“ฉันขอเล่าให้ฟัง ฝรั่งคนหนึ่งมาเที่ยวเมืองไทย ไม่เคยรู้จักพริก วันหนึ่งเขากินพริกทั้งที่ไม่รู้จักพริก คุณว่าเขาจะเผ็ดหรือไม่”

มีความถ่อมตน-2

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

                “ฉันขอเล่าให้ฟัง ฝรั่งคนหนึ่งมาเที่ยวเมืองไทย ไม่เคยรู้จักพริก วันหนึ่งเขากินพริกทั้งที่ไม่รู้จักพริก คุณว่าเขาจะเผ็ดหรือไม่” “เผ็ดแน่นอน” “อีกเรื่องหนึ่งนะ ชายคนหนึ่งหลงทางไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่เขาเดินไปเรื่อยๆ ไม่เคยหยุด บังเอิญว่าเขาหันหน้าไปทางกรุงเทพฯ คำถามก็คือ แม้ว่าไม่รู้ว่าเขาเดินไปทิศไหน เขาจะถึงกรุงเทพฯหรือไม่” “ถึงแน่นอน” “ฉันใดก็ฉันนั้น คนกินพริกแม้ไม่รู้ว่าพริกก็ต้องเผ็ด คนเดินไม่หยุดแม้ไม่รู้ทาง แต่ถ้าหันหน้าให้ตรงทิศเขาย่อมถึงที่หมายได้” “เปรียบเทียบได้ชัดเจนดี” ผมกล่าวชมด้วยความจริงใจ

 

                สุทธินียังคงเหม่อมองน้ำทะเลแสนงามอย่างหลงใหล ผมแอบมองใบหน้าด้านข้างของเพื่อนสาวอย่างชื่นชม เหตุใดเธอจึงพูดเรื่องราวของชีวิตได้อย่างชาญฉลาดถึงปานนี้ พูดคุยกับเธอแล้วเห็นความไม่ฉลาดของตัวเอง ผมจึงชวนเธอคุยหาความฉลาดใส่ตัวให้มากยิ่งขึ้น “การถ่อมตนเป็นการทำบุญหรือไม่” “ใช่ พระสอนว่า ลดตัวกูของกูลง” “ลดตัวกูของกูแล้วดียังไง” “เป็นบันไดขั้นแรกของการเป็นอริยะบุคคล” “อริยะบุคคลคืออย่างไร” ผมงงศัพท์แสงทางศาสนา “คือเป็นคนที่ประเสริฐเพราะเห็นแก่ตัวน้อยลง” “แล้วดีอย่างไร” “ข้อนี้น่าจะคิดเองได้”

 

                ผมนิ่งคิดและเห็นจริงตามเธอว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพราะ “ความเห็นแก่ตัว” ของคนนี่เอง “จริงอย่างเธอว่านะ สุทธินี หากเราต้องการถ่อมตนต้องทำอย่างไรบ้าง” “ง่ายๆ นะ ถ่อมตนคือการไม่พองลม ไม่เบ่ง ลดทิฐิมานะ ไม่ทะนงตน ไม่อวดดี ไม่ยโสโอหัง ไม่ดูถูกเหยียดหยามใคร ไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ไม่จองหอง” “โอ้โห คงทำได้ยาก” “ใช่ เวลามันเกิดขึ้นตามมันไม่ทันหรอก” “สมัยนี้คนทำบาปโดยไม่รู้ตัว” “เช่นอย่างไรบ้าง” “คนเรียนน้อยดูถูกคนไม่ได้เรียน คนเรียนมากดูถูกคนเรียนน้อย ไล่เรื่อยไปไม่จบสิ้น” “อย่างนั้นคนจบปริญญาเอกก็ดูถูกคนอื่นแย่ซิ” “ใช่ หนักเลย มักลืมตัว” “อ้าวแล้วกัน นึกว่าดี” “ดีก็มีแต่น้อยเหลือเกิน ส่วนมากรู้ไม่ทันกิเลส” “เพราะอะไรเรียนมากน่าจะฉลาดขึ้น” “ฉลาดทางโลก เพื่อการดำรงชีพ แต่ไม่ฉลาดทางธรรมเรื่องจิตวิญญาณ”