ตอนที่ 1         

         อ่านเรื่องเล่าของ คุณวราภรณ์ ต่อนะครับ     ยังคงอยู่ที่ตัวปัญหาของวิธีการเดิมๆ

           "แทบทุกเวทีจะเป็นแบบนี้ หลังจากจบเวทีมาสรุปบทเรียนด้วยกัน ทุกคนต่างรู้หลักการทั้งนั้น     พวกเขาบอกว่ามันเกิดจากความเคยชินที่ต้องเป็นผู้ตอบข้อมูลมากกว่าเป็นผู้ถาม    และทนเห็นเวทีเงียบไม่ได้    ก็เลยกลายเป็นผู้เล่าเอง     แต่ในส่วนของทีมงานสรุปว่า จริงๆ แล้วส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากวิธีคิดและความเชื่อพื้นฐานที่ไม่เชื่อมั่นกับความรู้และศักยภาพของคนในท้องถิ่น ขาดแนวคิดในการพึ่งตนเอง และไม่เห็นประโยชน์ของการมีส่วนร่วม

         อุปสรรคในการเรียนรู้ของผู้นำเหล่านี้ยังมีอีก   เช่น การสวมหมวกหลายใบทำให้ไม่มีเวลา     ผ่านเวทีอบรมมามากเกิดอาการ ชาล้นถ้วย ติดรูปแบบการพัฒนาแบบเป็นผู้รับ   มุ่งหวังงบประมาณ   

        นอกจากนี้แล้วในช่วงนั้นเป็นยุคเริ่มต้นกองทุนหมู่บ้าน และ OTOP    ทำให้เราต้องหยุดคิดทบทวนปัญหาทั้งที่เกิดจากเราเองที่ใช้เครื่องมือไม่เหมาะสมกับชาวบ้านในช่วงนั้น  และตัวชาวบ้านเองที่ผ่านกระแสพัฒนาทั้งจากรัฐและเอกชนมามาก     รวมถึงระบบบริโภคที่โถมซัดเข้ามาอย่างที่ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทันจนถูกพัดไปตามกระแส      อีกทั้งการเมืองระดับท้องถิ่นเพิ่มความรุนแรงล้อตามการเมืองระดับชาติ ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ เพราะมันมีทั้งระบบเครือญาติและพระเดชพระคุณที่ใกล้ตัวมาก ที่เราเรียกกันว่าเป็น ระบบอุปถัมภ์  ซึ่งมีอยู่ในสังคมไทยมานาน

          หลังจากนั้น พวกเราได้ปรับกระบวนการใหม่     ตั้งแต่การขยายจำนวนวิทยากร เปลี่ยนจากให้คนภายนอกเลือกมาเป็นคนภายในเลือกกันเอง     คือ วิทยากรกระบวนการไปเลือกคนในชุมชนของเขาเอง    เมื่อวิทยากรกระบวนการผ่านกระบวนการเรียนรู้ระดับหนึ่งแล้วทำให้เข้าใจคุณลักษณะของวิทยากรกระบวนการ    การคัดเลือกของเขาจึงค่อนข้างที่จะสอดคล้องกับเป้าหมายของพวกเขาเอง"

          ผมตีความว่า  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ ภายในท้องถิ่น ดำเนินการเลือกคนที่จะมาฝึกเป็น 'คุณอำนวย' กันเอง  เป็นการตัดสินใจกันเองภายในชุมชน     ไม่ใช่ให้คนภายนอกมาทำให้     และมีการฝึกคิดใหม่ ฝึกกระบวนการทำงานทำงานใหม่  ฝึกทักษะใหม่ 

วิจารณ์ พานิช
๒๕ กค. ๔๙