หลวงตาสาย ชี้มือไปที่ศาลาหลังย่อมๆ อีกมุมหนึ่งของโบสถ์.....
บำเพ็ญตบะ-2
โสภณ เปียสนิท
...........................
หลวงตาสายชี้มือไปที่ศาลาหลังย่อมๆ อีกมุมหนึ่งของโบสถ์ พร้อมถาม “จะเดินทางไปไหนกัน” ผ้าขาวหันกลับมาพนมมือตอบแบบภาคภูมิใจ “เดินไปเรื่อยๆ ครับ” “อ้าวแล้วเดินเพื่ออะไร” หลวงตาถามเรื่อยๆ เหมือนชวนคุย “เพื่อบำเพ็ญตบะ” ตอบด้วยสีหน้ามั่นใจในคำตอบ สมภูมิของนักปฏิบัติธรรม หลวงตามองหน้าตาผ้าขาวนิ่งนาน เหมือนมองหาอะไรบางอย่างในทางจิต ด้วยดวงจิตของผู้ทรงภูมิในทางธรรมขั้นสูง
“ตบะของเอ็งเป็นอย่างไร” พระชราเอ่ยถามเบาๆ ขณะหันไปหยิบถ้วยชาหงายขึ้น แล้วรินน้ำชาใส่ถ้วยจนเต็มปรี่สองถ้วย หยิบยื่นให้เขาอีกครั้ง ผ้าขาวหนุ่มพนมมือรับ คิดหาคำตอบ “ผมเดินภาวนาไปเรื่อย เรียกว่าบำเพ็ญตบะ” “แล้วผลเป็นอย่างไรบ้าง” “บางครั้งจิตรวมแน่วนิ่ง เดินเพลินไม่เหนื่อยเลย เย็นสบายทั้งที่เดินกลางแดดร้อนเปรี้ยง” หลวงตามีสีหน้ายิ้มแย้มถามต่อว่า “ทำอย่างไรต่อหลังจากนั้น” “ต่อจากนั้นผมก็ทำให้เกิดอารมณ์แบบนี้มากขึ้น คงอยู่ได้นานขึ้น อาจารย์สอนว่า ทำได้อย่างนี้ถือว่า เป็นการบำเพ็ญตบะ”
หลวงตาจิบน้ำชาอุ่นช้าๆ กลิ่นชาหอมฉุย พร้อมกล่าวคำที่ทำให้ผ้าขาวรู้สึกสูญเสียความมั่นใจในตบะที่ตนได้ฝึกฝนมายาวนาน “นั่นก็พอจะเรียกได้ว่าเป็นตบะบางส่วน” “หลวงตาเห็นว่าควรทำอย่างไร” “การบำเพ็ญตบะต้องสวนทางกับความคุ้นเคยของกิเลส” ผ้าขาวพนมมือรอฟังคำสอนต่อไปเงียบๆ “ใจของคนคุ้นกับกิเลส เหมือนน้ำคุ้นกับเรือ เสือคุ้นกับป่า หญ้าคุ้นกับดิน” “ต้องเร่งรัดกำจัดกิเลส” หลวงตาสายพยักหน้า “ใช่ เพราะ ใจคนคุ้นกับกิเลส กิเลสคุ้นกับการเผารนใจเราให้รุ่มร้อน” “ผมเดินภาวนารนกิเลสไปเรื่อยไม่ถูกหรือครับ” “ทำแบบนั้นเหมือนหินทับหญ้า” “อย่างไรครับ” “ภาวนาไปจิตนิ่ง กิเลสถูกกดทับอยู่ใต้หิน ยกหินออก หรือหยุดภาวนาหญ้างามเหมือนเดิม” “เราต้องบำเพ็ญตบะเผารนกิเลสต่อไป ก่อนกิเลสเผารนใจเรา” “ต้องทำอย่างไรอีก”
จริงดั่งว่าครับคุณ
พระสอนไว้ดีมาก เรียงตามลำดับจากตื้นไปหาลึก ง่ายไปหายาก เหมือนขึ้นบันไดทีละขั้น ใครเดินตามมงคล38ประการได้เสมอต้นเสมอปลาย จึงทำให้ชีวิตมีค่ามาถูกที่ดีถูกทางครับ
การบำเพ็ญตบะแบบแขกอินเดีย มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่อีกมาก
ตอนนี้ได้แค่ "หินทับหญ้า" จริงๆ
ความคิดของคนผุดพรายไม่หยุด ลึกซึ้งทับซ้อนจนไม่รู้ว่าวินาทีหนึ่งคิดได้เท่าใด
"การบำเพ็ญตบะต้องสวนทางกับความคุ้นเคยของกิเลส"
ถ้อยคำนี้ทำให้กระจ่างเลยค่ะ แค่รู้ว่าอย่างไรคือกิเลสก็สามารถ
บำเพ็ญตบะได้ โดยเฉพาะในชีวิตประจำวัน ในการทำงาน
พบปะผู้คนมากมายหลายหลากอารมณ์ จึงต้องบำเพ็ญตบะ
ทุกขณะ (ซึ่งไม่ได้หมายถึงการภาวนาเพียงอย่างเดียว)
เราจึงมักได้ยินพูดกันบ่อยๆ ว่าตบะแตก นั้นหละที่อยากจะบอก
ว่าเราบำเพ็ญตบะกันอยู่แล้วทุกขณะจิต เป็นต้น ว่า ห้ามปากไม่ให้กินมากเกิน
ระงับอารมณ์โกรธไม่โต้ตอบรุนแรง เมื่อมีผู้คนมาพูดหรือทำให้โกรธ เป็นต้น
จริงทีเดียวครับ ห้ามปากไม่ให้กินเกินความจำเป็นก็เป็นตบะ
ระงับใจไม่ให้โกรธก็เป็นตบะ
ระงับใจไม่ให้ยินดีเมื่อมีคำชมก็เป็นตบะ
ห้ามไม่ให้เกิดความรักก็เป็นตบะ
มีความสุขก็นึกว่าเดี๋ยวมันก็ทุกข์
มีทุกข์ก็คิดว่าเดี๋ยวมันก็สุข ฯลฯ
เช่นนี้เป็นการบำเพ็ญตบะอย่างหนึ่ง เหมือนกัน