ระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูง

ศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์ (Science) มีหลายความหมาย เช่น

(1) ศาสตร์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง กฎเกณฑ์ ทฤษฎี ที่ถูกจัดระบบไว้เป็นอย่างดี

(2) ศาสตร์ หมายถึง สาขาวิชาต่างๆ หรือประเภทของความรู้ต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural science) ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา สังคมศาสตร์ (Social science) ได้แก่ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ได้แก่ แพทย์ วิศวกรรม เกษตร เป็นต้น

(3) ศาสตร์ หมายถึง กระบวนการที่มนุษย์ใช้หาความรู้ ได้แก่ การสังเกต การตั้งปัญญา การตั้งสมมติฐาน การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ผลและการสรุปผลการศึกษา ซึ่งก็คือ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ศาสตร์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ความรู้ (Knowledge) และ กระบวนการ (Process)

องค์ประกอบของศาสตร์

     *  มีองค์ความรู้ (Body of knowledge) – คือมีมวลเนื้อหาสาระที่มีการจัดระบบจากรูปธรรมเป็นนามธรรม ศาสตร์ที่เกิดก่อนจะมีคนเรียนรู้มาก มีการสั่งสมองค์ความรู้ ข้อเท็จจริง มโนทัศน์ ข้อเสนอ สัจพจน์ ทฤษฎีและกฎมาก ศาสตร์นั้นจะเป็นศาสตร์แข็ง (Strong science) ศาสตร์ใหม่ที่มีคนเรียนรู้น้อย มีการสั่งสมองค์ความรู้น้อย เรียกว่า ศาสตร์อ่อน (Weak science)

     *  มีศัพท์เฉพาะ (Technical term) –  แสดงให้เห็นถึงความเด่น และทำให้สามารถจำแนกศาสตร์ออกจากกันได้ มีไว้เพื่อการสื่อสารในหมู่นักวิชาการวิชาชีพเดียวกัน ศาสตร์ใดที่ศัพท์เฉพาะมาแสดงให้เห็นว่ามีการพอกพูนความรู้มาก ศาสตร์นั้นก็จะก้าวหน้ามากเป็นศาสตร์แข็ง (Strong science)

     *  มีวิธีการค้นคว้าหาความรู้เฉพาะ (Method of inquiry knowledge) – เป็นวิธีการในการสั่งสมองค์ความรู้ ศาสตร์ใดที่มีการสั่งสมองค์ความรู้ด้วยวิธีการที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ เป็นอัตวิสัยหรืออัตนัย (Subjectivity) ขาดความเที่ยง (Unreliability) ขาดความตรง (Invalidity) ศาสตร์นั้นจะก้าวหน้าน้อย เรียกว่า ศาสตร์อ่อน (Weak science) ส่วนศาสตร์ที่มีความก้าวหน้ามาก จะมีวิธีการสั่งสมองค์ความรู้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ใช้วิธีการสัมภาษณ์ สังเกต การตรวจซาก การตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน การทดลอง ศาสตร์มีความเป็นวัตถุวิสัยหรือปรนัย (Objectivity) มีความเที่ยง (Reliability) มีความตรง (Validity) เรียกว่า ศาสตร์แข็ง (Strong science)

ประเภทของศาสตร์ แบ่งตามพัฒนาการของมนุษย์ได้เป็น 4 ระดับ ดังนี้

     1)  ระดับเชิงประจักษ์ (Empirical level) : มีข้อมูลเชิงประจักษ์

     2)  ระดับปฏิบัติ (Pragmatic level) : มีการทำเชิงปฏิบัติ 

     3)  ระดับปทัสถาน (Normative level) : ทำตามๆ กันไป  

     4)  ระดับคุณค่า (Meaning or proposive level) : มีการหาความหมาย มีการตั้งเป้าหมาย  เป็นระดับสูงที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด

ประเภทของศาสตร์ แบ่งตามคุณลักษณะของสิ่งที่ศึกษาได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

     1)  ธรรมชาติศาสตร์/วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural science) : เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ดาราศาสตร์ เป็นต้น

     2)  สังคมศาสตร์ (Social science) : เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่มาอาศัยอยู่ร่วมกัน เช่น สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ประชากรศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ นิติศาสตร์ เป็นต้น

     3)  มนุษยศาสตร์ (Humanities science) : เป็นการศึกษาความเป็นปัจเจกบุคคล คุณค่า ความงาม เช่น ภาษา วรรณกรรม ดนตรี ศิลปะ เป็นต้น

เป้าหมายของศาสตร์ (Science proposes) แบ่งเป็น 4 ระดับ เรียงจากต่ำไปสูง คือ

     1)  บรรยาย/พรรณนา (Description)

     2)  อธิบาย (Explanation)

     3)  ทำนาย (Prediction)     

     4)  ควบคุม (Control)

ข้อสังเกต

     ** งานวิจัยเชิงพรรณนา มีเป้าหมายระดับบรรยาย งานวิจัยเชิงทดลอง มีเป้าหมายตั้งแต่ระดับอธิบาย ทำนายและควบคุม 

     ** การที่จะบรรลุเป้าหมายระดับสูงได้นั้น จะต้องผ่านเป้าหมายระดับต่ำมาก่อน

ข้อจำกัด

     ** บางครั้งเมื่อบรรลุเป้าหมายระดับทำนาย (สูง) แล้ว แต่ก็ไม่สามารถบรรลุระดับควบคุม (สูงกว่า) ได้  เนื่องจากบางปรากฏการณ์ก็ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจของมนุษย์ เช่น การระเบิดของภูเขาไฟ การเกิดแผ่นดินไหว เป็นต้น