รวมพล คน กศน. 12 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักงาน กศน.ได้จัดสัมนาใหญ่ขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร มีชาว กศน.เข้าร่วมกว่า 9,000 คน พรั่งพร้อมไปด้วยนิทรรศการ รถความรู้เคลื่อนที่และสื่อสารสนเทศมากมาย ภาคเช้าชาว กศน.ได้พบได้ฟังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษามากมาย ผมเองได้รับเชิญให้อภิปรายในภาคบ่ายร่วมกับ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ จากครุจุฬาฯ นายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล และอีกท่านเป็นอาจารย์จากสุโขทัยธรรมาธิราช ผมอภิปรายโดยสรุป ดังนี้ 1.ขณะที่ส่วนราชการต่างๆ ปรับร่นหนีจากชาวบ้านจากชุมชนจากตำบลไปสู่อำเภอ จังหวัด แต่ กศน.ตำบล เกิดขึ้นได้ เป็นส่วนราชการที่รุกเข้าไปแนบชิดชาวบ้านและชุมชนระดับรากหญ้า 2.ครู กศน.เป็นครูนอกระบบ นอกกรอบ จึงเสมือนเป็น NGO ในกระทรวงศึกษาฯ ที่ทำงานไร้รูปแบบ ไร้กรอบเวลา แต่ทุ่มเท 3.ครู กศน.ต้องเริ่มจากการคลุกคลีตีโมงกับชาวบ้าน เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แหล่งสำคัญชุมชนอยู่ที่ใด ความรู้ดั้งเดิมคืออะไร 4.เมื่อรู้และเข้าใจแล้ว บทบาทครู กศน.จะทำหน้าที่เป็นเสมือนสะพานเชื่อมความรู้ ผู้คน ทรัพยากร ไปสู่กลุ่มต่างๆ จนกลายเป็นเครือข่ายเรียนรู้ที่สำคัญในชุมชน 5.ภาระสำคัญของครู กศน.ไม่ใช่เพียงแต่เติมเต็มให้แก่ผู้พลาดโอกาสเท่านั้น แต่สามารถรังสรรค์และฟื้นฟูสิ่งดีงามในเชิงวัฒนธรรม วิถีประเพณี ภาษาถิ่น ขึ้นมาได้โดยร่วมกับกลุ่มต่างๆ ในชุมชน 6.รูปธรรมงานของ กศน.ที่มีทั้งการศึกษาทางเลือก ทางไกล ทางอาชีพ ทางพื้นฐาน ทางใครทางมัน(ตามอัธยาศัย) ฯลฯ คือการปรับวิธีการให้สอดคล้องเข้ากับวิถีความป็นจริงที่ดำรงอยู่ในประเทศ เช่นเด็กบางคนต้องออกกลางคันเพื่อทำงานช่วยเหลือครอบครัว ก็ได้ กศน.เชื่อมรับเข้าเรียนหรือเสริมอาชีพ ต่อเติมชีวิตให้สมบูรณ์และดูแลช่วยครอบครัวได้ด้วย ซึ่งถือเป็นมิติที่ตอบคำถามชาวต่างชาติได้ว่า เด็กยังมีทางเลือกทางรอดที่ดีอยู่ โดยสรุปทั้ง 6 ประการนี้ ผมลงท้ายไว้ว่า ในฐานะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กศน.ชาติ ขอเล่าให้ฟังว่าในที่ประชุมจะพูดถึงความสำคัญของ ครู กศน.ตำบลที่รับภาระหนัก ดังนั้นต้องดูแลส่งเสริมครูและสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ ให้เพียงพอต่อการทำงานเพื่อประชาชน
สวัสดีครับคุณครู หยุย
ผมคนหนึ่งเป็นผลผลิตของ กศน.ครับ
ลุงวอญ่าครับ คนดี คนเก่งจำนวนมากของประเทศ มาจากการปลูกปั้นของครู กศน.มากมาย จริงครับ
สวัสดีค่ะ
บุคิกภาพ บุคลิกภาพ (ขออภัยค่ะ)
ครูคิมครับ กศน.คือทางเลือกสำคัญของคนห่างไกล คนด้อยโอกาสมากมาย
ล่าสุด ครู กศน. 8,000 กว่าคนได้รับการยกระดับขึ้นเสมือนพนักงานราชการแล้วครับ ดีใจแทนพวกเขา
ผมลืมอีกเรื่องไป ในช่วงท้ายก่อนจบ ผู้ดำเนินรายการคือคุณศิริบูรณ์ ได้ให้ช่วยกันฝากข้อคิด ผมฝากให้ครู กศน.นึกเสมอว่า เราไม่ใช่พระเอก แต่เป็นพระรอง การเป็นพระรองจะช่วยให้ทำงานง่ายเพราะไปประสานให้คนอื่นมาช่วยงานได้มาก โดยผู้ได้รับการเชิญมานั้นจะมีบทบาทเป็นพระเอก แต่ กศน.ได้ผลงานในการช่วยคน
