การทำให้นโยบายแจ่มชัด ชัดในระดับคุณค่าและระดับยุทธศาสตร์ จะทำให้การบริหารงานง่ายขึ้น และฝ่ายปฏิบัติมีพลังในการทำงาน งานที่ยากก็จะง่ายขึ้น การบรรลุผลงานก็จะบรรลุได้มากและบรรลุในระดับที่คุณภาพและคุณค่าสูงส่ง
ได้เล่าแล้วว่า สภามหาวิทยาลัยมหิดลกำลังหาวิธีการทำงานที่มีพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง เป็นความพยายามสร้างรูปแบบการทำงานที่มีประสิทธิผลในการทำหน้าที่กำกับดูแลหรือธรรมาภิบาล
เรากำลังทำให้การประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดลมีการประชุมน้อยครั้งลง แต่พิจารณาเรื่องเชิงนโยบาย เรื่องที่เป็นภาพใหญ่ อย่างเข้มข้นจริงจังขึ้น หาทางใช้กลไกธรรมาภิบาลในการขับเคลื่อนยกระดับมหาวิทยาลัยให้มีคุณค่า มีคุณภาพยิ่งขึ้น ช่วยฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติการที่ทำงานโดยตรง
ฝ่ายปฏิบัติการทำงานเชิงปฏิบัติ ในแต่ละจุด และร่วมมือกันสร้างความสำเร็จในภาพใหญ่
ฝ่ายบริหารทำงานเชิง coordinate เชื่อมโยง และหนุน
ฝ่ายธรรมาภิบาลทำงานเชิงระบบ ภาพใหญ่ ใช้พลังจากภายนอกเข้ามาหนุน
การทำให้นโยบายแจ่มชัด ชัดในระดับคุณค่าและระดับยุทธศาสตร์ จะทำให้การบริหารงานง่ายขึ้น และฝ่ายปฏิบัติมีพลังในการทำงาน งานที่ยากก็จะง่ายขึ้น การบรรลุผลงานก็จะบรรลุได้มากและบรรลุในระดับที่คุณภาพและคุณค่าสูงส่ง
สภามหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้มีคณะกรรมการพัฒนานโยบายของมหาวิทยาลัย เป็นคณะกรรมการย่อยของสภาฯ มีนายกสภาฯ เป็นประธาน มีกรรมการ ๑๕ คน ประกอบด้วยกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ๖ คน อธิการบดี ประธานสภาคณาจารย์ นายกสมาคมศิษย์เก่า กรรมการสภาจากคณาจารย์ ๑ คน และรองอธิการบดีฝ่ายความร่วมมือและเครือข่ายเป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการนี้เริ่มประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ ๗ ต.ค. ๕๓ มีกรรมการลาประชุมเพียง ๓ คนเท่านั้น และ ศ. นพ. ประเวศ วะสี เตรียมมาเสนอหลักการทำงานอย่างดีเยี่ยม คือให้เน้นกระบวนการพัฒนานโยบายที่เป็นภาพใหญ่จริงๆ ได้ข้อเสนอแนะจากภาคีหรือประชาคมมหิดลที่กว้างขวางจริงๆ ท่านเสนอขั้นตอนเป็นวงจรต่อเนื่อง ๘ ขั้นตอน
ผมจับหลักการได้ว่า อ. หมอประเวศ ต้องการผลักดันให้มหาวิทยาลัยคิดการใหญ่ มุ่งใช้สติปัญญาความรู้ที่มีอยู่มากในมหาวิทยาลัย เข้าไปทำงานเรื่องใหญ่ๆ รับใช้บ้านเมือง โดยมหาวิทยาลัยต้องคิดทำเรื่องใหญ่ๆ ที่ยากและมีผลกระทบสูง ไม่ใช่วนเวียนอยู่กับประเด็นปลีกย่อย เล็กๆ น้อยๆ
โดยหลักการนี้ มหาวิทยาลัยจะต้องสร้างเส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาการเชิงระบบ ต้องมีการวางรากฐานทางวิชาการของศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ซึ่งมหิดลยังมีรากฐานไม่แน่น ที่ผ่านมา ๔๐ ปี เน้นเชิงประยุกต์ จึงมีรากฐานไม่แน่น
เนื่องจากมหิดลเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของประเทศ นโยบายของมหาวิทยาลัยจึงต้องเป็นนโยบายที่คิดใหญ่ คิดทำงานวิชาการให้แก่ประเทศ โดยมองเชิงระบบ โดยกระบวนการพัฒนานโยบายนั้นเองจะเป็นกระบวนการสร้าง shared vision ของประชาคมมหิดล อันจะนำไปสู่การร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติ
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆก็ควรทำครับผม ดังที่ท่านอาจารย์หมอกล่าวกระผมเห็นด้วยชัดเจน ที่ท่านอาจารย์หมอกล่าวว่า "....โดยมหาวิทยาลัยต้องคิดทำเรื่องใหญ่ๆ ที่ยากและมีผลกระทบสูง ไม่ใช่วนเวียนอยู่กับประเด็นปลีกย่อย เล็กๆ น้อยๆ" ถ้าจะพูดให้ชัดเห็นภาพในความเห็นกระผม ก็คือ "เรายังคงทำแบบถูๆทาๆ" จะว่าได้น้ำก็ไม่ได้ชัดเจน จะได้เนื้อก็ไม่ชัดเจน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือคณะกรรมการในมหาวิทยาลัยท่านต้องมี "wisdom eye" เมื่อองค์ประกอบต่างๆที่มีอยู่และสร้างขึ้นมา ทำหน้าที่ เชื่อมโยง แลกเปลี่ยน หมุนเวียน พึ่งพากันเป็นไปโดยธรรม โดยมีเป้าหมายที่ความสันติสุข ในหมู่ชน ระบบการศึกษาน่าจะนำไปสู่ความเจริญงอกงาม ในสังคม เพราะในปัจจุบันนี้ การเสื่อมหนักในทางจิตใจในสังคมมนุษย์ นำไปสู่ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร เศรษฐกิจ จนเกิดภัยพิบัติต่างๆ ทั่วหัวระแหง ทุกวันนี้เราบอกว่ากำลังสร้างความเจริญให้ประเทศ พัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม แต่กระผมยังเห็นต่างว่าแท้จริงแล้วระบบต่างๆส่วนใหญ่ในสังคมนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่ท่านกล่าวอ้างอย่างชัดเจน ซ้ำยังเอียงไปทางเบียดเบียนกันอยู่มาก หากระบบสังคมมนุษย์ เอาตัณหาและความบ้ามากองสุมกันมากๆ ก็คงเหมือนดังจอมปราชญ์ พุทธทาสท่านกล่าวไว้คือ "ยิ่งเจริญ คือยิ่งบ้า"
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต