การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมหรือการวิจัยแบบ PAR มักนิยมใช้เป็นวิธีบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มคนซึ่งทั้งหมดต้องการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงยกระดับคุณภาพแห่งชีวิตทางด้านต่างๆไปด้วยกัน รวมทั้งเป็นวิธีแก้ปัญหาเพื่อบรรลุจุดหมายที่ต้องการของกลุ่มผู้รวมตัวกันเป็นชุมชนในเงื่อนไขต่างๆด้วยวิถีปฏิบัติของตน โดยเฉพาะกลุ่มชาวบ้านและชุมชนที่มีความจำเป็นพื้นฐานอยู่บนเงื่อนไขจำเพาะอย่าง ซึ่งถ้าหากรอคอยให้ผู้อื่นทำให้อย่างเดียวแล้วก็จะแก้ปัญหาไม่ได้หรือแก้ได้แต่ก็จะไม่ยั่งยืน

ดังนั้น มองในแง่หนึ่ง ก็จะเห็นได้ว่า ความที่การวิจัยในแนวทางดังกล่าวนี้จะต้องมีลักษณะบูรณาการองค์ประกอบที่สำคัญ ๓ ประการอยู่ด้วยกันเสมอ อันได้แก่ มิติความเป็นชุมชนหรือการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเพื่อการแก้ปัญหาส่วนรวมของชุมชนและโดยชุมชนหรือกลุ่มปัจเจกจิตสาธารณะ[๑] กระบวนการทางการศึกษา และกระบวนการวิจัย หรือ CER [๒] ซึ่งคุณลักษณะดังกล่าวนี้ ก็จะทำให้การวิจัยแบบ PAR เป็นกระบวนการสร้างความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมชุมชนให้เกิดสิ่งต่างๆตามมา ที่สำคัญคือ

  • เกิดองค์กรที่ยืดหยุ่นไปกับกลุ่มคนเพื่อบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม : เกิดการเรียนรู้ตนเองผ่านการมีประสบการณ์ต่อสังคมและผุดองค์กรจัดการขึ้นบนเงื่อนไขเพื่อการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบผ่านการวิจัยเชิงปฏิบัติการสังคมบน PAR ซึ่งทำให้เกิดวิธีทำงานเป็นกลุ่มก้อนด้วยโครงสร้างอย่างไม่เป็นทางการ มีความเป็นชุมชน และปฏิสัมพันธ์เพื่อสร้างความเป็นส่วนรวมต่างๆร่วมกันด้วยกระบวนการที่เป็นธรรมชาติ โครงสร้างความเป็นองค์กรดังกล่าวนี้มีลักษณะพิเศษ โดยเป็นองค์กรที่เอื้อต่อการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม โครงสร้างการตัดสินใจก็เอื้อต่อการใช้ภาวะผู้นำเป็นกลุ่ม (Collective Leadership) ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขและสถานการณ์ให้ศักยภาพอันหลากหลายของปัจเจกและกลุ่มความหลากหลาย สามารถเป็นพลังเชิงบวกเกื้อหนุนและส่งเสริมกัน มากกว่าจะกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งและวุ่นวายเหมือนในสถานการณ์ทั่วๆไป
  • พึ่งตนเองในการแก้ปัญหาและทำสิ่งที่ต้องการได้ : สามารถบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งสามารถแก้ปัญหาเพื่อบรรลุจุดหมายดังที่ต้องการร่วมกันได้โดยพึ่งปัจจัยมนุษย์และทุนศักยภาพที่มีอยู่ในกลุ่มคนเป็นหลัก
  • เกิดการสั่งสมทางภูมิปัญญาและเพิ่มพูนประสบการณ์ทางสังคมอย่างมีความหมาย : กระบวนการแก้ปัญหาและกระบวนการเรียนรู้ในทุกขั้นตอน จะเป็นกระบวนการหล่อหลอมกลุ่มผู้มีส่วนร่วมให้เกิดความรู้และได้บทเรียนจากประสบการณ์ผ่านการปฏิบัติในระดับที่แตกต่างและยืดหยุ่นไปตามเงื่อนไขความแตกต่างระหว่างบุคคล ขณะเดียวกัน มิติการวิจัยที่บูรณาการไปด้วยกัน ก็จะก่อให้เกิดบทเรียนและองค์ความรู้ งอกเงยไปกับกระบวนการแก้ปัญหาทุกขึ้นตอนและทุกมิติที่เกิดขึ้น

สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างบูรณาการไปด้วยดังกล่าวนี้ จะสังเกตได้ว่าก็เป็นผลสืบเนื่องของความที่การวิจัยแบบ PAR ที่ดำเนินการขึ้นทุกๆครั้งนั้น จะต้องมีการบูรณาการมิติความเป็นชุมชนหรือการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเพื่อการแก้ปัญหาของปัจเจก กระบวนการทางการศึกษา และกระบวนการวิจัย หรือ CER อยู่ในกระบวนการวิจัยแบบ PAR อยู่ด้วยเสมอนั่นเอง

