“หากมีโครงการท่าเรือน้ำลึก รถไฟเกิดขึ้นอนาคต อาชีพประมงชายฝั่งต้องล่มสลายอย่างแน่นอน เมื่อเราไม่สามารถดูแลทะเลของเราได้ ทะเลก็จะไม่ดูแลเรา เราไม่สามารถพึ่งพาทะเลได้ เราก็จำต้องเลิกอาชีพที่ทำกันมาแต่บรรพบุรุษ”

หายนะ ท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ ๒

ป่าสันทราย  โลมา ความทรงจำ ที่กำลังถูกลืม

โดย รุสณี  หวันเด็น  โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา
ศูนย์ข่าวพลเมือง ฅนคอน ฉบับที่ ๗

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2553   ได้เดินทางร่วมกับกลุ่มศึกษา…. จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ไปร่วมเวที “คิดถึงเธอ…ชายหาด 2” จัดที่บ้านสวนกง หมู่ที่ 11 ต.นาทับ โดยมีกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งบ้านสวนกง และกลุ่มมหาลัยชาวบ้านลานหอยเสียบ เป็นเจ้าภาพร่วมจัดเวทีในครั้งนี้ เป็นเวทีสาธารณะเรื่อง “สิทธิชุมชนกับการมีส่วนร่วมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดสงขลา” เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ติดตามความคืบหน้าของโครงการพัฒนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสงขลา สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิ และการมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาของรัฐ การเรียนรู้ในการปกป้องสิทธิของตนเองและชุมชน โดยมีนพ.นิรันดร์   พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เป็นครั้งที่ 3 ที่มาหาดแห่งนี้ หาดบ้านสวนกงมีความอุดมสมบูรณ์มาก มีการลากกุ้งกะปิ หาหอยเสียบ มีการประกอบอาชีพประมง ชาวบ้านที่ทำการประมงในแต่ละปีสามารถสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก ในแต่ละวันชาวบ้านสามารถหาปลาอย่างน้อยที่สุด 500 บาท ต่อครัวเรือน ในอ่าวและหาดบริเวณนี้มีทั้งเต่าทะเล ปลาโลมา ที่บ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลและชายหาดแห่งนี้

แต่พื้นที่บริเวณนี้กำลังจะกลายเป็นท่าเรือน้ำลึกแห่งที่ 2 ของสงขลา  เป็นสถานีรถไฟรางคู่เพื่อใช้ในการขนสินค้า ทั้งสองโครงการกำลังศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ มีแนวโน้มว่าทางรัฐบาล และบริษัทที่ศึกษาต้องการพื้นที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึก เนื่องจากอำเภอจะนะ มีโรงแยกก๊าซธรรมชาติแล้ว มีโรงไฟฟ้าแล้ว และกำลังคิดที่สร้างโรงไฟฟ้าแห่งที่ 2 ส่วนเรื่องแหล่งน้ำมีแนวโน้มน่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำบ้านนาปรัง อำเภอนาทวี กำลังดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ คือเอากันง่ายๆ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ขาดแต่ท่าเรือ สายสะพานขนสินค้า จึงจำเป็นต้องรีบ และเร่งหาพื้นที่เพื่อตอบสนองนโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ตามรัฐและสภาพัฒน์ฯได้ระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจชาติฉบับที่ 10

ตอนที่ฉันมาสวนกงครั้งแรกเมื่อต้นปี 2553 ชาวบ้านเองก็ได้เล่าให้ฟังว่า “หากมีโครงการท่าเรือน้ำลึก รถไฟเกิดขึ้นอนาคต อาชีพประมงชายฝั่งต้องล่มสลายอย่างแน่นอน เมื่อเราไม่สามารถดูแลทะเลของเราได้ ทะเลก็จะไม่ดูแลเรา เราไม่สามารถพึ่งพาทะเลได้ เราก็จำต้องเลิกอาชีพที่ทำกันมาแต่บรรพบุรุษ”

ด้านนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่าการจัดการชายหาดแห่งนี้สะท้อนวัฒนธรรมระบอบประชาธิปไตย ต้องจัดการให้เป็นประโยชน์แก่พี่น้องชาวสวนกงให้มากที่สุด เพราะกำลังจะมีท่าเรือคู่แฝด คือ ท่าเรือน้ำลึกปากบารา อ.ละงู จ.สตูล 

ชาวบ้านสวนกงต้องตอบให้ได้ว่า ชาวบ้านได้ประโยชน์อะไรจากโครงการทุกโครงการที่จะเข้ามาในพื้นที่ ต้องยึดถือสิทธิของประชาชน สิทธิชุมชน ทำให้เห็นว่าพื้นที่ทำมาหากินตั้งแต่ปู่ย่าตายาย แล้วอยู่ดีๆ จะมีโครงการมาลง และชาวบ้านจำเป็นต้องรู้ว่า สิทธิชุมชนสิทธิที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 66 และ 67   รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม ทำให้พี่น้องมีอำนาจอยู่ในมือ

1.ต้องมีอำนาจที่จะใช้ทรัพยากรให้เป็นประโยชน์ในการประกอบอาชีพ เป็นอาหาร เป็นรายได้ สิทธิในการมีชีวิตอยู่ ชาวบ้านสามารถตัดสินชะตาชีวิตของตนเองได้ รัฐธรรมนูญให้อำนาจประชาชนตัดสินชะตาของตัวเองได้ มิฉะนั้นคนในพื้นที่จะต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต การดำเนินโครงการของรัฐต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และมีการรับฟังความคิดเห็นตามระเบียบของสำนักนายกอยู่บนพื้นฐานองค์ความรู้ ตลอดจนเปิดเวทีสาธารณะให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินใจได้

2.หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อชีวิตและชุมชน ก่อนที่จะดำเนินโครงการ ในการทำงานของพี่น้องมีความสำคัญต่อพื้นที่ซึ่งเป็นกระบวนการต่อสู้เพื่อให้พื้นที่ทำกินแห่งนี้เป็นสมบัติสืบทอดให้ลูกหลาน ตามเจตนาของปู่ยาตายายตลอดไป...