ด้วยความตั้งใจเรียนอย่างเอาจริงเอาจังของเด็กๆ ทำให้ความขาดแคลน ความยากลำบากที่เราเผชิญอยู่ กลายเป็นเรื่องเล็กน้อย

5.เปิดเรียน

           โรงเรียนของเรามีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 40 คน ในจำนวนนี้มีเด็กที่เป็นลูกหลานของสหายม้งอยู่ด้วย 3-4 คน ซึ่งนอกจากจะมาเป็นนักเรียน เรียนหนังสือเช่นเดียวกับเด็กลูกหลานประชาชนแล้ว ยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยครู ด้วยการเป็นล่ามและคอยเชื่อมประสานความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง เพราะเด็กๆ ลูกหลานสหายม้งเป็นเด็กที่เรียกได้ว่าเติบโตมาในขบวนปฏิวัติ ได้เรียนรู้ระเบียบวินัย รู้จักการใช้ชีวิตรวมหมู่มาตั้งแต่เกิดแล้วยังมีโอกาสใกล้ชิดสนิทสนมกับสหายที่มาจากพื้นที่ราบ จึงสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาม้งและภาษาไทย ขณะเดียวกันก็เข้าอกเข้าใจความคิดอ่านแบบเด็กๆที่เป็นเด็กม้งด้วยกันเป็นอย่างดีจึงช่วยครูได้มากทีเดียว

                การเล่าเรียนเขียนอ่านในแต่ละวันแบ่งเป็นสองช่วง คือช่วงเช้าเวลาประมาณ 8.30น-11.30น และช่วงบ่ายประมาณ 13.00น-15.00น การจัดระบบการสอนของเราไม่ได้แบ่งนักเรียนเป็นชั้นเรียนตายตัว แต่จะจัดกลุ่มตามระดับพื้นฐานความรู้ในวิชาหลัก 2 วิชา คือวิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์ เวลาที่เรียนภาษาไทย ใครมีความรู้ในระดับเดียวกันก็จะเข้าเรียนกลุ่มเดียวกัน เวลาที่เรียนคณิตศาสตร์ก็จะเรียนเป็นกลุ่มที่แบ่งตามระดับขั้นพื้นฐานความรู้เช่นกัน สำหรับภาษาไทยก่อนที่จะแยกเรียนตามกลุ่ม ทุกคนจะต้องรวมกันที่ห้องเรียนฝึกอ่านและท่องจำ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ฝึกประสมพยัญชนะ สระและผันวรรณยุกต์ ฯลฯ เพราะเป็นหลักพื้นฐานที่ทุกคนต้องเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนการสอนของเรามีความยากลำบากมาก เนื่องจากขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการเรียนเป็นอย่างมาก  แต่เราก็สามารถใช้ทุกอย่างที่มีอยู่รอบตัวให้เป็นประโยชน์ เช่นใช้เศษถ่านแทนชอล์ก  เขียนเนื้อหาหลักๆที่ทุกคนต้องเรียนรู้ไปพร้อมกันในห้องเรียนได้แก่พยัญชนะ สระและวรรณยุกต์เป็นต้น ลงบนแผ่นไม้ที่เป็น สีเหลืองนวลตามธรรมชาติของเนื้อไม้แทนกระดานดำ เราไม่มีดินสอและสมุดแบบฝึกหัดที่จะให้ขีดเขียนได้ทุก ๆวัน จึงต้องใช้พื้นดินที่ปรับผิวให้เรียบแทนกระดาษ ใช้เศษไม้เขียนแทนดินสอเพื่อฝึกคิดเลขและเขียนหนังสือ เขียนเสร็จก็ลบปรับผิวให้เรียบแล้วเขียนใหม่ได้อีกเรื่อยๆ ส่วนครูก็จะเดินตามไปตรวจแบบฝึกหัดของนักเรียนตามพื้นทีละคนๆ  ก้อนกรวด เศษไม้ ใบไม้ เมล็ดพืช ฯลฯ เราล้วนนำมาเป็นอุปกรณ์ในการฝึกคิดคำนวณบวกลบคูณหารได้ทั้งสิ้น เมื่อฝึกกันจนแน่ใจว่าเข้าใจและเขียนได้แล้วค่อยจดบันทึกลงในสมุด  เพราะสมุดดินสอที่ได้มาจากแนวหลัง(ส่งมาจากจีน ผ่านเข้ามาทางชายแดนลาว) ซึ่งมีจำนวนจำกัด เป็นของมีค่าที่หายากมาก  นักเรียนทุกคนจึงต้องใช้มันอย่างคุ้มค่า และถือเป็นสมบัติที่ต้องรักษากันอย่างสุดชีวิต  และด้วยความตั้งใจเรียนอย่างเอาจริงเอาจังของเด็กๆ  ทำให้ความขาดแคลน ความยากลำบากที่เราเผชิญอยู่ กลายเป็นเรื่องเล็กน้อย ฉันเองแม้จะเหน็ดเหนื่อยเพราะแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เนื่องจากเด็ก ๆ จะคอยผลัดเปลี่ยนกันมาถามโน่นถามนี่ ทั้งเรื่องของการเรียน เรื่องของชีวิตและการต่อสู้ที่ในเมืองและอื่น ๆ อีกมากมายที่เด็กเขาสนใจใคร่รู้อยู่ตลอดเวลา  แต่ฉันก็มีความสุขมากกับการเป็นครูที่นี่ ซึ่งต่างจากการเป็นครูในเมืองอย่างเทียบกันไม่ได้เลยทีเดียว