ความรู้ เป็นสิ่งปรุงแต่งหรือสังขารธรรมอย่างหนึ่ง
มีลักษณะเป็นสิ่งสัมพัทธ์ คือ สิ่งที่ไม่สมบูรณ์ในตนเอง
ขึ้นอยู่กับมนุษย์จะให้คุณค่า หรือ ความหมาย
ที่แน่ ๆ ความรู้เป็นสังขารธรรมนี้ มีวงจรชีวิตเกิดขึ้น ดับไป
เปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ความรู้นี้
สามารถยืดและหดได้ ตามความจำได้หมายรู้ของเรา
ครั้งก่อน สมองเราอาจสดชื่น สอบได้ที่หนึ่งระดับประเทศ
แต่พอเวลาเปลี่ยนสมองอาจเปลี่ยนไป ความรู้ดังกล่าว
ก็หายไป เช่นเดียวกับความสามารถและความเป็นเลิศต่าง ๆ
ครั้งหนึ่งนักมวยอย่าง ไมท์ ไทสัน อาจเก่งกาจระดับโลก
ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่พอเวลาเปลี่ยนความเก่งหรือ
สมรรถนะนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไป การรับรู้ต่อความรู้
ขึ้นอยู่กับการจำ หรือ การลืม ทางจิตวิทยานั้นบอกไว้
ชัดเจนว่า เราลืมทันทีถ้าไม่มีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ
ความไม่เที่ยงของความรู้นั้นคือ ความรู้นั้นถูกล้มล้างได้
หากมีแบบจำลองของคำตอบต่อคำถามตามยุคสมัย
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรแผนใหม่
ที่ปัญญาชนรับมาจากประเทศพัฒนาแล้ว ก็จะมีแนวคิด
หลักคือ เิพิ่มผลผลิตใ้ห้มีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้สารเคมี
กำจัดศรัตรูพืชด้วยสารเคมีที่ทรงประสิทธิภาพ ปัจจุบันนี้
ความรู้ชุดนี้ก็ยังเป็นความรู้กระแสหลัก และกำลังถูกล้มล้าง
ความรู้โดยเกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติ ซึ่งเป็นความรู้ที่
ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นแบบจำลองในการตอบคำถามว่า
ประสิทธิภาพของเกษตรนั้นสามารถใช้วิธีการอื่นที่ดีกว่า
และไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ นอกจากนั้นวิชา
ประวัติศาสตร์มีการล้มล้างกันอยู่ทุกวัน จากการพยายาม
หาหลักฐานมายืนยัน
ความรู้นั้นเลื่อนไหลได้ตามการปรุงแต่งของมนุษย์ ตัวอย่าง
ง่าย ๆ คือความรู้ในเรื่องการปฏิธรรม แม้ในพระไตรปิฏกจะได้
กำหนดวิธีการแบบ สติปัฎฐาน 4 ไว้เป็นหลัก แต่สำนักใน
ประเทศไทย ได้สร้างสรรค์วิธีการต่าง ๆ มากกว่า 50 วิธีการ
ขึ้นอยู่กับผู้ค้นพบนั้นจะมีประสบการณ์อย่างไร การเลื่อนไหล
ความรู้นั้นเกิดขึ้นจากการ ก่อรูป (formation) หรือเตรียมการสร้าง
จากการรวบรวม ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ประสบการณ์ นำมาปรุงแต่ง
และก่อสร้างความรู้ขึ้นมา มีการปรับปรุงรวบรวมเรียบเรียง สูงสุด
ก็คือชุดความคิด (set of idea) หรือแบบจำลองในการตอบคำถาม
และชุดความคิดก็ใช่ว่าจะถูกล้มล้างไม่ได้ หากมีแบบจำลองใน
การตอบคำถามที่ดีกว่า ได้แก่ งานวิจัยแบบ กาขาว หมายความว่า
ได้คำตอบการวิจัยที่แตกต่างไปจากคำตอบเดิม หรือตอนนี้มี
ผู้สร้างความรู้ว่า สถานที่ทีปรากฎในพระไตรปิฏกนั้น ไม่ได้อยู่ในอินเดีย
แต่อยู่ในประเทศไทย ก็เป็นความพยายามในการสร้างแบบจำลอง
คำตอบใหม่เพื่อท้าทายชุดความคิดเดิม
สติปัญญาของมนุษย์หรือเครื่องมือในการเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่าความรู้นั้น
ก็เปลี่ยนแปลงเลื่อนไหลได้ ไปตามเหตุตามปัจจัย ครั้งหนึ่งมนุษย์นั้น
อาจถูกตรีตราจากระบบวัดและประเมินในระยะนั้นว่า โง่ แต่ก็ใช่ว่าสติ
ปัญญาที่เรียกว่าโง่นั้นจะโง่ตลอดไป มีการเปลี่ยนแปลงไปไปในหลาย
ทิศทางเช่นอาจโง่มากขึ้น เพราะยอมรับในการตีตรานั้น ส่วนสติปัญญา
ีที่ฉลาดขึ้น หรือกลายเป็นฉลาดมากที่สุดได้ เพราะเข้าใจว่าสติปัญญา
นั้นเลื่อนไหล เปลี่ยนแปลงได้ หากมีเงื่อนไขและปัจจัยที่ดีก็จะก่อให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสติปัญญา
ความรู้บางอย่างที่ดับสูญไป ได้แก่ ความรู้พื้นบ้านเรื่องข้าวสายพันธ์ต่าง ๆ
ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย พืชพันธ์และความรู้พื้นบ้านหลายเรื่อง
ได้หายสาบสูญหรือดับไป สูตรอาหาร ยาพื้นบ้าน ความรู้ชนิดนี้หายสาบสูญ
ไปหลายอย่าง บางอย่างเป็นสูตรเด็ดเคล็ดลับ ที่สาบสูญพร้อมกับเจ้าตัว
ที่ไม่ถ่ายทอด หรือผลิตซ้ำความรู้
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ความรู้นั้นสามารถก่อรูป สร้างใหม่ได้ เพิ่มเติม ตัดทอนได้
ดับและสาบสูญไปได้ เช่นเดียวกับ สติปัญญาหรือตัวผู้รู้ ตลอดจนถึง
จึงเปลี่ยนแปลงได้ไปตามเงื่อนไขปัจจัย ดังนั้นสติปัญญาจึงสร้างได้โดย
การสร้างแรงบันดาลใจให้ตะหนักในความสำคัญของตน และการอธิบาย
เปิดเผยเกี่ยวกับความรู้และธรรมชาติของความรู้
ความรู้หากเกิดขึ้นกับตัวเราโดยอัตโนมัติมักจะติดตัวเราไปตลอด....
แต่หากเป็นความรู้ที่ต้องเรียนรู้จากการถูกสอน ถ้าไม่ใส่ใจไม่ทบทวนไม่ฝึกฝนและ
ไม่ต่อยอด ความรู้นั้นก็ย่อมเสื่อมไปหรือลืมเลือนไปตามกาลเวลา จนกว่าจะมีการรื้อฟื้น
ขึ้นมาใหม่แต่...อาจไม่เหมือนเดิม
ถ้าเราไม่พัฒนาหาความรู้ เราก็เหมือนเดินถอยหลัง
ขอบคุณครับ krugui chutima และครู ป.1 ครับ