วิทยากรท่านหนึ่งในงานนี้ถามคำถามแก่ผู้คนที่สนใจธุรกิจเครือข่ายขายสินค้าสุขภาพ ที่จัดขึ้นในโรงแรมแห่งหนึ่ง โดยผู้คนที่อยู่ในงานมีทั้งนักศึกษา คนตกงาน คนมีธุรกิจร่ำรวย คนอื่นๆ รวมทั้ง ดร. ป๊อป ที่ติดตามญาติไปสังเกตการณ์ว่า ทำไมคนมากมายเหล่านี้จึงสนใจทำธุรกิจแบบนี้ ทั้งๆ ที่เมื่อเช้าผมเพิ่งทำตนเป็นอาสาสมัครไม่หวังผลตอบแทนหรือจิตอาสากับกรณีศึกษาท่านหนึ่งอย่างมีความสุข
คำถามที่วิทยากรที่ใช้เวลาเพียงหกเดือนกับการเข้าธุรกิจแบบนี้และมีรายได้เกินหนึ่งแสนบาท ก็ทำให้ผมสลดใจที่จะตอบคำถามที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในงาน ซึ่งนำมาให้ผมอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพี่น้อง G2K ดังนี้
วิทยากร: คุณลองตัดสินใจว่า ผมรวยได้จากการที่ไม่ต้องขายของ เพียงแต่หาคนให้มากที่สุดในทีมขายตรง และยอมลำบากในช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะได้ไปเที่ยวต่างประเทศ มีรายได้มากมายเกินหนึ่งแสนบาทในช่วงระยะเวลาอันสั้น คุณลองคิดดูว่าธุรกิจนี้คุ้มค่ากับชีวิตคุณแค่ไหนอย่างไร ทำงานไม่กี่ปี ก็ไม่ต้องทำงานใดๆ มีรายได้ท่องเที่ยวตลอดชีวิต
ผมตอบในใจ: ธุรกิจนี้ดูคุ้มค่ากับคนที่ต้องการหารายได้แบบรวดเร็วและมีความต้องการเพื่อตนเองสูง แต่ไม่คุ้มค่ากับชีวิต ดร. ป๊อป ที่สนใจความสุขจากอุดมคติที่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น หลังจากได้ทุนรัฐบาลไปเรียนจนจบตามความฝันแล้ว รายได้ที่ได้มาก็ช่วยเหลือครอบครัวและตนเองได้โดยอยู่อย่างประหยัดและดำรงชีวิตที่เข้าใจความจริงของชีวิตแห่งตนเอง (Self-actualization) และรู้จักทบทวนความคิด ความรู้สึก และการกระทำที่เป็นพลเมืองดีแก่สังคม (Self-determination for good citizenship)
วิทยากร: ธุรกิจนี้ไม่ต้องอาศัยความรู้ใดๆ เพียงแต่ทำตามขั้นตอนของทีมงานระดับสูงของคุณ เป็นนักศึกษาก็ทำธุรกิจนี้ได้ ไม่ต้องรอให้จบ ก็รวยได้อย่างรวดเร็ว มีใครอยากเป็นแบบนี้บ้าง ไม่ต้องคอยเบื่อทำงานประจำวันจันทร์ถึงศุกร์ ทำไม่กี่ปี ก็รวยตลอดไป ยกมือซิ
ผมตอบในใจ: [ทุกคนยกมือตอบโจทย์วิทยากร ยกเว้น ดร. ป๊อป] ผมเรียนมาตั้งหลายปี พยายามใช้ความรู้เพื่อสังคมอยู่ตลอดเวลา ก็ดีใจทุกครั้งที่จะได้ทำงานวันจันทร์ ก็มีความสุขดี แม้จะเจอคนหลากหลายที่เอาเปรียบ ที่ไม่จริงใจ ที่ไม่เข้าใจความคิดเพื่อปวงชนมากกว่าตนเอง แต่เป็นการฝึกทักษะชีวิตอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของคนเรามิใช่หรือ ตอนนี้ผมไม่เข้าใจว่า ทุกคนจะทำงานเพีงไม่กี่ปี แล้วไม่ต้องทำงานและใช้เวลานำเงินที่เก็บไปใช้ตลอดชีวิตหรือ นักศึกษาจะตั้งใจเรียนต่อในมหาวิทยาลัยหรือเปล่า ถ้าหาเงินง่ายดายแบบนี้ จะมีคนมาเรียนหนังสือเพื่อพัฒนาความรู้หรือมาเข้าธุรกิจนี้ก่อนเวลาอันสมควรเพื่อตัวเองกันแน่!
