
ร่างกายคนเรามีสองหู หูอยู่ติดกับใบหน้า ทางด้านซ้ายและด้านขวาข้างละหูรวมเป็นสองหู และมีหน้าที่ในการฟังเสียง หูนี่มีลักษณะแปลกกว่าอวัยวะในร่างกายส่วนอื่น ๆ อยู่อย่างหนึ่ง กล่าวคือเราบังคับหูไม่ได้ อวัยวะส่วนอื่น ๆ ในร่างกายเราบังคับได้ เช่น เท้าจะบังคับไม่ให้เดินเราก็ไม่ก้าว มือจะบังคับไม่ให้ทำงานเราก็ไม่เคลื่อนไหว ปากจะบังคับไม่ให้กิน เราก็หุบปากเสีย ตาจะบังคับไม่ให้ดู เราก็หลับตาเสีย แต่หูนี่แปลก ถ้าเราจะไม่ฟัง เราบังคับไม่ได้
เรื่องของคนที่ไม่อยากฟังแต่ได้ยิน เราคร่ำครวญออกมาว่าเขาจะบ้าตายอยู่แล้ว เพราะคนที่อยู่ห้องใกล้ ๆ กันเขาเปิดเครื่องเสียงเครื่องเล่นดีวีดีเสียงเพลงดังลั่น จนนอนไม่หลับและรำคาญจนไม่เป็นอันทำอะไร นี่เป็นเรื่องของคนที่ไม่อยากจะฟัง แต่ต้องได้ยิน ทั้งนี้เพราะเหตุที่เราบังคับหูไม่ได้นั่นเอง เสียงที่ผ่านมากระทบหูนั้น เราจะฟังหรือไม่ฟังต้องได้ยินเสมอ เพราะฉะนั้นจึงว่าหูนี่แปลกกว่าอวัยวะอื่น ๆ ทั้งควบคุมระวังก็ยาก ด้วยเหตุนี้ พระท่านสอนว่า "จงระวังหูให้ดี ถ้าระวังไม่ดีแล้ว อาจนำความเดือดร้อนมาให้ได้"

เป็นความจริงที่ว่า “หู” ของเรานี้ควบคุมระวังยาก เพราะเราจะบังคับเสียงไม่ให้เข้าหูไม่ได้ เราจะอยากฟังหรือไม่อยากฟัง เมื่อเสียงผ่านมากระทบหูแล้ว เป็นต้องได้ยินเสมอ ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงต้องพยายามศึกษาเสียงที่ได้ยินให้รู้ว่าเป็นเสียงชนิดไร เป็นคุณหรือเป็นโทษ ควรยึดถือหรือไม่ควรยึดถือ ตามปรกติเสียงที่มากระทบหูเรา แยกประเภทได้เป็น ๓ ชนิด คือเสียงธรรมชาติ เสียงสัตว์ และเสียงคน
1.เสียงธรรมชาติ เช่น เสียงฟ้าร้อง เสียงลมพัด เสียงคลื่นกระทบฝั่ง เสียงน้ำตก เป็นต้น เสียงเหล่านี้เป็นเสียงบริสุทธิ์ไม่มีความหมายอย่างอื่นแอบแฝงอยู่ เป็นไปตามธรรมชาติแท้ ๆ คือ ฟังแล้วหนวกหูก็หนวกหูเฉย ๆ ไม่ทำให้เกิดความรักและความชัง ถึงแม้จะมีความหมายสำหรับนักนิยมธรรมชาติอยู่บ้าง ก็เป็นไปในทางย้อมจิตใจให้เพลิดเพลินเป็นคุณมากกว่าเป็นโทษ
2.เสียงสัตว์ เช่น เสียงนกร้อง เสียงไก่ขัน เสียงสุนัขเห่าเป็นต้น เสียงเหล่านี้แม้จะก่อให้เกิดความรำคาญบ้าง เช่น สุนัขเห่าในตอนดึกทำให้นอนไม่หลับ แต่ก็ไม่สู้กระไรนัก จะมีความรักความชังบ้างก็นิด ๆ หน่อย ๆ
3. เสียงคน เช่นเสียงร้องไห้ เสียงสะอื้น เสียงหัวเราะ เสียงร้องเพลง เสียงเหล่านี้มีความหมายครอบงำใจคนได้มากกว่าทุกเสียง และสามารถทำให้จิตใจของผู้ฟังเปลี่ยนแปลงไปได้มากที่สุด
ตามตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว เสียงฟ้าร้องและเสียงสุนัขเห่า แม้จะประดังกันขึ้นมาสักแค่ไหน เราก็ไม่เอาใจใส่มากนัก แต่ถ้าในขณะเดียวกันนั้น มีเสียงคนมายืนตะโกนด่าอยู่หน้าบ้าน เราจะหันใจไปสู่เสียงคนด่านั้นทันที นี่แสดงให้เห็นว่า เสียงคนนั้นมีอิทธิพลเหนือเสียงอื่นใดทั้งสิ้น จึงต้องระมัดระวังให้ดี
เสียงคนในโลกนี้มีหลายชนิด เช่น เสียงตำหนิติเตียน เสียงยกย่องสรรเสริญ เสียงก่อให้เกิดความสามัคคี เสียงยุยงให้เกิดความบาดหมาง เสียงประจบสอพลอ เสียงหลอกลวงให้หลงเชื่อ และเสียงอะไรต่ออะไรอีกมากมาย นึกเอาเองก็แล้วกัน
เราอยู่ในโลกนี้ต้องได้ฟังเสียงทุกชนิด ทั้งที่ชอบและไม่ชอบจึงควรมีสติในการฟัง ศึกษาให้รู้ที่มาของเสียงว่า เป็นเสียงดีหรือเสียงร้าย ถ้าเป็นเสียงดีมีประโยชน์ก็ควรฟัง และถือเอาสาระแห่งเสียงนั้น ถ้าเป็นเสียงไม่ดี ฟังแล้วทำให้ใจขุ่นมัวเศร้าหมอง ก็ควรระวังอย่าให้ใจคล้อยไปตาม ในที่นี้จะมุ่งแสดงถึงเสียงยกย่องสรรเสริญ เสียงติชมที่ผ่านหูเราอยู่บ่อย ๆ ให้มากสักหน่อย เพราะเสียงเหล่านี้มีอิทธิพลทำให้คนดีและคนเสียได้ง่าย

ปรกติคนเราชอบฟังเสียงยกย่องสรรเสริญด้วยกันทุกคน เพราะฟังแล้วชอบใจเย็นใจ แต่ถ้าไม่ระมัดระวังได้ยินได้ฟังมาก ๆ เข้า ก็อาจทำให้เคลิบเคลิ้มเผลอตัวเสียคนได้ เขาว่าเสียงยกย่องสรรเสริญนี้ ถ้าไม่รู้จักรับฟังแล้วก็กลายเป็นอาวุธสังหารตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว คนที่ฉลาดนั้น เขาไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าว่าติเตียนให้เจ็บใจ เพราะเป็นภัยแก่เขา เขารู้ว่าผู้นี้เป็นคนชอบคำยอคำสรรเสริญ ชอบประจบสอพลอ เขาก็จะป้อนคำเช่นนั้นให้ฟังอยู่เสมอ จนเป็นเหตุให้หลงมัวเมาไปตามเสียงเยินยอของเขาแล้วก็ลืมตัว ทำไม่ดีเขาก็ว่าดี ทำไม่ถูกเขาก็ว่าถูก ในที่สุดก็หลงจนเสียคน ฉะนั้นเมื่อได้ฟังคำยกย่องสรรเสริญแล้ว ก็ควรพิจารณาตัวเองให้รู้ว่า เราดีจริงตามที่เขาสรรเสริญหรือไม่ และควรพิจารณาให้รู้ถึงจิตใจของผู้สรรเสริญด้วยว่า เขาสรรเสริญด้วยน้ำใสใจจริง ด้วยความหวังดี หรือว่าเขามีเจตนาร้ายมุ่งทำให้เมาคำสรรเสริญแล้วลืมตัว ถ้าเรารู้จักอ่านเสียงและที่มาของเสียงแล้วก็จะรู้ความจริงและระมัดระวังตน ไม่ให้มัวเมาเคลิบเคลิ้มจนเสียคน ได้แสดงถึงเสียงยกย่องสรรเสริญมาพอเป็นที่เข้าใจแล้ว
