ถ้าท่านได้ศึกษาอิสลามจากอัลกุรอานและอัลฮาดิษที่ถูกต้องแล้วจะรู้ว่าไม่เสียทีที่เกิดมา

                                                  วิสัทัศน์(vision)

                                                                               ไหวริย๊ะ   เจริญเระ

            ความใฝ่ฝัน คือพลังแห่งความคิดของคนเรา  ใฝ่ฝันในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมโลก มีหลักการสามารถนำไปปฏิบัติให้เป็นจริงได้  น่าจะหมายถึงวิสัยทัศน์  (vision) หรือมุมมอง  ของแต่ละคน

            สำหรับข้าพเจ้า ความใฝ่ฝันที่มีมานานแล้วตั้งแต่เริ่มเป็นครู  นั่นคือเยาวชนมีความคิด มีการพัฒนาตนเอง และเข้าใจคุณค่าหรือความสำคัญตน  ว่าตนคือความหวัง

ของแผ่นดินในอนาคต  หากเยาวชนมีความคิดเช่นนี้ เขาคงต้องพยามเก็บเกี่ยวความรู้

ประสบการณ์ ในวันนี้เพื่อจะได้เป็นเสบียงเอาไว้ใช้ในวันหน้าที่ไม่มีใคร  เพราะบรรดา

ผู้ใหญ่ในวันนี้ก็จะค่อย ๆ ถดถอย เสื่อม โทรม ลงไปทุกวัน ๆ ในที่สุดก็ไร้สมรรถภาพหรือดับลง หายไปจากโลกนี้  นั่นแหละมาถึงแล้วคือหน้าที่ของเยาวชน  พวกเขาก็จะยืนขึ้นเป็นผู้ใหญ่คนต่อไป  รับไม้ในการดูแลปกป้อง(ทำลาย)โลกนี้ต่อไป

            จากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน มนุษย์ต่างลุกขึ้นมาทำหน้าที่ตามที่ตนถนัด

เพื่อสร้างสรรค์สังคม ตั้งแต่สังคมเล็กคือครอบครัว  สู่ชุมชน และโลกกว้าง 

            หน้าที่ที่ผู้ใหญ่อย่างเรา (กำลังจะโรยรา) พึงตระหนักนั่นคือทำอย่างไรให้เยาวชนมีคุณภาพ สามารถที่จะเป็นไม้ผลัดต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ  มีผู้กล่าวว่าถ้าจะมองว่ากลุ่มชนใดเป็นกลุ่มชนที่จะเจริญก้าวหน้าในอนาคต  ให้มองที่เยาวชนของกลุ่มชนนั้น 

ถ้าเยาวชนมีความสามารถ มีความกระตือรือร้น  มีการใฝ่รู้  ฝึกฝนสิ่งดี ๆ  เขาคงจะเป็นผู้

นำกลุ่มชนนั้นไปสู่ความสงบสุข  ความสำเร็จและพวกเขาจะต้อง เพาะปลูก หน่อเยาวชน

เพื่อเป็นตัวแทนของพวกเขาต่อไป

            แล้วเราจะมีวิธีการอย่างไรล่ะ ในการสร้างสรรค์  เยาวชนที่มีคุณภาพ ไว้เป็นตัวแทนดังกล่าว  คงหนีไม่พ้นการจัดการศึกษาให้พวกเขา  การศึกษาเท่านั้นที่จะช่วยพัฒนาทรัพยากร บนโลกใบนี้ ไม่ว่าทรัพยากรเหล่านั้นจะมีชีวิตหรือไม่  การศึกษาที่มีคุณภาพ  ที่เกิดจากความตั้งใจ  เฝ้ามอง ห่วงใย  พัฒนา  มิใช่ ทิ้งขว้าง  การศึกษาที่มุ่งทำตนเป็นแบบอย่าง มิใช่ การหลอกลวง หรือเอาเปรียบ  การศึกษาที่ถึงแก่น แท้มิใช่หวังแต่กระพี้ หรือเปลือก ๆ ของมัน  การศึกษาที่มีคุณค่า เป็นการศึกษาที่พัฒนาคนอย่างแท้จริง

        อัลลอฮ์(ซบ) ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง โดยให้ท่านญิบรีลนำวะฮ์ยูมาบอกท่านรสูลุลลอฮ์(ซล)ในครั้งแรกที่ ถ้ำฮิรอฮฺ อายะฮแรกที่พระองค์ได้ทรงประทานแก่ท่านนบีมุฮัมมัด(ซล.)คือ

ความว่า: “จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของสูเจ้าผู้ทรงบังเกิด (พระองค์) ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด เจ้าจงอ่านโดยที่พระผู้เป็นเจ้าของสูเจ้าผู้ทรงเกียตริยิ่ง ผู้ทรงสอน (มนุษย์) การใช้ปากกา ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้”

