สำหรับประเทศไทยได้นำกรณีของเชฟรอนไปนำเสนอ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนากำลังถูกภัยคุกคามจากทั่วโลก ที่จริงประเทศไทยบ้านเราก็น่าจะต้องจดจำสิ่งที่เชฟรอนทำกับประเทศอื่นๆมาแล้วทั่วโลก...อย่าได้ให้อเมริกามากดหัวคนไทย

 

 โดย  ใบไผ่ลู่ลม และ ฝ้ายคำ  จ้าวป้า
ตีพิมพ์ในศูนย์ข่าวพลเมือง ฅนคอน ฉบับที่ ๘ แก้ไขเพิ่มเติม ๙ พย. ๕๓

ประเทศติมอร์ตะวันออกสภาพเกือบครึ่งหนึ่งเป็นภูเขาที่ไม่ค่อยมีต้นไม้ สภาพค่อนข้างแห้งแล้ง น่าจะขาดแคลนทรัพยากรที่เป็นแหล่งอาหารอยู่พอสมควร เป็นประเทศเล็กๆ ซึ่งทั้งที่ประกาศอิสรภาพจากการเป็นอานานิคมของโปรตุเกสไปตั้งแต่ พ.ศ. 2518 แต่ก็ถูกรุกรานต่อด้วยอินโดนีเซีย และเพิ่งเป็นไทอย่าง แท้จริงเมื่อปี 2545 ในขณะเดียวกันประเทศนี้ก็ถูกอินโดนีเซียทำลายก่อนให้อิสรภาพ ด้วยการทำลายสิ่งก่อสร้างเกือบทั้งหมด ไม่ให้เยาวชนได้รับการศึกษา รวมทั้งผลาญทรัพยากรที่พึงมีของติมอร์ตะวันออกไปจนหร่อยหรอ ติมอร์ตะวันออกในภาพที่เห็นวันนี้จึงมีแต่ภาพของการต้องฟื้นฟู

ท่ามกลางความขัดสน แต่คนติมอร์มีหัวใจนักสู้ที่ต้องการฟื้นฟูประเทศให้สามารถพัฒนาไปสู่ความเท่าเทียม เห็นได้จากถ้อยคำและท่าทางที่แสดงออกให้เห็น...และวันนี้พวกเขาก็ยังต้องต่อสู้ดิ้นรน

ในประเทศติมอร์ตะวันออกที่ประชาคมอาเซียนไม่ค่อยรู้จักมากนัก... การประชุมที่เรียกว่า Oil Watch หรือการจับตาน้ำมัน หมายถึงการเฝ้าระวังกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการ ขุดเจาะ หรือกิจกรรมอื่นที่ต่อเนื่องกับน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิงฟอสซิล ของนักพัฒนาองค์กรเอกชนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้หมุนเวียนการประชุมไปทุกประเทศ จนกระทั่งมาถึงประเทศติมอร์ตะวันออกในปีนี้

การประชุมคราวนี้มีนักพัฒนาที่เข้าร่วมมาจากประเทศ ติมอร์ตะวันออก  อินโดนีเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ และไทย โดยแต่ละประเทศได้ร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์และการต่อสู้ในแต่ละประเทศ พบว่า แต่ละประเทศล้วนเผชิญปัญหาที่คล้ายกัน คือภัยคุกคามจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่จากต่างชาติและภัยจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ที่อินโดนีเซียเจอภัยคุกคามเยอะมาก เพราะเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ แร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เช่นในจังหวัดกะลิมันตันตะวันออกบนเกาะบอร์เนียว ถูกสัมปทานถ่านหินจนพรุนไปทั้งเกาะ โดยมีเหมืองขนาดใหญ่ส่วนหนึ่งเป็นของบริษัทบ้านปูของประเทศไทยนั่นเอง!!! สอดคล้องกับการที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกำลังเข้ามาก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน อ.ท่าศาลา อ.หัวไทร นครศรีธรรมราชก็น่าจะเอาถ่านหินจากที่นี่แหละครับ

นอกจากนี้ ในหมู่บ้านที่ชื่อโปโหร่ง (Porong) ในเขตสิโดอาร์โจ (Sidoarjo) ของเกาะชวาตะวันออก การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติบนดินของบริษัทลาปินโด (PT Lapindo Brantas) ทำให้เกิดโคลนร้อนและแก๊ซที่ปะทุขึ้นมาจากดินซึ่งท่วมบ้านเรือนต่างๆ เป็นภูเขาไฟโคลนซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2549 และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดจนถึงทุกวันนี้ คาดกันว่าโคลนร้อนจะยังคงปะทุออกมาจากใต้ดินไปอีก 30 ปี !! ประมาณว่าโคลนร้อนที่พุ่งออกมาแต่ละวันในขณะนี้มีปริมาณหนึ่งแสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือขนาดเท่ากับสระว่ายน้ำสนามกีฬาโอลิมปิก 53 สนาม และส่งผลให้ชาวบ้านเรือนหมื่นต้องอพยพออกจากบ้านที่โดนโคลนทับ

