ทักษะ ๕ ด้านที่สำคัญ  ของนักวิจัยและกระบวนกรวิจัยแบบ PAR  

ลักษณะของกิจกรรมที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและวิธีคิดเบื้องหลังในมิติต่างๆของการวิจัยปฏิบัติการสังคมแบบ PAR เป็นวิถีวิชาการและปฏิบัติการวิจัยที่มีธรรมชาติบางประการ ที่จะทำให้นักวิจัย ทีมวิจัย กลุ่มชาวบ้านและกลุ่มประชาคม มีวิธีวิจัยและปฏิบัติการสังคมที่มิใช่มุ่งผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปยังภายนอกด้านเดียว ทว่า จะเป็นกระบวนการสะท้อนความร่วมสำนึกรู้ต่อสังคม แล้วก่อให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองก่อนของนักวิจัย นับแต่วิธีคิด จิตใจ วิธีทำงาน เครื่องมือ วิธีการ ตลอดจนวิธีวิทยาที่จำเป็นใน ๓ มิติบูรณาการของ CER

จากนั้น จึงสะท้อนไปสู่การปฏิบัติการบนกระบวนการวิจัยต่างๆ ให้การมีส่วนร่วมของภาคีวิชาการโดยกลไกการวิจัยกับกลุ่มประชาคม ชุมชน และการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนในลักษณะต่างๆของปัจเจก มีวิธีจัดวางบทบาทหน้าที่ความแตกต่างหลากหลาย ให้เกิดความส่งเสริมและเกื้อหนุนกัน สามารถยกระดับเป็นพลังการจัดการตนเองในสังคมนั้นๆ ได้ดียิ่งๆขึ้น ด้วยเหตุนี้ วิธีคิดที่มักจะปรากฏควบคู่ไปด้วยในการดำเนินการวิจัยแบบ PAR ก็คือ การถือเอาองค์ประกอบความเป็นชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Approach)

ดังนั้น โดยตัวกระบวนการวิจัยและความจำเป็นภายใต้เงื่อนไขความเป็นการวิจัยปฏิบัติการสังคมแบบ PAR จึงมีความจำเป็นที่นักวิจัย ทีมวิจัย และกลุ่มคนที่รวมตัวกันบนการวิจัยแบบ PAR จะต้องมีกทักษะดำเนินการ หรือเมื่อทำงานวิจัยในแนวนี้ไป ก็พึงคาดหวังว่าจะได้พัฒนาตนเองให้มีทักษะการทำงานในวิถีทางใหม่ๆ อย่างบูรณาการ ๕ ด้าน ประกอบด้วย
               ๑.  ทักษะทางปัญญาและกระบวนการคิด (Intellectual Skill)
               ๒.  ทักษะและความเชี่ยวชาญทางเนื้อหาวิชาการ (Content Skill)
               ๓.  ทักษะและความเชี่ยวชาญทางเทคนิควิชาการ (Technical Skill)
               ๔.  ทักษะและความเชี่ยวชาญทางการปฏิบัติ (Practical Skill)
               ๕.  ทักษะการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ (Communication and Human Skill)

 ๑.  ทักษะทางปัญญาและกระบวนการคิด (Intellectual Skill)  
กระบวนการวิจัย จะทำให้ประชาชนและกลุ่มปัจเจกที่มีส่วนร่วมเกิดทักษะระดับระบบวิธีคิดที่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันของสังคมไทยและสังคมโลก รวมทั้ง เป็นทักษะที่นักวิจัยและทีมวิจัยแบบ PAR จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นในตนเองคือ การคิดอย่างเป็นระบบ การคิดและการเห็นความเชื่อมโยงของความเป็นจริงในระบบอันซับซ้อน ความสามารถในการฟังและทำงานความคิดไปในเวลาเดียวกันในหลายทิศทาง ประกอบด้วยการประมวลผลภายในตนเอง การวิเคราะห์อย่างมีความหมาย การสังเคราะห์ ความสามารถเข้าใจและเห็นกาละเทศะของความรู้ในบริบทต่างๆ

 ๒.  ทักษะและความเชี่ยวชาญทางเนื้อหาวิชาการ (Content Skill)
ทั้งเหตุผลเบื้องหลังและโดยธรรมชาติในตนเองของงานวิจัยแบบ PAR นั้น จุดหมายปลายทางจะเชื่อมโยงอยู่กับการแก้ปัญหาและการยกระดับคุณภาพแห่งชีวิตของประชาชน ซึ่งมีความเป็นกรอบทรรศนะที่บอกแก่นักวิจัยได้อยู่ในทีว่านักวิจัยแบบ PAR นั้น ต้องพัฒนาความเชี่ยวชาญที่สอดคล้องและเชื่อมโยงกับปัญหาของสังคมส่วนรวม ทั้งของสังคมไทยและสังคมโลก รวมทั้งจำเป็นต้องสะสมความรู้ ข้อมูล และติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องต่างๆอยู่เสมอ การคิดและการปฏิบัติการวิจัยต่างๆจึงจะสามารถดำเนินการให้สะท้อนความจำเป็นและมีความรู้เป็นเครื่องช่วยส่งเสริมการปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ความรู้และการเรียนรู้ดังกล่าวนี้เรียกว่าความรู้ต่อสถานการณ์ที่จำเป็น หรือ Situation Learning, Situation Knowledge เกี่ยวกับเรื่องที่ทำ