           พระองค์อัลลอฮฺ ทรงเริ่มประทาน อัลกุรอาน มาด้วยอายะฮนี้ โดยประมวลถึงการแสวงหาวิชาความรู้เริ่มจากการส่งเสริมให้อ่าน กล่าวถึงปากกาซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้รู้และพระองค์ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้

ด้วยการพิจารณาถึงซูเราะฮ อัล-ก๊อดรฺ และได้พบว่าซูเราะฮนี้บรรจุความหมายที่ยิ่งใหญ่ไว้ คือ ประวัติของการประทาน อัลกุรอาน และความยิ่งใหญ่ของการปฏิบัติความดีในคืนอัล ก๊อดรฺ นี้ ซึ่งมีพลานิสงค์ มากกว่า 1,000 เดือน และมีโองการจาก อัลกุรอาน ที่    กล่าวถึงคืนลัยละตุ้ลก๊อดรฺนี้ อีกว่า

          ความว่า: “ฮา มีม ขอสาบานด้วยคัมภีร์ที่ชัดแจ้ง แท้จริงเรา (อัลลอฮฺ) ได้ประทานคัมภีร์นี้ในคืนที่มีความเจริญ แท้จริงเราเป็นผู้ตักเตือน ในคืนนี้ทุกกิจการที่เด็ดขาดได้ถูกจำแนก อันเป็นกิจการจากเรา แท้จริงเราคือ ผู้ส่งมา ซึ่งเป็นความเมตตาจากพระผู้อภิบาลของสูเจ้า แท้จริงพระองค์คือ ผู้ทรงได้ยินผู้ทรงรอบรู้” (ซูเราะฮ อัดดุคอน อายะฮ1-6

                          มุสลิมถ้าไม่ศึกษาอัลกุรอ่านก็น่าเสียดายที่เกิดมาเป็นมุสลิมเพราะ จะไม่มีโอกาสลิ้มรสแห่งความเมตตา  อรรถรสของอัลกุรอ่าน จะได้กับบุคคลที่พระองค์ทรงประสงค์  และความรู้จากอัลฮาดิษ มีมากมายท้าทายให้ศึกษาลองหันมาหาอิสลามกันเถอะ  แล้วจะรู้ว่า อัลฮัมดุลิลละฮ์

ขอบคุณอัลลอฮ์ อย่างสุดซึ้ง  ถ้ารู้อย่างนี้ คงจะเรียนนานแล้ว

            

ท่านอิบนุมาญะฮ์  ได้กล่าวรายงานจากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ บิน อัลอาศ  ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุมา  ความว่า

‏خَرَجَ رَسُولُ اللَّهِ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏ذَاتَ يَوْمٍ مِنْ بَعْضِ حُجَرِهِ فَدَخَلَ الْمَسْجِدَ فَإِذَا هُوَ بِحَلْقَتَيْنِ إِحْدَاهُمَا يَقْرَءُونَ الْقُرْآنَ وَيَدْعُونَ اللَّهَ وَالْأُخْرَى يَتَعَلَّمُونَ وَيُعَلِّمُونَ فَقَالَ النَّبِيُّ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏كُلٌّ عَلَى خَيْرٍ هَؤُلَاءِ يَقْرَءُونَ الْقُرْآنَ وَيَدْعُونَ اللَّهَ فَإِنْ شَاءَ أَعْطَاهُمْ وَإِنْ شَاءَ مَنَعَهُمْ وَهَؤُلَاءِ يَتَعَلَّمُونَ وَإِنَّمَا بُعِثْتُ مُعَلِّمًا فَجَلَسَ مَعَهُمْ ‏

"วันหนึ่ง  ท่านร่อซูลุลลอฮ์  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลลัม  ได้ออกมาจากห้องของท่าน  และเข้าไปที่มัสยิด  ดังนั้นเมื่อท่านได้อยู่ที่สองวงล้อม  ซึ่งวงหนึ่ง  พวกเขากำลังทำการอ่านอัลกุรอานและขอดุอาต่ออัลเลาะฮ์   ส่วนอีกวงหนึ่งพวกเขากำลังทำการเรียนและทำการสอนกัน  ดังนั้นท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  จึงกล่าวว่า  ทั้งหมดอยู่บนความดีงาม  พวกเขาเหล่านั้นทำการอ่านอัลกุรอานและวอนขอดุอาต่ออัลเลาะฮ์  ดังนั้นหากพระองค์จักทรงให้เขา  แน่นอนพระองค์ก็จะทรงประทานให้  และหากพระองค์ไม่ทรงประทานให้  แน่นอนพระองค์ก็จะไม่ทรงประทานให้  และพวกเขาเหล่านั้นยังทำการสอนและทำการร่ำเรียนกัน  และแท้จริงนั้น  ฉันถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นครู  ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงนั่งพร้อมกับพวกเขา" สุนันอิบนุมาญะฮ์ 1/83  และฮะดีษนี้ได้รับการสนับสนุนตัวบทโดยฮะดีษมุสลิม

