วัดดอนดินแดงอยู่กลางหมู่บ้านดอนดินแดง

บำเพ็ญตบะ-1

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

            วัดดอนดินแดงอยู่กลางหมู่บ้านดอนดินแดง สมัยเก่าเกือบ 100 ปีที่ผ่านเป็นบ้านป่าแดนเถื่อน ห่างไกลความเจริญ คนเฒ่าคนแก่เล่าต่อกันมาว่า หลวงตาสายเดินธุดงค์มาพบวัดเก่าแห่งนี้เสื่อมโทรม อยู่ในสถานะวัดร้างอยู่กลางทุ่ง โบสถ์วิหารเหลืออยู่แค่อิฐฐานรากพูนนูนคล้ายกองดิน ชาวบ้านยินดีปรีดากราบอาราธนาหลวงตาให้อยู่จำพรรษา หลวงตาเห็นแก่ชาวบ้าน และสังขารของท่านย่างเข้าสู่วัยชราไม่เหมาะกับการเดินธุดงค์รอนแรมไปเรื่อยๆ จึงรับคำบุกเบิกวัดร้างให้เป็นวัดที่สมบูรณ์ต่อไป

 

                ปัจจุบันวัดดอนดินแดงกลายเป็นวัดกลางเมือง ที่ยังดำรงสถานะวัดป่าไว้อย่างถาวร ต้นไม่ใหญ่อายุกว่าร้อยปีจำนวนมาก ยืนต้นเป็นสง่าให้ความร่มเย็นแก่สรรพชีวิต เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันหลวงตาสุด เป็นศิษย์ของหลวงตาสายสืบทอดวิถีแห่งการปฏิบัติกัมมัฏฐานเผยแพร่แก่ศิษย์รุ่นต่อไป ท่านเล่าเสมอว่า

 

                สมัยโน้น หลวงตาสุดยังหนุ่มแน่น นุ่งขาวห่มขาวเดินทางหาครูบาอาจารย์ทางธรรมจากเหนือจรดใต้ เข้ามาถึงวัดแห่งนี้ในตอนเย็น พบหลวงตาสายพระชรา นุ่งผ้าอาบน้ำผืนหนึ่ง ผ้าอาบน้ำอีกผืนหนึ่งพาดบ่า เดินคุยกับหมาหลายตัวเสียงพึมพำ ๆ ผ้าขาวสุดเห็นแล้วนึกว่าเป็นแค่พระแก่ๆ องค์หนึ่ง จึงไหว้แล้วถามว่า “หลวงตาครับ หลวงพ่อเจ้าอาวาสอยู่หรือเปล่าครับ”  พระแก่หยุดพูดคุยกับสุนัข หันมาตอบว่า “อยู่ที่กุฏิโน่น หลังโบสถ์นั่น” ผ้าขาวหนุ่มเดินไปที่กุฏิเล็กหลังโบสถ์ ไม่เห็นใครจึงนั่งรอจนมืดค่ำ จึงเห็นพระแก่องค์เก่าเดินขึ้นกุฏิไป ไม่นานหลังจากนั้น พระชราครองจีวรเรียบร้อยออกมานั่งหน้ากุฏิ ผ้าขาวสุดจึงเดินไปก้มกราบ

 

                “หลวงตา เจ้าอาวาสไม่อยู่หรือครับ” ผ้าขาวถามอีกครั้ง “อยู่ ท่านยังอยู่” หลวงตาตอบ พร้อมกับรินน้ำชาใส่ถ้วยให้จิบ พร้อมบอกว่า “น้ำเย็นในตุ่มนั่นดื่มได้เลยนะ” ตาผ้าขาวสุดกล่าวขอบคุณ แล้วชวนคุยเรื่องอื่น “ ที่วัดนี่มีพระกี่องค์ครับ” “ออกพรรษาแล้วเหลือฉันองค์เดียว กับเณรน้อย 2 องค์ เด็กวัดอีก 2 คน” “อยู่ที่ไหนกันครับ เด็กกับเณร” “โน่น ที่ศาลาทำบุญ”