วาทกรรม Discourse

คำนี้ในระยะนี้กำลังติดอันดับ ติดปากผู้คน มีหลายนัย (และสมศักดิ์ศรีในที่มาของมัน) ในทั้งด้านการนำไปใคร่ครวญไตร่ตรอง การนำมาประกอบในประโยคให้ดูดีเก๋ไก๋ ไปจนถึงการมีนัยยะสะท้อนถึงความเป็นจริงใน version ต่างๆที่ผู้ใช้พึงตระหนักแต่อาจจะจงใจไม่ตระหนัก หรือไม่ตระหนักและจงใจจะใช้ในแบบนั้นด้วย

ดูเหมือนว่าคำๆนี้จะคลอดมาจากคำในภาษาอังกฤษคือ Discourse ซึ่งเป็นศัพท์ที่นักปรัชญา นักสงคมศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ท่านนึงชื่อ Michel Foucault (อ่านว่า "มิเชล ฟูโค" ตามแบบฝรั่งเศส) เป็นคนนำมาใช้

"In the work of Michel Foucault, and social theorists inspired by him: "an entity of sequences of signs in that they are enouncements (enoncés)" (Foucault 1969: 141). An enouncement (often translated as "statement") is not a unity of signs, but an abstract matter that enables signs to assign specific repeatable relations to objects, subjects and other enouncements (Ibid: 140). Thus, a discourse constitutes sequences of such relations to objects, subjects and other enouncements. A discursive formation is defined as the regularities that produces such discourses. Foucault used the concept of discursive formation in relation to his analysis of large bodies of knowledge, such as political economy and natural history.(Foucault 1970)

Michel Foucault  

ใครอยากจะแปลก็เชิญตามสบายนะครับ ผมขอตัว เพราะมีศัพท์ที่ไม่เคยใช้หลายตัว แต่เนื่องจากมันเป็น academic เลยต้อง quote มาตามทำนองคลองธรรมหน่อย

แล้วมันเกิดอะไร?

วาทกรรมมีความหมายโดยนัยแฝงอยู่เสมอ และเกิดความเชื่อมโยงต่อไปในใจของคนฟังทันทีทันใด (หรือเป็นวัตถุประสงค์ของคนใช้ที่ต่้องการแบบนั้น) จะมี set ของคำอธิบายที่ถูกพูดซ้ำ อธิบายซ้ำ หรือนำมาใช้ในบริบทจำเพาะซ้ำๆจนเกิดความเข้าใจใน shade ใด shade หนึ่งออกมาในที่สุด ด้วยความที่มีความจำเพาะ ก็ทำให้ง่ายขึ้นที่จะ short cut ให้เกิดอารมณ์การรับรู้เป็นชุดออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านบวกและลบ ปลุกใจ หรือกดขี่ เทอดทูน หรือเหยียดหยาม

การที่มัน work ดีมากกับการรับรู้ และเข้าถึงอารมณ์ จึงไม่แปลกอะไรที่วาทกรรมจะถูกพิจารณาว่าเป็นเครื่องมือทรงพลังในการปลุกระดม ทั้งบวกและลบอีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น "ภาษาแดง" "ภาษาเหลือง" "ภาษาศาสนา" "ภาษาศีลธรรม" "นักวิชาการ" "ไพร่" "อำมาตย์" โอ๊ย เยอะแยะไปหมด เยอะจนเราจำเป็นต้องเพาะภูมิคุ้มกันในตัวเอาไว้บ้าง ก่อนที่จะเกิด epidemic สติสตังเสียไปกับวาทกรรมเหล่านี้ไปโดยไม่รู้ตัว

หัวใจของการรับรู้วาทกรรมก็คือ "ชุดความหมายเหล่านี้ ล้วนสร้างขึ้นโดยคนอย่างมีวัตถุประสงค์" ตราบใดที่เรามีสติและหมายรู้เรื่องนี้ไว้ตลอดเวลา เราจะก็ผ่านฉลุยไปท่ามกลางทะเลมหาสมุทรหรือสวนแห่งวาทกรรมนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง​ (หวังว่า...นะ)

ในยุคที่การเป็น rebellion หรือกลุ่ม anti-norm, anti-establishment หรือ สารพันจะ anti- เพื่อค้นหา​ "พื้นที่ของเราเอง" ออกมาให้ได้นั้น ภาษาวาทกรรมจำเป็นมาก เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิิด identity ได้เร็วและง่ายที่สุด ง่ายกว่าการลงมือกระทำอะไรเพื่อที่ให้ผลการกระทำนั้นเป็นต้นทุนที่แท้ของเรา ในปัจจุบันนี้วาทกรรมมาแทนที่เพราะสื่ออันทรงพลังอย่างไม่เคยมีมาก่อน และพวกเราก็เสพสื่อ เสพเอาๆ อย่างตะกละตะกราม

