เมื่อวันที่ ๗ มิย. ๔๙ ผมคุยกับคุณหมอเกษม แห่ง สวรส. (ระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพที่สนามบินอุดร) เรื่องคุณค่าของการเป็น "ผู้ให้" ในกระบวนการ ลปรร. ของ KM      ผมเล่าว่าในการ ลปรร. ระหว่างคนที่มี "ความรู้ปฏิบัติ" นั้น     ทุกคนเป็นผู้ให้ และเป็นผู้รับ ในเวลาเดียวกัน    เพราะแต่ละคนจะทำได้ดีในบางเรื่อง แต่ยังทำไม่ได้ดีในบางด้าน     พอเอาวิธีการปฏิบัติไปสู่ความสำเร็จ มา ลปรร. กัน สมาชิกก็จะเป็นผู้รับในบางด้าน และเป็นผู้ให้ในบางด้าน  

         ที่ว่าเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับนั้น ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องความรู้     แต่รวมทั้งการให้ความเคารพและเห็นคุณค่าซึ่งกันและกันด้วย     สมาชิกของกระบวนการจัดการความรู้ ที่เอาเรื่องราวและวิธีปฏิบัติไปสู่ความสำเร็จน้อยใหญ่จะรู้สึกและสัมผัสความเคารพและเห็นคุณค่าซึ่งกันและกันได้ด้วยตนเอง

        ในด้านการเป็นฝ่าย "ให้" นั้น    ผู้ให้ก็ "ได้" ด้วย     คือเมื่อมีการเล่าเรื่อง และเพื่อนฟังและซักถามด้วยความชื่นชม (Appreciative Inquiry) นั้น     บรรยากาศของความชื่นชมเห็นคุณค่าจะกระตุ้นให้ฝ่าย "ให้" เกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องนั้นลึกขึ้น เชื่อมโยงขึ้น  ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว     คือทำให้ความรู้ฝังลึก ที่ฝังอยู่ลึกมากจนตนเองก็ไม่รู้ตัว เผยโฉมออกมา     ทำให้ "ผู้ให้" กลายเป็น "ผู้ได้" ในมิติที่ถ้าไม่มีกระบวนการ ลปรร. ที่เข้มช้นด้วยความชื่นชมอย่างถึงขนาด ก็จะไม่เกิดความตระหนักรู้ในมิติที่ลึกขนาดนั้นได้

         แต่สิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดที่ "ผู้ให้" ได้รับ     คือการฝึกฝนจิตวิญญาณของ "ผู้ให้" ที่บริสุทธิ์     ที่มีความสุขความพอใจที่ได้เป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน     เท่ากับได้อาศัยกระบวนการ ลปรร. นั้นเองเป็นโอกาสฝึกฝนจิตวิญญาณของผู้ให้     เป็นโอกาสฝึกยกระดับจิตใจของตนเองให้สูงขึ้นจากโลกียภูมิ สู่โลกุตรภูมิ 

วิจารณ์ พานิช
๗ กค. ๔๙