จากที่กล่าวมาโดยลำดับถึงคุณลักษณะพื้นฐานที่บูรณาการอยู่ด้วยกันและเป็นตัวบ่งชี้เอกลักษณ์ของความเป็นการวิจัยแบบ PAR นี้ ทำให้งานความรู้และผลการวิจัย ตลอดจนจุดมุ่งหมายและเหตุผลเบื้องหลังขององค์ประกอบต่างๆในการวิจัยแบบ PAR มีลักษณะจำเพาะที่ต้องให้ความสำคัญ อีกทั้งต้องเรียนรู้และพัฒนาไปด้วยในบริบทจำเพาะของการวิจัยปฏิบัติการสังคมแต่ละครั้ง ที่สำคัญได้แก่

  • เลือกประชากรการวิจัยบนฐานการปฏิบัติ : การรวมตัวกันของกลุ่มคน หรือกลุ่มเป้าหมายการวิจัย เป็นกลุ่มประชากรเป้าหมายของการวิจัยที่จะผ่านเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมและมีความเกี่ยวข้องกับขั้นตอนต่างๆของการวิจัยนับแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้น ผ่านกระบวนการวิเคราะห์และเกิดความมีประเด็นร่วม (Analysis of Common Issues) การมีความสนใจร่วมกัน (Common Interest) และการเกี่ยวข้องทางการปฏิบัติต่อปัญหาที่สนใจร่วมกัน(Common Goal of Practice) ซึ่งเป็นการระบุกลุ่มประชากรการวิจัยที่อาจจะแตกต่างจากการวิจัยทั่วไปซึ่งมักอิงอยู่กับทฤษฎีสุ่มเลือกความเป็นตัวแทน ทั้งนี้ ก็เนื่องจากฐานคติของการวิจัยมีความต่างกัน โดยการวิจัยแบบ PAR จะเน้นสนองตอบต่อความต้องการแก้ปัญหา ผู้ที่เข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมจะเป็นผู้ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาของตนเอง แม้แต่นักวิจัยก็จะดำเนินการบนความสำนึกของการสร้างความเป็นส่วนรวมไปด้วยกันกับชุมชนและประชากรการวิจัย มิใช่เลือกคนเพื่อเป็นหน่วยข้อมูลแทนบุคคลทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้อง ส่วนการวิจัยแบบทั่วไปนั้น ต้องการบทบาทบุคคลเพียงในด้านการเป็นแหล่งเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นตัวแทนสิ่งที่สนใจศึกษา จึงจำเป็นต้องสุ่มเลือกความเป็นตัวแทนและต้องควบคุมคุณภาพข้อมูลด้วยหลักเกณฑ์ที่ต้องคำนึงถึงความสามารถสื่อสารกับคนทั่วไป เหตุผลและวิธีคิดที่กำกับอยู่เบื้องหลังวิธีปฏิบัตินี้มีความแตกต่างกันมาก
  • ผลการวิจัยอยู่ในผลเชิงกระบวนการและการแก้ปัญหา :  การบรรลุผลทางการปฏิบัติและการแก้ปัญหาทางการปฏิบัติได้ ตลอดจนการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อยกระดับความต้องการและความจำเป็นของกลุ่มคนและชุมชนที่ดำเนินการวิจัย เป็นจุดหมายหลักของการวิจัยแบบ PAR
  • องค์ความรู้และทฤษฎีอิงบริบททางสังคม : มิติการวิจัยและองค์ความรู้ของการวิจัยแบบ PAR เป็นทฤษฎีความรู้เชิงสังคมวัฒนธรรมหรือความรู้ที่มีบริบทซึ่งอิงอยู่กับสถานการณ์จำเพาะ ซึ่งคุณลักษณะดังกล่าวนี้ก็จะส่งผลต่อระเบียบวิธีการวิจัยในองค์ประกอบย่อยๆ ในอันที่จะต้องพิจารณาและมีแนวดำเนินการที่ต่างออกไปจากการวิจัยทั่วไป นับแต่วิธีกำหนดประเด็นการวิจัยและโจทย์วิจัย (Research-Question Formulation) การดำเนินการและกระทำด้านข้อมูล (Data Manipulation) และการเขียนรายงานผลและใช้ผลการวิจัย (Research Report and Utilazation)