ครูฐานิศวร์ครับ ยุคก่อนมักจะเป็นเช่นนั้นคือเรียนควบทั้งในและนอกระบบ แต่มีปัญหาตามมาคือ เด็กส่วนหนึ่งใช้เป็นทางลัด เพื่อเตรียมไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย คือเรียน กศน.จบปุ๊บ ไม่สนใจการเรียนในห้องเรียนแล้ว ไปอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทร้าน เท่านั้น จึงมีการยกเลิกเรียนควบไป
สวัสดีค่ะ ขอขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมที่บล๊อก ดิฉันติดตามผลงานอาจารย์เสมอมานานแล้ว ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์ทำงานเพื่อสังคมตลอดไป
เรียนคุณครูครับ
เห็นครูทางทีวีในงานด้วยครับ อยากทราบภาพรวมของ กศน. ในด้านต่าง ๆ ดูได้ที่ไหนครับครู
ขอบคุณครับครูหยุย ที่เป็นกำลังให้กับครู ศรช(ว่าที่พนักงานราชการเร็วๆนี้)
ครูฐานิศวร์อย่างไรก็ไม่ตกรุ่นครับ เพราะส่วนใหญ่เด็กรุ่นครูเรียน กศน.ควบคู่ไปด้วย
คุณนิ่มอนงค์ครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยือนนะครับ แล้วจะแวะไปเยือนบ่อยๆ
คุณโสภณครับ คงต้องเปิดไปที่บล๊อกของเพื่อนครู กศน.ทั้งหลาย เห็นสื่อสารพร้อมภาพกันอยู่มาก ภาพชัดเจนดี
khachonronnachit ครับ ผมเห็นคุณค่า กศน.มานานแล้ว อยากบอกอีกเรื่องครับ ผมเป็นผู้เสนอ พรบ.กศน.เข้าสู่การพิจารณาของสภาเมื่อปี 2551 สมัยนั้นผมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช)
สวัสดีค่ะ
ครูดาบเรืองครับ ครูกศน.เสมือนผู้ปิดทองหลังพระ ทั้งเก็บตกผู้พลาดโอกาส ทั้งต่อเติมให้เต็มในสิ่งที่ขาดและต้องการ ทั้งฟื้นนวตกรรมและวิถีเดิมกลับคืนมา ฯลฯ หนักแต่ก็น่าภาคภูมิใจในหน้าที่
สวัสดีค่ะ
เคยเป็นวิทยากรให้ กศน. อำเภอเมืองชลบุรี (ตอนนั้นสอนการเพ้นท์ตกแต่งบนวัสดุต่างๆเพื่อนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริม แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว)
พบว่าการเรียน สิ่งที่เป็นอปสรรคที่สุดคือ "ความคาดหวัง" ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นของตัวผู้เรียนเอง หรือจากบุคคลในครอบครัว จึงทำให้เครียดเวลาเรียน (เพราะกลัวทางบ้านจะว่า ว่าเรียนมายังไงทำได้แค่นี้) เมื่อยิ่งเครียด ก็ยิ่งทำงานได้ไม่ดี
เพราะการทำงานศิลปะไม่สามารถทำให้ออกมาดีได้ภายในเวลาอันสั้น ผู้เรียนซึ่งไม่มีความรู้ทางด้านศิลปะ เมื่อเรียนแล้ว ต้องไปฝึกฝนด้วยตนเองหลังจากที่จบคอร์ส (ครั้งหนึ่ง ผู้เรียนบ่น ว่าเคยแต่จับจอบด้ามใหญ่ๆ พอมาจับพู่กันเล็กๆนี่ไม่ถนัดเลย)
จึงมองว่า การสอนน่าจะต่างจากการสอนในระบบ เพราะในโรงเรียน เราอาจค่อยเรียนรู้ไปเรื่อย เช่น เส้น แสง เงา ค่อยๆฝึกฝน จนเมื่อเรียนจบ เราก็สามารถสร้างผลงานดีๆได้
แต่ เมื่อมีวัตถุประสงค์จะประกอบอาชีพและมีเวลาจำกัด ผู้สอนต้องให้ผลงานรวบยอดแก่ผู้เรียนก่อน แล้วผู้เรียนไปฝึกฝนเอาเองทีหลัง
จึงสรุปเอาเองค่ะ ว่าการเรียนจึงกลับหัวกลับท้ายกันสนิท
แต่ก็เป็นประสบการณืที่ดีค่ะ
ณัฐรดาครับ ก็จริงดังประสบการณ์ที่เล่ามาครับ หลักการของ กศน.คือเติมเต็มสิ่งที่ขาดเป็นหลักมาแต่เบื้องต้น ระยะหลังพัฒนาไปสู่การฟื้นฟูสิ่งที่ขาดหายไป รวมถึงเพิ่มเติมทักษะวิชาชีพ ซึ่งต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตของเขา เข้าลักษณะต่อยอดนั่นเอง