 ๓.  ทักษะและความเชี่ยวชาญทางเทคนิควิชาการ (Technical Skill)  
ในความเป็นนักวิจัยแบบ PAR มีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เพื่อการปฏิบัติเชิงเทคนิควิชาการที่จะส่งเสริมให้เดินเข้าไปทำงานในการวิจัยแบบ PAR ได้อย่างเหมาะสม เช่น เทคนิคการวิจัยแบบ PAR เทคนิคการวิจัยเพื่อปฏิบัติการทางสังคมด้วยกลวิธีต่างๆ วิธีคิดและวิธีวิทยาของการวิจัยเชิงคุณภาพ วิธีออกแบบและจัดอบรม จัดเวที วิธีวาดรูปและถ่ายภาพเพื่อการวิจัย วิธีจัดแสดงและนำเสนอผลการวิจัยให้เป็นปฏิบัติการสังคม เหล่านี้เป็นต้น

ที่สำคัญคือ การพัฒนาวิธีคิดและความมีจิตสงสัยที่นำไปสู่การเรียนรู้และหาทางออกได้อยู่เสมอ ซึ่งเป็นกระบวนการทางปัญญาหรือความเป็นพุทธธะที่ปัจเจกทุกคนมีอยู่แต่อาจขาดการพัฒนาไว้อยู่เสมอ และพื้ยฐานดังกล่าวนี้ คือ จิตวิญญาณของการวิจัยที่ทุกคนจะยกระดับขึ้นได้จากเงื่อนไขของตนเองได้ทุกคน 

 ๔.  ทักษะและความเชี่ยวชาญทางการปฏิบัติ (Practical Skill)  
นักวิจัยแบบ PAR ต้องทำงานเป็นทีมแบบสหวิทยาการ รวมทั้งต้องทำงานกับกลุ่มปัจเจกและกลุ่มการรวมตัวของประชาชนซึ่งจะมีภาวะผู้นำดี ดังนั้น จึงต้องมีทักษะการพึ่งตนเองทางการปฏิบัติอย่างรอบด้าน สามารถดำเนินการประชุม ดำเนินการสนทนา นำกิจกรรมเวทีเพื่อการวิจัย เขียนบันทึก สะท้อนข้อมูลและตั้งคำถามอยู่บนความแม่นยำในประเด็นและกรอบทรรศนะที่ปรากฏขึ้นในเวที รวมทั้ง มีศิลปะในการดำเนินการวิจัยภาคปฏิบัติในทุกมิติ

 ๕.  ทักษะการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ (Communication and Human Skill))
นักวิจัยแบบ PAR จะต้องมีทักษะในการบิรหารจัดการตนเองให้มีความสมดุลทั้งวิธีคิดและการปฏิบัติ มีทักษะในการปฏิสัมพันธ์และจัดความสัมพันธ์ของตนเองกับรอบข้าง วิธีทักษะในการจัดการความขัดแย้ง ทักษะการประสานความร่วมมือ ทักษะการสื่อสาร ถ่ายทอด นำเสนอความคิดในที่ประชุมและเวทีสาธารณะ ทักษะในการให้เกียรติและยกย่องผู้คน ทักษะในการน้อมต้นไปสู่การเรียนรู้และทำงานกับผู้อื่น เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งทักษะประการหลังนี้ สำหรับการวิจัยแบบ PAR นี้แล้ว จัดว่าเป็นทักษะที่จำเป็นและสำคัญที่สุด เพื่อการวิจัยแบบ PAR เป็นการวิจัยที่มุ่งทำงานส่วนกับผู้คน จึงต้องใช้ทักษะในการเรียนรู้ที่จะมีความสำเร็จและบรรลุจุดหมายในชีวิตไปด้วยกันกับผู้อื่น

นอกจาก คุณลักษณะและองค์ประกอบการคิดการปฏิบัติเหล่านี้ จะมีความจำเป็นสำหรับการทำงานวิจัยปฏิบัติการสังคมแบบ PAR ซึ่งนักวิจัยแบบ PAR โดยทั่วไปจะมีอยู่ในตนเองแล้ว ความเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงอยู่ในตนเองด้วยของการวิจัยแบบ PAR ก็จะมีธรรมชาติเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ รวมทั้งเป็นกระบวนการทางสังคมที่จะกล่อมเกลาให้ปัจเจก ชุมชน และกลุ่มการรวมตัวของประชาชน ซึ่งเกาะเกี่ยวและรวมตัวกันขึ้นบนการมีส่วนร่วมในการวิจัยแบบ PAR ให้เกิดทักษะอย่างบูรณาการดังกล่าวนี้ขึ้นด้วย

การวิจัยแบบ PAR จึงมีความเป็นกระบวนการเรียนรู้ ที่จะสร้างประสบการณ์ทางสังคมให้แก่ประชาชน ทำให้ชุมชนได้วิธีทำงานเป็นกลุ่มในวัฒนธรรมใหม่ๆซึ่งเน้นวิธีจัดการด้วยความรู้และวิถีแห่งการปรึกษาหารือ ค่อยปรับปรุงแก้ไข ค่อยเรียนรู้ สร้างสุขภาวะ เปลี่ยนแปลงและงอกงามไปด้วยกันทั้งในระดับชุมชนและในระดับการเกิดทักษะใหม่ๆขึ้นในปัจเจก.