คราวนี้ลองมาพิจารณาถึงเสียงตำหนิติเตียนกันดูบ้าง พูดถึงเสียงตำหนิติเตียนทุกคนจะไม่ชอบ เพราะฟังแล้วจะไม่สบายใจ ถึงแม้เราจะทำผิดก็ไม่อยากให้ใครมาว่ามาติ จะอย่างไรก็ตาม แม้เราจะชอบหรือไม่ชอบ เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ถ้ารู้จักพิจารณาก็อาจถือเอาเป็นประโยชน์ได้ เช่นเมื่อเราทำผิด ถูกผู้ใหญ่ตำหนิ ก็เป็นเหตุให้สำนึกว่า อย่างนี้ผิดเป็นทางแห่งความเสื่อม เป็นที่มาแห่งความทุกข์ การที่ท่านตำหนินั้น แสดงว่าท่านหวังดี เตือนเราให้รู้ทางดีทางชั่วทางควรไม่ควร
คนที่ชอบแต่เสียงยกย่องสรรเสริญอย่างเดียว ไม่ยอมฟังเสียงตำหนิติเตียนบ้างเลยนั้น ก็มักจะมีความบกพร่องในตัว ไม่รู้ว่าตัวเองมีความบกพร่องอย่างไรบ้าง เมื่อผิดก็คงผิดอยู่อย่างนั้น ไม่มีเวลาที่จะกลับตัวเป็นถูกได้ ด้วยเหตุนี้เสียงตำหนิติเตียนนั้น ถึงแม้ผู้ติจะติด้วยใจที่ไม่หวังดี แต่ถ้าผู้ฟังรู้จักพิจารณาก็อาจเป็นคุณได้ ถ้ายิ่งผู้ติติด้วยใจหวังดีด้วย และผู้ฟังก็รู้จักพิจารณาด้วย ก็ยิ่งเป็นคุณใหญ่
ถ้าหูเรารู้จักฟังเสียงติชมดังกล่าว ก็จะทำให้เป็นคนฉลาด รู้จักทางที่ควรดำเนินและไม่ควรดำเนิน และรู้จักแก้ไขตนเองให้เป็นไปในทางเจริญ คือเมื่อดูตนเองไม่เห็น ก็ต้องฟังเสียงคนอื่นที่เขาเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ แล้วจะได้สำรวจตนเองแก้ไขสิ่งที่บกพร่อง รวมความว่า “หู” มีไว้สำหรับฟัง ถ้าไม่มีสติในการฟัง ได้ฟังเรื่องไม่ดีเข้าก็อาจทำให้ใจคอหงุดหงิดเศร้าหมอง ถ้าฟังเรื่องที่ยั่วยวนชวนใจให้เพลิดเพลินก็อาจหลงลืมตัว
ฉะนั้นจึงต้องมีสติควบคุมใจอยู่เสมอ รู้จักฟังด้วยปัญญาว่าเรื่องนี้เป็นคุณหรือเป็นโทษ ถ้าเป็นคุณก็ควรถือเอา ถ้าเป็นโทษก็ปัดออกไปเสีย เสียงที่ออกจากปากมาเข้าหูนั้นมีอิทธิพลมาก ทำให้คนดีใจหรือเสียใจก็ได้ ทำให้คนหัวเราะหรือร้องไห้ก็ได้ ทำให้คนกลายเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตขึ้นมาก็ได้ ทำให้คนบ้าคลั่งเสียสติไปก็ได้ และทำให้คนเป็นอะไรต่ออะไรได้อีกร้อยแปด ลมอะไรจะมาแรงเท่าลมปาก พัดออกจากปากน้อย ๆ แล้วก็ไหลเข้าหูผ่านไปสู่หัวใจ พัดใจคนให้โยกคลอนอ่อนไหวไปตาม พัดให้คนรักกันก็ได้ พัดให้คนเกลียดกันก็ได้ พัดให้คนมีอันเป็นไปกินไม่ได้นอนไม่หลับ หมดอาลัยตายอยากในชีวิตก็ได้ พัดให้คนที่ทอดอาลัยในชีวิตแล้วกลับมีกำลังใจเข้มแข็งขึ้นมาอีกก็ได้ เสียงอะไรจะมาดังเหมือนเสียงคน ใครไปทำดีทำชั่วไว้ที่ไหนใกล้หรือไกล เสียงแห่งการกระทำนั้น ย่อมดังไปกระทบหูคนได้เสมอ ฉะนั้นจึงควรระวังหูไว้ให้ดี ฯ
ค่ะ ชอบมากค่ะใช่ค่ะเสียงทำให้เราเป็นอะไรก็ได้ดีใจเสียใจก็ได้ ใช่จริงๆๆค่ะ