ผมเขียนบทความเมื่อไม่นานมานี้เรื่อง "ตีตราแล้วค่อยว่ากัน" ก็เป็นตัวอย่างอันดีของ "การใช้" วาทกรรม แทนที่จะโจมตีหรือต้องให้รายละเอียดเหตุผลว่าอะไรไม่ดี หรือการกระทำอะไรที่เราไม่เห็นด้วย เราก็ตีตรามันด้วยวาทกรรมเสียก่อน เรียกว่า attack ที่ characters แทนที่จะโจมตีไปที่ความคิด เหตุผล หรือพื้นฐาน ก็เอามันที่ตัวบุคคล ยิ่งง่ายในยุคที่ทุกคน หรือเกือบทุกคนมีฝ่าย มีพรรค มีพวก ด้วยสันดาน tribalism ที่เผ่าเป็นใหญ่ ใครที่ไม่ได้อยู่เผ่าเดียวกับเราจะต้องเป็นศัตรูของเรา ฮิตเลอร์ใช้ model นี้ได้ทรงประสิทธิภาพมากจนทหาร SS ของเขาสามารถฆ่าคน หรือ dehumanize คนยิวได้โดยปราศจากความรู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว กลับเห็นเป็นเรื่องธรรมดา หรือสมควรกระทำ จากการฝึก "ตีตรา" ไปว่าคนพวกนี้สมควรโดนกระทำแบบนั้นๆ

สิ่งสำคัญที่ทำให้ work ก็คือ "การตัดความสัมพันธ์กับเรื่องอื่นๆที่อาจจะดี (ไม่ดี)" ออกไปจากชุดความหมายที่กำลังใช้ อย่างในกรณีฮิตเลอร์นั้น ก็ประสบความสำเร็จในการ "ตีตรา" เชื้อชาติที่แตกต่างและแยกออกไปจากการรับรู้ว่า "นี่ก็เป็นมนุษย์ เป็นคนเหมือนกับเรา" ออกไปได้อย่างสำเร็จสมบูรณ์แบบ การทำแบบนี้ทำได้เกือบทุกเรื่อง แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ เราก็อาจจะทำอย่างเดียวกันกับชุดความหมาย หรือชุดของคำที่เดิมดูจะเป็นสิ่งดีๆ สิ่งงามๆ ให้ออกมาเป็นสถานเบาก็เชย สถานหนักขึ้นก็ไม่ค่อยดีอย่างเดิม หรือหนักกว่านั้นก็กลายเป็นเลวทรามต่ำช้า โลกแคบ กดขี่ความเป็นไปได้ หรือกีดกันความเป็นอิสระ ฯลฯ คำพวกนี้ที่โดนหางเลข อาจจะโดยเหตุผลทางการเมือง หรือความทุกข์ หรือความไม่พึงพอใจในชีวิต ก็ได้แก่ "ปรองดอง" "ศีลธรรม" "ธรรมะ" "ปล่อยวาง" "ศาสนา" ที่กลายเป็น "คำจี๊ด"ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เป็นกลไกทางสังคมและ epistemology ที่น่าทึ่งและน่าสนใจมากๆทีเดียว

เรื่องราวต่างๆที่เคยเป็น "สารแขวนลอย" คือมีหลายๆอย่างปนกัน เหมือนขนมลอยแก้ว ถูกคน บด ปั่น จนกลายเป็นสารเนื้อเดียวกัน นั่นคือวาทกรรม ที่จะมีรสๆเดียว มีสีๆเดียวไป ความหลากหลายถูกมองข้าม แก่นอาจจะหายไปแต่ไปเพ่งเล็งที่กระพี้แทน (เพราะแก่นมันยากที่จะเข้าถึง ล่อมันตรงกระพี้นี่แหละง่ายดี หยาบขรุขระโจมตีง่ายดี)

เมื่อเรามีภูมิคุ้มกันดีแล้ว ทราบว่าบางทีชุดความหมายที่กำลังใช้ๆกันอยู่ มันถูกคนเรานี่แหละสร้างขึ้น เราก็จะสามารถมองน้ำปั่นและมองเห็นว่ามันเคยมีอะไรที่หลากหลาย รุ่มรวยมาก่อน แม้ว่าตอนนี้มันถูกทุบให้ละเอียด แต่เรายังทราบที่มา ที่ไป และทราบว่าแม้เราจะไม่ได้ยิน ได้ฟังรสชาติบางอย่างมากนัก แต่มันก็ยังอยู่ที่นั่น ไม่ได้หายไปไหน อาจจะเป็นเพราะคนพูดไม่อยากให้เราเห็น ได้ยิน ลิ้มรส แต่ภูมิคุ้มกันคือ "ปัญญา" ของเรา จะทำให้เราได้รับอรรถรสทั้งหมดของสิ่งที่ประกอบกันเป็นอาหารใจ อาหารปัญญาของเราได้