ผมเป็นคนแคบ ไม่ค่อยรู้เรื่องราวความเป็นไปในสังคม   เมื่อกลับบ้านที่ชุมพรก็ได้คลุกคลีรับรู้เรื่องราวจากญาติพี่น้อง
          คนหนึ่งอยู่ในวงการมหาดไทย บอกว่าทำตัวยากมาก เพราะนักการเมืองจะขอให้เปิดทางสะดวกให้เขาได้ประโยชน์จากงบประมาณต่างๆ   โดยเขามาขอดื้อๆ ซึ่งถ้าข้าราชการไม่ระมัดระวัง เมื่อมีการสอบสวนขึ้น ข้าราชการอาจต้องรับเคราะห์ว่าเป็นผู้ทุจริต โดยที่นักการเมืองที่ได้รับประโยชน์ลอยนวล
          คนในวงราชการบอกว่าคอรัปชั่นยิ่งรุนแรงขึ้น และโยงไปยังนักการเมือง ที่เป็นผู้แสวงประโยชน์   มีคนบอกว่าตำแหน่งผู้อำนวยการ รพ. และตำแหน่ง สสจ. ก็ต้องซื้อ มีการกล่าวถึงตัวเลข ๑๐ ล้านบาท   ผมถามว่าเอาเงินที่ไหนมาซื้อ เขาบอกว่าจะได้รับผลประโยชน์คืนในภายหลัง จากเงินซื้อยาและจัดหาวัสดุครุภัณฑ์ต่างๆ   เช่นเวลานี้เครื่องมือถ่ายภาพร่างกายส่วนต่างๆ เขาไม่ซื้อแต่ทำความตกลงกับบริษัทให้เอาเครื่องมือมาตั้ง แล้วมีการแบ่งผลประโยชน์ระหว่าง รพ. กับบริษัท   มีคนเชื่อว่าบริษัทให้ผลประโยชน์แก่ผู้บริหาร รพ. เป็นการส่วนตัวลับๆ ด้วย
          มีคนเล่าว่า ในการพิจารณาเลือกเครื่องมือของต่างบริษัทครั้งหนึ่ง คณะกรรมการ ซึ่งเป็นผู้ใช้ของ มีมติให้เลือกเครื่องมือของบริษัท ก  เมื่อข้อเสนอไปถึง ผอ. รพ. ท่านก็บอกว่าท่านอยากได้ของบริษัท ข มากกว่า  และตัดสินตามมติของตนเอง คณะกรรมการเกรงใจก็ไม่ว่าอะไร    พฤติกรรมเช่นนี้ ผู้รู้เห็นย่อมคิดว่าผู้อำนวยการได้รับผลประโยชน์จากบริษัทที่ได้รับเลือก
          การเล่าลือเช่นนี้คงจะมีทั้งส่วนที่จริง และส่วนที่คลาดเคลื่อนหรือจริงเพียงบางส่วน และไม่เป็นความจริงเลย   แต่น้ำเสียงและอารมณ์ของการเล่าสะท้อนให้เห็นความเสื่อมทรามด้านคุณธรรมจริยธรรมและความเชื่อถือซึ่งกันและกันในสังคมไทย
          ผมจึงสลดใจ ที่สังคมของเราตกต่ำลงไปถึงเพียงนี้ในคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์เห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง   ผมโทษว่ามันรุนแรงขึ้นมากตั้งแต่สมัยนายกทักษิณเป็นต้นมา   ไม่ทราบว่าผมบาปหรือเปล่าที่ไปกล่าวหาเขาเช่นนั้น
 
 
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ต.ค. ๕๓