เวลา 13.30 น.ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวบ้านจาก อ.ท่าศาลา สิชล ขนอม หัวไทร และ อ.ปากพนัง รวมตัวกันประมาณ 200 คน เพื่อยื่นหนังสือคัดค้าน การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.หัวไทร และการก่อสร้างท่าเรือและคลังเก็บวัสดุสำหรับการขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย 2 ฉบับ ต่อรองผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเรียกร้องให้จังหวัดเป็นตัวกลางในการประสานกับรัฐบาล เพื่อยับยั้งโครงการพัฒนาที่จะมาทำลายทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ และ ผืนแผ่นดินทำกินของประชาชนทุกคน

ท่าศาลา หัวไทร จับมือ บุกยื่นหนังสือผู้ว่า

ระงับไฟฟ้าถ่านหิน ท่าเรือเชฟรอน

เรื่อง/ภาพ สานศรัทธา  ที่มา ศูนย์ข่าวพลเมือง ฅนคอน

        เวลา 13.30 น.ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวบ้านจาก อ.ท่าศาลา สิชล ขนอม หัวไทร และ อ.ปากพนัง รวมตัวกันประมาณ 200 คน เพื่อยื่นหนังสือคัดค้าน การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.หัวไทร และการก่อสร้างท่าเรือและคลังเก็บวัสดุสำหรับการขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย 2 ฉบับ ต่อรองผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเรียกร้องให้จังหวัดเป็นตัวกลางในการประสานกับรัฐบาล เพื่อยับยั้งโครงการพัฒนาที่จะมาทำลายทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ และ ผืนแผ่นดินทำกินของประชาชนทุกคน

        สืบเนื่องจากพื้นที่ อ.หัวไทร ในพื้นที่ ต.หน้าสตน ต.เกาะเพชร และ ต.หัวไทร ถูกการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ระบุเป็นพื้นที่รองรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด ๗๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งยังไม่ระบุพื้นที่แน่ชัด มุ่งสร้างความเข้าใจและประชาสัมพันธ์โครงการ โดยย่องเงียบลงพื้นที่ อ้างเป็นพลังงานถ่านหินสะอาดนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ชาวบ้านหวั่นผลกระทบ ทั้งในเรื่องมลพิษ การใช้น้ำ ท่าเรือขนส่งถ่านหิน และการจัดการพื้นที่รายรอบ รวมทั้งข้อมูลที่ปกปิดประชาชน และไม่ยอมเปิดเวทีอย่างเป็นทางการ

        และพื้นที่ บ้านบางสาร ต.กลาย อ.ท่าศาลา เป็นพื้นที่เป้าหมายการก่อสร้างท่าเรือขนส่งวัสดุอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนฐานขุดเจาะน้ำมัน โครงการท่าเรือเชฟรอนนี้ลงมาดำเนินการในพื้นที่มากกว่า ๒ ปีแล้ว แต่ยังมุ่งประชาสัมพันธ์ แทรกซึมทางการเมืองท้องถิ่น มุ่งแจกสิ่งของในการประชาสัมพันธ์ มากกว่าให้ชาวบ้านเข้าใจปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังเน้นใช้ ทีมงานที่มุ่งการจัดการทางสังคมเป็นหลัก  ปัจจุบันโครงการนี้อยู่ในช่วงการจัดทำอีไอเอ หลังชาวบ้านคัดค้านอย่างหนักในเวทีครั้งแรก แต่เชฟรอนยังคงเดินหน้า ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นใดๆ สิ่งที่ชาวบ้านห่วงใยผลกระทบ คือ จะเป็นฐานใหญ่และเปิดประตูเมืองให้แก่โครงการอื่นๆ อีกทั้งท่าเรือยังก่อสร้างรุกล้ำทะเลอีก ๖๐๐ เมตร และอยู่บริเวณปากน้ำที่ต้องขุดลอกร่องน้ำเพื่อนำดินเลนไปทิ้งอีกหน้าท่าถัดไป 

        นอกจากนี้โรงไฟฟ้าถ่านหิน ยังมีเป้าหมายปักหลักในพื้นที่ ต.กลายอีกด้วย และในพื้นที่ ต.กลายนี้ยังมีแนวโน้มการก่อสร้างโครงการอีกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าเป็นโรงกลั่น-โรงแยกก๊าซ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตามรายงานของการนิคมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ต้องรอให้ฐานการผลิตปิโตรเลียมแล้วเสร็จก่อน

        ชาวบ้านทั้ง ๒ อำเภอเดินทางมาตั้งเวทีเครื่องเสียงตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ น. เพื่อรอยื่นหนังสือแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่มีการแจ้งว่าผู้ว่าฯ ติดภารกิจที่ กทม. ช่วงบ่ายรองผู้ว่าจะมารับหนังสือแทน จากนั้นชาวบ้านได้ผลัดกันขึ้นปราศรัยให้ข้อมูลแก่คนทั่วไป พร้อมทั้งรับประทานอาหารร่วมกันที่สนามหน้าศาลากลาง

