เมื่อด้วง กินยอดมะพร้าวจนหัก
๒๔ มิถุนา คำพากษา จบคดีชาวบ้านกับนายอำเภอ
เรื่อง/ภาพ สายธารธรรมที่มา ศูนย์ข่าวพลเมือง ฅนคอน
พาดหัวข่าวอย่างนี้คงไม่ผิดจากความจริงมากนัก “ผมยืนยันเจตนาของตัวเองมาโดยตลอดว่าผมบริสุทธิ์ ผมพร้อมขอโทษนายอำเภอหากกล่าวล่วงเกิน แต่คำที่ฟ้องผมผมไม่ได้พูด ที่จริงถ้ายอมความตั้งแต่แรก ไม่ต้องทำอย่างนี้ ไม่ต้องฟ้องร้อง แต่เมื่อฟ้องผมต้องสู้ สุดท้ายผมไม่ได้เสียหายอะไร แต่นายอำเภอเสียเอง ต้องเสียหน้าไม่มากก็น้อยในเหตุการณ์นี้” ด้วง ปิติพงษ์ คิดการเหมาะ เปิดใจหลังฟังคำพิพากษาคดี
เหตุการณ์วันนัดสืบพยานเมื่อเดือนก่อน ผู้พิพากษา ให้ประนีประนอมเพื่อยอมความ คดีจะได้จบ แต่ปิติพงษ์ ยืนยันในเจตนารมณ์ความบริสุทธิ์ อัยการซึ่งเป็นโจทย์ยื่นฟ้องก็ไม่ยอม เพราะกลัวโดนข้อหาทำสำนวนเท็จ สุดท้ายต้องสืบพยานถึง ๔ วัน จนวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๕๓ ผู้พิพากษา ขึ้นบัลลังก์พิพากษาคดี ยกฟ้องในที่สุด
ประสิทธิ์ชัย หนูนวล ในฐานะพยานคนกลาง และเป็นแกนนำประสานงานสภาทนายความและช่วยเตรียมเรื่องคดีในการต่อสู้ สรุปให้ฟังว่า “ศาลเชื่อในวัตถุพยาน ทั้งภาพถ่าย วีซีดีบันทึก อีกทั้งเห็นว่าฝ่ายจำเลยไม่ได้พูดในสิ่งที่ถูกฟ้อง ฝ่ายโจทก์เอง ไม่มีวัตถุพยานใดๆ มีเพียงพยานบุคคล แม้ให้การในทางเดียวกัน แต่อาจจะเข้าใจและตีความไปเอง”
หลังจากศาลพิพากษายกฟ้อง คดียังไม่สิ้นสุด ต้องรออีกหนึ่งเดือน ว่าฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์หรือไม่ ปรากฏว่า หลังจากวันที่ ๒๔ กค. ไม่มีการยื่นอุทธรณ์จากฝ่ายโจทก์ คดีนี้จึงสิ้นสุด ตามกระบวนการยุติธรรม
ระหว่างดำเนินการคดี ถึงวันพิษากษา คดีนี้ อัตราต่อรอง ร้อยละบาท ยังไงนายอำเภอก็ชนะ เพราะหน่วยงานรัฐฟ้องประชาชน แต่ท้ายที่สุดกระบวนการยุติธรรม ยังคงความยุติธรรมให้แก่กระบวนการต่อสู้ ให้แก่พี่น้องประชาชน และให้แก่นายปิติพงษ์ คิดการเหมาะ
ในวันพิพากษาประชาชนจากทั่วสารทิศ แห่มาให้กำลังใจจนล้นศาล จนศาลต้องเปลี่ยนห้องพิจารณาคดีเป็นห้องใหญ่ “พอผมไปถึง ศาลบอกเปลี่ยนห้องพิจารณาคดีอีกห้อง ด้านล่าง ผมเดินลงไปอยู่ตรงข้ามกับห้องขังพอดี ใจหายหมดเลย นึกว่าพิพากษาเสร็จเขาเอาใส่คุกทันที ทราบข่าวภายหลังว่าน้องที่ช่วยประสานงาน ทำหนังสือมายังศาลให้เปิดห้องพิจารณาคดีห้องใหญ่ เพราะคนเข้าร่วมรับฟังประมาณ ๒๐๐ คน แต่วันนี้คนมารอข้างนอกก็เยอะ ผมออกมาคนแน่นไปหมด” พี่ด้วงกล่าวเปิดใจ
คดีนี้กลายเป็นคดีตัวอย่างให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป ใครจะเชื่อว่า ด้วงตัวเล็กๆ จะกล้ากินยอดมะพร้าวระดับนายอำเภอจนหัก จนหลายคนที่ไปร่วมฟังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นายอำเภอคงไม่กล้ายื่นอุทธรณ์ เพราะเท่านี้ก็แสดงให้เห็นพลังของประชาชนและความบริสุทธิ์ใจในการต่อสู้แล้ว