ท่านหญิงอาอิชะฮ์  ร่อฏิยัลลอฮุอันฮา  ได้รายงานว่า  ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้กล่าวว่า

إِنَّ اللهَ لَمْ يَبْعَثْنِيْ مُعَنِّتًا وَلاَ مُتَعَنِّتًا وَلَكِنْ بَعَثَنِيْ مَعَلِّمًا مُيَسِّرًا

" แท้จริงอัลเลาะฮ์ไม่เคยแต่งตั้งฉันขึ้นมา  ในลักษณะของผู้ที่สร้างความยากลำบากและผู้ที่สร้างความเดือนร้านต่อผู้อื่น  แต่ทว่าพระองค์ทรงแต่งตั้งฉันขึ้นมา เพื่อเป็นครูผู้ให้ความสะดวกง่ายดาย"  รายงานโดยมุสลิม  ชัรห์ซอฮิห์มุสลิม 5/20

ดังนั้นท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม คือ "ศาสดาผู้เป็นบรมครู" แห่งมนุษยชาติ  :

 " إن الْحَلالَ بَيِّنٌ وَإنَّ الْحَرَامَ بَيِّنٌ وَبَيْنَهُما أمور مُشْتَبِهَاتٌ لا يَعْلَمُهُنَّ كَثيِرٌ مِنَ الناسِ، فَمَنِ اتَّقَى الشُّبُهَاتِ اسْتَبْرَأَ لِدِينِهِ وَعِرْضِهِ، وَمَنْ وَقَعَ في الشَّبُهاتِ وَقَعَ في الْحَرَامِ، كالرَّاعِي يَرْعَى حَوْلَ الْحِمَى يُوشِك أَنْ يَرْتَعَ فِيهِ، أَلا وَإنَّ لِكُلِّ مَلِكٍ حِمىً أَلا وَإنَّ حِمَى الله مَحَارِمُه، أَلا وَإنَّ في الجَسَدِ مُضْغَةً إذَا صَلَحَتْ صَلَحً الْجَسَدُ كُلُّهُ وإذَا فَسَدَتْ فَسَدَ الْجَسَدُ كُلُّهُ، أَلا وَهِيَ الْقَلْب"

رَوَاهُ الْبُخَارِيُّ وَمُسْلِمٌ.

 

จากอบี อับดิลลาฮฺ อันนุอฺมาน บนบะชีร รอดิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ฉันได้ยินจากท่านรอซูลลุลลอฮ ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “แท้จริง สิ่งที่ฮะลาลนั้นชัดแจ้ง และสิ่งที่ฮะรอมนั้นชัดแจ้ง แต่สิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสองสิ่งนั้น เป็นความคลุมเครือ ซึ่งคนส่วนมากไม่รู้ ดังนั้น ถ้าผู้ใดที่ระวังสิ่งคลุมเครือ ก็เท่ากับเขาป้องกันศาสนาของเขาและเกียรติของเขาให้บริสุทธิ์ แต่ผู้ใดที่เข้าไปสู่สิ่งคลุมเครือ เท่ากับเขาก้าวเข้าสู่สิ่งฮะรอมแล้ว ดังเช่นผู้เลี้ยงสัตว์ ที่เลี้ยงสัตว์อยู่รอบเขตสงวน ที่มันอาจจะล้ำเข้าไปในเขตนั้นได้ พึงระวังไว้เถิด เพราะแท้จริงกษัตริย์ทุกพระองค์ต่างก็มีเขตสงวนของตน ทว่าแท้จริงเขตสงวนของอัลลอฮฺนั้น ก็คือสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามไว้(ทรงกำหนดให้เป็นสิ่งที่ฮะรอม)
                พึงระวังไว้เถิด แท้จริงในร่างกายของมนุษย์นั้นมีก้อนเลือดอยู่ก้อนหนึ่ง หากก้อนเลือดนั้นดีร่างกายทุกส่วนก็จะดีไปด้วย แต่หากก้อนเลือดนั้นเสีย ร่างกายทุกส่วนก็จะเสียหายไปด้วย พึงรู้ไว้เถิด (ก้อนเลือดนั้น) มันคือหัวใจ”

บันทึกโดย อัลบุคอรีและมุสลิม

   http://www.oknation.net/blog/print.php?id=500478

   และ

                www.islammore.com