       ในส่วนของการคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช นายประเสริฐ คงสงค์ ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน  ลุ่มน้ำปากพนัง ได้เป็นตัวแทนกลุ่มเครือข่ายจากอำเภอหัวไทร ให้เหตุผลว่า “หากจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มตามแผน PDP.2010 และเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ซึ่งเป็นพลังงานที่สกปรกที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่เป้าหมายใน อ.ท่าศาลา และ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช มีการส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสร้างความเชื่อให้เกิดกับชาวบ้านในทำนองว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะนำความเจริญมาสู่พื้นที่ ประชาชนเห็นว่าในพื้นที่ภาคใต้เรามีไฟฟ้าเพียงพอแล้ว และไม่จำเป็นต้องสร้างเพิ่ม หากต้องการความยั่งยืนทางพลังงานน่าจะหนุนสร้างเป็นพลังงานลมหลายๆ ตัวจะเหมาะสมมากกว่า เพราะว่าเป็นพลังงานสะอาดและยั่งยืน แต่ที่ผ่านมา รัฐยังขาดความจริงใจในการสนับสนุนให้จริงจัง และหากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว ชีวิตประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ จะขาดการเหลียวแลของรัฐ ตัวอย่างชัดเจนที่แม่เมาะ คนทยอยตายไม่สิ้นสุด ที่ยังหาคนกระทำผิดไม่ได้”

        ด้านนายสมพงศ์ ภู่ทรัพย์มี ส.อบต.ม.9 ต.กลาย อ.ท่าศาลา ในฐานะผู้ประสานงานการคัดค้านโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือและอาคารเก็บวัสดุอุปกรณ์ บริษัทเชฟรอนประเทศไทยจำกัด ที่ ต.กลาย อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ให้เหตุผลในหนังสือที่ยื่นคัดค้านว่า “ในระหว่างนี้มีการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือ EIA และตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีข้อเท็จจริงที่ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการดำเนินการของบริษัท มีแต่การสร้างภาพลักษณ์ด้วยกิจกรรมการสงเคราะห์เป็นหลัก เช่นการแจกของ และอื่นๆ ใช้งบในการโฆษณาแทนการให้ข้อเท็จจริง กิจกรรมทั้งหมดมุ่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดการยอมรับจากประชาชน และเป็นการกระทำที่ไม่เคารพในสิทธิชุมชนโดยเฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสาร แม้ว่าบริษัทจะดำเนินการตามกฎหมาย แต่การดำเนินการตามนั้นไม่ได้เป็นไปตามหลักการซึ่งบัญญัติไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการสอบถามเก็บข้อมูลจากพื้นที่ แสดงให้เห็นในรายงาน EIA ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และยังมีการว่าจ้างสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนลงทำงานในพื้นที่เพื่อสร้างความเชื่อให้ชุมชนคล้อยตาม

        นอกจากนี้ สมพงษ์ ยังเปิดใจว่า “เราแสดงพลังแล้วหลายครั้ง เพื่อแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ ว่าชาวบ้านไม่ต้องการ  โครงการนี้เป็นเพียงความต้องการของผู้นำไม่กี่คน และชาวบ้านไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลย หากยังเป็นอย่างนี้ต่อไป สะพานกลายอาจถูกปิดเหมือนกับหลายปีที่ผ่านมา ทั้งจังหวัดจะเป็นอัมพาตทันที เพราะไม่มีเส้นทางสัญจร ดังนั้นทุกหน่วยงานต้องมีความเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทต่างชาติมาดำเนินการอะไรก็ได้ในพื้นที่”

       ต่อมาเวลาบ่ายโมงเศษ ว่าที่ ร.ต.ฐิตวัฒน์ เชาวลิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มารับหนังสือการร้องคัดค้านการก่อสร้างโครงการของชาวบ้าน ก่อนที่จะขึ้นเวทีรับปากว่าจะนำหนังสือดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่วมกันตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามลำดับ และทีมงานรองผู้ว่าราชการจังหวัด บอกให้ติดตามเรื่องนี้ได้ที่พลังงานจังหวัดซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ทั้งสองโครงการ และประชาชนได้ไปรับหนังสือลงรับทางราชการว่าได้รับหนังสือแล้ว

ก่อนที่ประชาชนผู้คัดค้านทั้งหมดจะไปรวมตัวกันที่โรงแรมทวิลโลตัส อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อรับฟังการให้ความรู้จากนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องด้านพลังงานและผลกระทบ.

        ทั้งท่าเรือเชฟรอน และไฟฟ้าถ่านหิน เป็นอีก ๒ โครงการที่ชาวบ้านต้านอย่างหนัก แต่ก็ไม่ค่อยได้รับการตอบสนองของหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐ เหมือนกับว่าได้ปักธงเป้าหมายโครงการเหล่านี้ไว้แล้วในจังหวัดนครศรีธรรมราช อีกทั้งยังไม่มีแผนจังหวัดที่รองรับการตัดสินใจ และไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อสร้างพลังการเรียนรู้และข้อมูล ยังปล่อยให้ประชาชน ต้องติดตาม เฝ้าระวังกันเอง เหมือนกับว่าโครงการเหล่านี้จะทำอะไรในพื้นที่ก็ได้   ดังนั้นความหวังในการต้านโครงการ หรือสร้างการพัฒนา คำตอบอยู่ที่ชาวบ้านนั่นเอง