สำหรับประเทศฟิลิปปินส์ ก็เผชิญปัญหาคล้ายๆกัน โดยเฉพาะการขุดเจาะน้ำมันจากบริษัทเชฟรอนเช่นกัน ตอนนี้ได้สร้างความเสียหายให้แก่ระบบนิเวศชายฝั่งเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่มากแล้วก็ยังจะสร้างเพิ่มอีกมากมาย เขาเผชิญปัญหาไม่ต่างจากประเทศไทย

ในประเทศพม่าโดยเฉพาะในรัฐอารากัน การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันรวมทั้งการสร้างท่อขนส่งก๊าซเป็นภัยคุกคามที่ชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยต้องเผชิญทุกวัน ทั้งการกดขี่บังคับใช้แรงงานและละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่างๆ เพื่อก่อสร้างโครงการ  ในขณะที่รายได้จากก๊าซ/น้ำมันที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นของส่วนรวม ไม่เคยตกถึงคนประเทศ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือว่าประชาชนในพม่าไม่มีสิทธิในการแสดงความเห็น.. อย่าว่าแต่จะออกมาคัดค้าน!!!

สำหรับประเทศไทยได้นำกรณีการรุกคืบเข้ามาขุดเจาะน้ำมันของเชฟรอนไปนำเสนอ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ซึ่งกำลังถูกภัยคุกคามจากทุนต่างชาติขนาดใหญ่เหล่านี้ ที่จริงประเทศไทยบ้านเราก็น่าจะต้องจดจำสิ่งที่เชฟรอนทำกับประเทศอื่นๆมาแล้วทั่วโลก...อย่าได้ให้อเมริกาหรือประเทศไหนๆ มากดหัวคนไทย

เราใช้ชีวิตอยู่ที่ติมอร์ตะวันออก 4 วัน พบเห็นการเร่งพัฒนาในหลายๆด้าน และที่สำคัญมีสหประชาชาติเข้าไปดำเนินการ (ช่วย) รักษาความสงบ  และองค์กรณ์พัฒนาระหว่างประเทศต่างๆเข้ามา (ช่วย) พัฒนา ประชากรในเมืองดิลีซึ่งเป็นเมืองหลวง เกือบครึ่งหนึ่งเป็นชาวต่างประเทศ แต่ในบางพื้นที่ก็ยังเห็นป้ายที่บอกว่าเขาไม่เอาชาวต่างชาติ อยากจะอยู่แบบคนติมอร์...อยากยืนหยัดสร้างชาติด้วยตัวเอง

พวกเราได้รับการจัดให้พักกับนักพัฒนาทั้งชาวท้องถิ่นและชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในติมอร์ตะวันออก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน และทำให้รู้ว่า โลกทั้งโลกกำลังถูกปกคลุมด้วยการล่าอาณานิคมทางทรัพยากรโดยเฉพาะน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดความลำบากโดยเฉพาะต่อชุมชนท้องถิ่นไปทั่วโลก

บทเรียนสำหรับท่าศาลาคือ ทำอย่างไรอย่าให้ต้องซ้ำรอยหลายประเทศในโลกนี้.....

“....เราเคยประท้วงร่วมกับพระในเหตุการณ์พระสงฆ์ลุกขึ้นทั่วประเทศ ถูกจับขังคุกหกเดือนมันเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก   เวลาเข้าทำงานในชุมชนที่โน่นต้องหลบๆซ่อนๆไม่เหมือนเมืองไทยหรอก....” เพื่อนพม่าเล่าให้ฟังตอนซดกาแฟบดที่ลานใต้ต้นไม้ในเมืองหลวงของติมอร์ตะวันออก

“...ที่อินโดนีเซียปรากฎการณ์โคลนร้อนปะทุเป็นเรื่องใหญ่มากแต่ยังไม่มีใครสนใจทำไรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะบริษัทที่เมื่อแพ้คดีก็ออกมาบอกว่าจะชดเชยให้ชาวบ้าน แต่ตอนนี้ไม่แน่เสียแล้ว ดูเหมือนกำลังต่อรองค่าชดเชยกันอยู่ไม่ทำตามสัญญาเดิม..”  “และรู้ไหมว่าบริษัทที่ทำเหมืองใหญ่ที่สุดในเกาะบอร์เนียวของอินโดคือบริษัทประเทศไทย..” เพื่อนอินโดพูดแล้วหันมายิ้ม

เพื่อนฟิลิปปินส์พูดสั้นๆว่า.... “บ้านคุณกับผมก็เหมือนกัน.....”

 

แล้วเราละ...ท่าศาลาจะว่าอย่างไร