สุดท้ายผมได้แต่ "ทำใจ" แล้วกลับมาอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "ความสุข" แปลโดย รักดี โชติจินดา และ เจริญเกียรติ ธนสุขถาวร จากงานเขียนของ Richard Layard เรื่อง Happiness: Lessons from a new science จัดพิมพ์โดย ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา ร่วมกับ สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา พ.ศ. 2550
ผมประทับใจและขอกล่าวถึงบทความหนึ่งในหน้า 77 กล่าวถึง ปัจจัยสำคัญทั้ง 7 ที่มีผลต่อความสุข เรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว สถานการณ์ทางด้านการเงิน การงาน สังคมและเพื่อนฝูง สุขภาพ เสรีภาพสวนบุคคล และค่านิยมส่วนบุคคล
จะเห็นว่า "สถานการณ์ทางด้านการเงินสร้างความสุขได้ตามบริบทปัจจัยอื่นๆ อีก 6 ปัจจัย มิใช่การเงินที่ต้องร่ำรวยอย่างรวดเร็วเสมอไป แต่ความสุขตรงนี้อาจไม่ใช่ความสุขของคนที่สนใจธุรกิจเครือข่ายข้างต้นนั่นเอง ทำให้ ดร. ป๊อป จึงไม่ได้คิดเหมือนคนกลุ่มใหญ่ในงานนี้ครับผม"
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณที่แบ่งปันนะคะ
ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม พอจะประยุกต์เข้าข้อใดได้บ้างครับ
ขอบคุณครับคุณยายที่ติดตามความรู้อย่างสม่ำเสมอ
ขอบคุณครับคุณโสภณ - ความสุขจากการปฏิบัติธรรมแล้วนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตน่าจะทำให้เข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดความสุขใจในแต่ละรายบุคคลได้ครับ
ขออนุญาตนำไปแบ่งปันนะคะ
ความสุขอยู่ที่ได้ทำงานเพื่อตนเอง ครอบครัว และสังคม
ไม่เบียดเบียนกัน ให้ความดีต่อกัน ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานที่ถูกต้องค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับคุณครูต้อยที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับความสุขด้วยความดีงาม
ยินดีครับคุณน้องอ้อ CDTC
สวัสดีค่ะ
ความต้องการเพื่อตนเองสูง แต่ไม่คุ้มค่ากับชีวิต ดร. ป๊อป ที่สนใจความสุขจากอุดมคติที่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น หลังจากได้ทุนรัฐบาลไปเรียนจนจบตามความฝันแล้ว รายได้ที่ได้มาก็ช่วยเหลือครอบครัวและตนเองได้โดยอยู่อย่างประหยัดและดำรงชีวิตที่เข้าใจความจริงของชีวิตแห่งตนเอง (Self-actualization) และรู้จักทบทวนความคิด ความรู้สึก และการกระทำที่เป็นพลเมืองดีแก่สังคม (Self-determination for good citizenship)
ผมเรียนมาตั้งหลายปี พยายามใช้ความรู้เพื่อสังคมอยู่ตลอดเวลา ก็ดีใจทุกครั้งที่จะได้ทำงานวันจันทร์ ก็มีความสุขดี แม้จะเจอคนหลากหลายที่เอาเปรียบ ที่ไม่จริงใจ ที่ไม่เข้าใจความคิดเพื่อปวงชนมากกว่าตนเอง แต่เป็นการฝึกทักษะชีวิตอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของคนเรามิใช่หรือ ตอนนี้ผมไม่เข้าใจว่า ทุกคนจะทำงานเพีงไม่กี่ปี แล้วไม่ต้องทำงานและใช้เวลานำเงินที่เก็บไปใช้ตลอดชีวิตหรือ นักศึกษาจะตั้งใจเรียนต่อในมหาวิทยาลัยหรือเปล่า ถ้าหาเงินง่ายดายแบบนี้ จะมีคนมาเรียนหนังสือเพื่อพัฒนาความรู้หรือมาเข้าธุรกิจนี้ก่อนเวลาอันสมควรเพื่อตัวเองกันแน่!
ขอขอบคุณคุณยายคิมมากครับที่ชื่นชมและเน้นข้อความที่เชิญชวนให้ผู้อื่นคิดตามด้วย
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยกับคุณยายคิมครับ
คำว่า "พอ" และ "อัตตา" ของคนเรา ทำให้ระบบการศึกษาเน้นการแข่งขันมากเกินพอดีจากรุ่นสู่รุ่นวนไปมาเป็นวัฏจักรครับ
มองทางบวก ผมภาวนาให้มีกลุ่มคนหนึ่ง (10%) ที่ศึกษากระบวนการช่วยเหลือและการสร้างความสุขระหว่างชีวิตใดๆ ซึ่งอาจมาต้านกระแสสังคมที่มาจากระบบการศึกษาแบบแข่งขันก็ได้ครับ
ตอนนี้ระบบและเครือข่าบแบบนี้กระจายตัวมากในนักศึกษา และเป็นการกระจายอย่างรวดเร็ว
ซึ่งบางคนได้เงินหลักพัน หรือหลักหมื่น มองในแง่ดีมันคือรายได้Part time
แต่ถ้ามองอีกครั้ง...เงินที่มาอยู่บนความโลภของคน และความสบายของคน ไม่รู้ว่าจะมั่นคงแค่ไหน
ถ้าอย่างนั้นความรู้ที่พวกเรากำลังพร่ำเรียนอยู่ อาจดูไร้ประโยชน์ไปเลยก็ได้ ในเมื่อเงินหาได้ง่ายขนาดนั้น
และมันก็เป็นการปลูกฝังค่านิยมบางอย่าง เช่น การใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย เพราะไม่ต้องลำบากในการหาเงิน และกลายเป็นค่านิยมแบบลูก
โซ่ เพราะก็เหมือนเราดูละคร ที่เราเห็นคนอื่นมี ก็อยากมี และใช้ชีวิตที่ฟุ่มเฟือยบ้าง เพราะทั้งง่ายและสบายต่อการหาเงิน
ไม่รู้ว่าจะถามอะไรอาจารย์ดีค่ะ แต่แค่รู้สึกว่ามีอะไรที่ไม่ถูกบางอย่าง
ขอบคุณสำหรับบล็อกดีๆนะคะ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่ดีจากคุณ OTโย่ว!!
ขอบพระคุณที่เล่าเหตุการณ์ที่เป็นประโยชน์และเป็นตัวอย่างของสังคมที่ดีค่ะ