ความรู้และความเข้าใจลักษณะจำเพาะ ตลอดจนการเห็นคุณค่าและความมีนัยสำคัญของการวิจัยแบบ PAR ต่อการนำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยการเสริมกำลังการพึ่งตนเองของปัจเจกและชุมชน ตลอดจนเป็นวิธีวิจัยปฏิบัติการสังคม ซึ่งช่วยให้ชุมชนระดับต่างๆมีความสามารถจัดการความเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการพึ่งตนเองเป็นก่อนอื่นได้ดังกล่าวนี้ ทำให้มีความจำเป็นที่นักวิจัยต้องให้ความสำคัญกับองค์ประกอบ ๓ ประการของ CER ดังที่กล่าวถึงในข้างต้น พร้อมกันไปทั้งสามด้าน 

การเขียนความรู้ของงานวิจัยในแนวทางนี้ นอกจากจะต้องตามหลังสิ่งที่ปฏิบัติได้มากกว่ามุ่งเขียนความรู้และรวบรวมทฤษฎีบนเอกสารที่้เกินไปกว่าการปฏิบัติแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ากรอบการพิจาณาว่าสิ่งใดเป็นผลการวิจัยและสิ่งใดเป็นเครื่องบ่งชี้การก่อเกิดความเป็นจริงขึ้นจากการวิจัยนั้น มีขอบเขตที่จะต้องพิจารณาให้ครอบคลุมหลายมิติมากกว่าการเขียนรายงานดังการวิจัยแบบทั่วไป หากเน้นเพียงมิติเดียวและมุ่งดำเนินการเพียงด้านเขียนผลการวิจัยตามแนวทางของการวิจัยทั่วไป ก็จะทำให้ความรู้ในเอกสารมีความเกินจริงและไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติ ได้ผลงานแบบการวิจัยทั่วไปแต่ไม่ได้ผลการวิจัยในแนวทางการวิจัยแบบ PAR

ในด้านการศึกษาและการเรียนรู้ ก็ต้องนำเอาแนวคิดการเรียนรู้จากกิจกรรมและการทำงาน (Working and Activities-Based Learning) การเรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์กับความเป็นจริงทางสังคม (Social Interactive Learning) รวมทั้งการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Learning Through Action) มาใช้ทำความเข้าใจ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับความที่จะต้องเน้นมิติกิจกรรมและการปฏิบัติ อีกทั้งต้องสามารถอ่าน บันทึก และเขียนความรู้ลงไปบนกิจกรรม อ่านผู้คน อ่านสังคม หรือรวมกันเรียกว่า Non-Verbal Communication ที่มีบทบาทต่อโลกความเป็นจริงอยู่จริง ซึ่งนอกเหนือจากความสามารถเห็นและอ่านความรู้บนกระดาษได้อย่างทั่วไป

กล่าวได้ว่า นัยสำคัญประการหนึ่งของความเป็นการวิจัยปฏิบัติการสังคมในการวิจัยแบบ PAR นั้น ก็อยู่ตรงที่เป็นวิธีแปรความรู้ให้ไปอยู่ในการปฏิบัติ ทำให้ผู้มีส่วนร่วมสามารถริเริ่มการปฏิบัติในระดับต่างๆได้ จึงเป็นการบันทึกความรู้และสร้างความเป็นจริงให้ปรากฏบนกิจกรรมการปฏิบัติ เกิดการบันทึกเก็บไว้ในวิถีชีวิตและประสบการณ์ของสังคม ติดอยู่กับตัวในคนและวิถีชุมชน เมื่อต้องการเข้าถึงก็ต้องเข้าไปเรียนรู้และซึมซับผ่านกิจกรรมชีวิต ซึ่งก็เป็นความรู้และการสะสมตัวปัญญาไว้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่มีพิธีกรรมทางวิชาการต่างกับการวิจัยแบบดั้งเดิมเท่านัั้น ทั้งนี้ ก็เนื่องจากเหตุผล ฐานคติ และจุดหมายของการวิจัย มีความแตกต่างกันนั่นเอง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

[๑]  ในการวิจัยแบบ PAR นั้น แนวคิดและนิยามปฏิบัติการของ 'ความเป็นชุมชน' จะครอบคลุมชุมชนในความหมายต่างๆทั้งความเป็นชุมชนบนพื้นที่เชิงกายภาพเดียวกัน ชุมชนบนฐานทรัพยากรและปัจจัยการดำเนินชีวิตร่วมกัน ชุมชนเชิงวัฒนธรรม ชุมชนบนความเป็นองค์กรและการรวมตัวกันบนปัจจัยการผลิต ทุน และทรัพยากรการบริโภค ชุมชนจากการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนของปัจเจกด้วยเงื่อนไขและจุดมุ่งหมายต่างๆ รวมไปจนถึงองค์กรและแหล่งกิจการสมัยใหม่ ก็จัดว่ามีมิติความเป็นชุมชนอยู่ในนั้นด้วย 
[๒]  อ่านเพิ่มเติมในบันทึกบทความของผู้เขียน :  ๓ องค์ประกอบหลักที่นักวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม PAR ต้องเรียนรู้ให้ทำได้และทำเป็น