะคะ"
เหลือเวลาอีก 10 กว่านาทีจะขึ้นเครื่องพอดิบพอดี
และทุกคนก็ได้เช็คอิน และเดินทางมาถึงเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ (โดยมิได้ตั้งใจ)
บางคนก็คงบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญแน่นอน วางแผนไม่ได้ อย่างนี้มันฟลุค ฯลฯ แต่เรื่องของ Synchronicity นี้น่าสนใจทีเดียว ว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีการบังเอิญ"
เพียงแต่เหตุผลที่แท้ ที่ทำไมมันถึงได้ออกมาตรงนี้ ที่นี้ แบบนี้ เราอาจจะต้องใช้ใจที่สงบ มีสมาธิ และให้ความหมาย หรือหาความหมายใส่ลงไป
และ what if... เรา "น่าจะ.." ทำอย่างนั้น อย่างนี้แล้วจะดีกว่า (หรือไม่) อย่างไรนั้น ก็เป็นเราอีกเหมือนกันที่พยายามจะเดา บางทีก็ด้วยเรานั้นไม่ค่อยจะพึงพอใจในสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นสักเท่านั้น
อยู่บ่อยๆ