
วัฒนธรรมครอบครัวเข้มแข็ง
ผมไปอยู่ที่อินเดียนาน 3 ปี คำถามหนึ่งที่ผมยังได้คำตอบไม่หมดก็คือทำไมวัฒนธรรมในครอบครัวของคนอินเดียจึงเข้มแข็ง หรืออีกมุมหนึ่ง ท่ามกลางวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้าไปในอินเดียอย่างเสรี ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งสื่อเหล่านี้มีพลังมากทำให้หลายประเทศถูกรุกรานและวัฒนธรรมของชาติพังทลายมาแล้ว แต่ทำไมอินเดียยังคงวัฒนธรรมของตนท่ามกลางสิ่งเหล่านี้อยู่ได้ อะไรทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ของอินเดียยังคงเดินตามวัฒนธรรมดั่งเดิมอยู่ได้ ทำไมเด็กๆ ยังคงเคารพผู้ใหญ่และยังคงถือว่าบิดาเป็นใหญ่ที่สุดในครอบครัว ทำไมเยาวชนยังเลื่อมใสและเคารพนับถือเทพเจ้าฮินดูอย่างหมดใจ
คนอินเดียที่ผมพบและรู้จักในช่วงที่อยู่ที่อินเดียต่างถูกผมถามในเรื่องเหล่านี้ คำตอบที่ได้ก็หลากหลายกันไป แต่ที่ตรงกันก็คือ การเป็นฮินดูที่ดีก็มาจากการปลูกฝังในครอบครัว ผมก็จะถามต่อว่ามีวีการปลูกฝังอย่างไร คำตอบก็คือ ก็เหมือนจะปลูกฝังแต่จริงๆ แล้วก็เป็นไปตามธรรมชาติ คือดูตัวอย่างในครอบครัว ก็ซึมซับไปเอง ในภาษาฮินดีมีคำว่า sanskriti สันกฤตติ ซึ่งมีความหมายว่า วิถีทางวัฒนธรรมที่ตกทอดกันมา พ่อแม่ปฏิบัติอย่างไรกับผู้สูงอายุในครอบครัว เด็กๆ ก็ได้เห็นสิ่งนั้น ซึมซับสิ่งนั้นและยึดถือสิ่งนั้นตามกันไปโดยมิได้มีข้อสงสัย เพื่อนชาวอินเดียบอกผมเป็นเสียงเดียวกันว่าคำสั่งคำสอนของบิดานั้นสูงสุด บอกให้ทำอะไรก็ต้องทำ ไม่มีข้อแม้ หากมีข้อแม้ก็ต้องทำด้วยความเคารพ และมีเหตุมีผล ในขณะที่มารดาจะเป็นฝ่ายที่อ่อนโยนกว่าแต่ก็จะดูแลทุกคนในครอบครัวทุกเรื่อง
ผมถามต่อว่าในช่วงเทศกาล เช่น Diwali ซึ่งถือว่าเทศกาลสำคัญเหมือนปีใหม่ของบ้านเรานั้น ในครอบครัวฮินดูทำอะไรกันบ้าง ก็ได้รับคำตอบว่า ก็จะฉลองกันในครอบครัว ทุกคนมาพร้อมหน้ากันร่วมกันบูชาเทพเจ้าโดยการจุดประทีป จากนั้นก็ทานเลี้ยงกันในครอบครัวและหมู่ญาติ
จากข้อสังเกตในเบื้อต้นในเรื่องดังกล่าว ผมมองเข้าไปในรายละเอียดและพยายามจะวิเคราะห์ ก็พบว่าสิ่งที่ทำให้ครอบครัวฮินดูเข้มแข็งได้เป็นผลมาจากศาสนาเป็นหลัก
ศาสนาทำให้ครอบครัวรวมตัวกัน
ศาสนาทำให้บิดาเป็นผู้นำครอบครัว
ศาสนาทำให้ครอบครัวใกล้ชิดกันเพราะต้องทำกิจกรรมร่วมกัน
ศาสนาทำให้เทพเจ้าเป็นผู้นำของครอบครัวและของสังคม
ศาสนาทำให้เยาวชนเป็นศาสนิกชนที่ดีของครอบครัวและของสังคม ฯลฯ