นายสำนวน ประพิณและนายวีระ ชมพันธ์ ตัวแทนสภาทนายความ ด้านสิ่งแวดล้อม เผยว่า “ทางสภาทนายความมีหน้าที่ช่วยทางคดีกับชาวบ้านอยู่แล้ว คดีนี้ฝ่ายจำเลยพยานบุคคลและพยานวัตถุชัดเจน แต่เป็นคดีเชิงการเมือง สภาทนายความก็ช่วยตามวัตถุพยานและความเป็นจริง และเห็นว่าฝ่ายโจทก์ก็พยายามกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เจตนาเรื่องนี้ ด้วงเขาไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำเพื่อส่วนรวม อีกทั้งเห็นประสบการณ์จากมาบตาพุด ไม่อยากให้บ้านเมืองเป็นอุตสาหกรรม ชาวบ้านเดินถูกทางแล้ว สำหรับคดีนี้ผมเป็นทนายความมาหลายปี พอจะเดาออก แต่ด้วยจรรยาบรรณทางวิชาชีพพูดไม่ได้ แต่ผลสรุปก็เป็นไปตามที่ผมคิดไว้ ดีใจด้วย และหวังว่าผมคงไม่ต้องลงมา ในคดีแบบนี้อีกแล้ว” ทนายความทั้งสองคนกล่าวติดตลกในตอนท้าย หลังจากนั้นชาวบ้านได้ทำหนังสือ ถึงนายสัก กอแสงเรืองขอบคุณและเห็นร่วมกันว่า หากมีเวลา จะไปเยี่ยมที่สภาทนายความสักครั้ง
เนื่องในวันที่ ๒๔ มิถุนายน เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชาวบ้านออกจากศาลแขวง เสียงตะโกนไล่หลัง จากตำรวจหน้าบัลลังก์ว่า “พี่อย่าจุดประทัด และตีกลองยาวหน้าศาลนะ เดี๋ยวได้อีกสักคดี” สิบเอ็ดนาฬิกา พี่น้องชาวบ้านเคลื่อนขบวนจากหน้าศาลตรงไปศาลหลักเมือง ฤกษ์ ๑๒.๐๙ น. หันหน้าไปทางทิศเหนือ ตรงหน้าศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ประกาศเจตนารมณ์ ตัวแทนชาวบ้านสวดมนต์ไหว้พระ กล่าวคำปฏิญาณตน พร้อมจะปกป้องแผ่นดินสุดชีวิต และไม่ยอมให้ใครมาทำลายผืนแผ่นดิน และพร้อมผนึกกำลังทุกเครือข่าย ก่อนที่พี่ด้วง จะขึ้นนำ ไชโย ๓ ครั้ง เสียงกลองยาวดังขึ้น ชาวบ้านแห่ขบวนรำวงรอบศาลหลักเมือง ๓ รอบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความปิติยินดี กับชัยชนะเล็กๆ ก่อนจะไปร่วมรับประทานอาหาร ข้าวหม้อแกงหม้อที่ศาลาประดู่หก ที่ได้ช่วยยกกันมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เป็นอาหารมื้อแรกในรอบหนึ่งปี ของพี่น้องประชาชนที่อร่อยที่สุด
ระหว่างรับประทานอาหารมีการสรุปบทเรียน ทั้งสภาทนายความเอง ทีมเครือข่ายที่หนุนช่วยคดี และเครือข่ายพี่น้องชาวบ้านที่ออกมาให้กำลังใจ และมีมติตรงกันว่า “งานนี้ต้องฟ้องกลับ”
สำหรับเรื่องการฟ้องกลับนั้น หลายคนมองว่า เพื่อตอกย้ำเจตนาความบริสุทธิ์ให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งในเรื่องพยานบุคคลและวัตถุ แต่อย่างไรก็ตามยังต้องปรึกษาหารืออีกหลายๆฝ่าย เพราะกลัวถูกแปรเจตนาผิด มากเรื่องมากความไปอีก แต่การฟ้องกลับครั้งนี้นั้น จะส่งผลดีกับข้าราชการไทยในภาพรวม ให้เห็นถึงสิทธิ และหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามกระบวนการยุติธรรมและระบอบรัฐธรรมนูญ หากปล่อยไปเหมือนไฟไหม้ฟาง สุดท้ายประชาชนถูกรังแกอีก
๗๘ ปีของกระบวนการประชาธิปไตย กำลังจะเบ่งบานอีกครั้งในชุมชนเล็กๆ ที่เมืองนคร คดีระหว่าง อดีตนายอำเภอสิชล นายอิสรา ทองธวัช และพี่น้องที่ลุกขึ้นมาสู้ ยังไม่จบแค่นี้ เมื่อประชาชนจะเป็นฝ่ายรุกกลับ ชกคนละหมัดซัดคนละมุมคงจองคอลัมป์ยาวๆ งานนี้แว่วมาว่า จะติดต่อไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คุณสุนี ไชยรส มายืนยันว่า ในตอนเกิดเหตุ นายอำเภอไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริงๆ
งานนี้อัตราต่อรองร้อยละบาท ใครถือหางนายอำเภอกล้าจะประกาศหรือไม่ ที่แน่ๆประชาชนเตรียมเศษเหรียญไว้รองแล้ว หรืออาจต่อกลับด้วยซ้ำ
ด้วงกินยอดมะพร้าวจนหัก จะกินลงมาถึงรากหรือไม่ โปรดติดตามครับ