ย้อนกลับมามองสังคมไทย ผมพบว่ามีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเรื่องครอบครัว มีครอบครัวไทยไม่น้อยที่ไม่มีความเป็นครอบครัวแล้ว พ่อแม่ต่างทำงานทั้งคู่ ทำให้ไม่มีเวลาสำหรับลูก พ่อแม่ไม่ได้ทำตัวเป็นศาสนิกชนที่ดี จึงส่งผลให้ไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกได้หรือไม่สามารถสั่งสอนลูกได้ เมื่อครอบครัวไม่เข้มแข็ง ใกล้ชิดและอบอุ่น ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวแตกกระจาย ไปหาสิ่งต่างๆ ที่คิดว่าจะเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวได้ ก็ประกอบกับกระแสสังคมทุนนิยมที่ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพของคนในสังคมเป็นหลักแต่มุ่งหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์จากคนในสังคมเป้นสำคัญ สิ่งที่เราเห็นในเมืองใหญ่จึงเป็นสังคมที่เทียม ดูเหมือนพัฒนาแล้วเพราะตามกระแสสากล แต่จิตใจและคุณธรรมของคนตกต่ำมาก
เราจะทำอย่างไร ผมยังมองเห็นไม่ชัดนัก แต่สิ่งหนึ่งที่อยากเสนอก็คือต้องทำครอบครัวให้กลับมาเข้มแข้ง ใกล้ชิดและอบอุ่นเหมือนในอดีต เพราะครอบครัวเป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุดและสำคัญที่สุดที่จะบอกถึงสถานภาพและศักยภาพของประเทศนั้น ยังไม่สายเกินไปนะครับ ลองมองดูครอบครัวของตนเองว่าเข้มแข็งพอหรือไม่ หาทางพัฒนาความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้ดีแล้วจะส่งผลให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น ลองพิจารณาดูนะครับ
สวัสดีค่ะท่านเอกฯ อ่านแล้วได้มุมมอง และเห็นภาพเลยนะคะว่าหากศาสนาเป็นสิ่งสำคัญที่จะยึดเหนี่ยวและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของกลุ่มคน อย่างในเมืองไทยก็คล้ายๆ กันค่ะ ..
ทำให้ได้คิดต่อไปว่าต้องรู้เท่าทัน กระแสทุนนิยม เกาะ ได้แต่อย่าเสพ ติด นึกถึงคมคิดท่านคานธี ค่ะ simply living, high thinking
ยึดแนวพอเพียงไว้ยั่งยืนที่สุด ขอบพระคุณค่ะ
อ่านแล้วรู้สึกดีครับ น่าจะเทียบเคียงระหว่างจีนกับอินเดีย เพราะหลายเรื่องน่าจะใกล้เคียงกันโดยเฉพะความแน่นแฟ้นในครอบครัว
คุณ poo ครับ
สถาบันครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของสังคมจริงๆ ครับ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำลายและกัดกร่อนฐานนี้ก็มีมากมาย เช่นสื่อต่างๆ ก็เพียงหวังว่าถ้าครอบครัวในสังคมไทยยึดศาสนาเป็นหลัก จะทำให้มีความมั่นคงต่อไปได้ครับ
นาย วัลลภ ตังคณานุรักษ์ (ครูหยุย) ครับ
ปัญหาสังคมส่วนหนึ่งมาจากความที่ครอบครัวไม่เข้มแข็งหรือแน่นแฟ้นครับ ในเรื่องครอบครัว อินเดียได้เปรียบเพราะมีศาสนาฮินดูช่วยเสริมให้แข็งแกร่ง แม้จะมีคนจำนวนมาก แต่ด้วยความศรัทธา เขาก็อยู่กันได้
ขอบคุณครับที่แวะมาทักทายกัน