โปรดคำนึงถึงฐานะทางการคลังของตนเองด้วย
มีคำหารือเข้ามาทาง MSN
แต่ขออนุญาตมาตอบตรงนี้เนื่องจากมีประโยชน์กับท้องถิ่นอื่นด้วย
คุณ boonsuay suntawong [email protected]
ได้ถามเข้ามาดังนี้
พอดีมีเรื่องรบกวนดังนี้ให้ตอบค่ะ ตามหนังสือ
ด่วนมากที่ มท 0808.2/ว74 มีข้อความดังนี้
เพื่อให้การตั้งงบประมาณหมวดเงินอุดหนุนสอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้
อปท.
และเพื่อให้มีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินในหมวดอุดหนุน
อาศัยอำนาจตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณของอปท.
2541 ข้อ4 และระเบียบหระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน
การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินของ อปท. 2547 ข้อ 4
จึงขอยกเลิกหนังสือที่อ้างถึง 1และ 2 (หนังสือด่วนมาก ที่ มท 0808.2/ว2611 ลว 4 ส.ค.
2547 และ หนังสือ ที่ มท 0893.3/ว0020 ลว. 6 มค.2552 )
และให้ใช้หลักเกณฑ์การตั้งงบประมาณและการใช้จ่ายงบประมาณหมวดเงินอุดหนุนของอปท.
คำถาม
1.แสดงว่าหนังสือทั้ง2 ยกเลิกทั้งฉบับใช่หรือไม่ ให้ยึด ว74อย่างเดียว
2.หนังสือด่วนมาก ที่ มท 0808.2/ว 74 ลว 8 มกราคม 2553 ไม่ได้กล่าวถึงการอุดหนุนที่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณที่สถานศึกษาในสังกัดสพฐ.ได้รับจัดสรรจากรัฐ ดังนั้นถ้าโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ขออุดหนุนโครงการเช่นค่ายลูกเสือ -เนตรนารี ,เข้าค่ายวิชาการ ซึ่งเป็นกิจกรรมการพัฒนาผู้เรียนที่รัฐจัดสรรในเรียนฟรี 15 ปี ได้หรือไม่
3. โรงเรียนขอเงินอุดหนุนตุลาคม-กันยายน(12 เดือน) แต่ อบต.สามารถอุดหนุนโครงการจัดจ้างครูจ้างสอนไปเดือน พฤษภาคม 2553 โครงการเสร็จสิ้น(ครบ 12 เดือน) ซึ่งค่อมปีงบประมาณ 2554 ของ อบต. ซึ่ง หนังสือ 0808.2/ว74 กล่าวไว้ว่าเมื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนรายงานให้ อปท.ทราบภายใน 30 วัน นับแต่โครงการแล้วเสร็จ
ซึ่งข้อความนี้ อบต.สามารถให้โรงเรียนใช้งบที่อุดหนุน และส่งหลักฐานการใช้จ่าย จนกว่าจะครบ12 เดือนได้หรือไม่ หรือต้องตัดคืนเงินให้อบต.และส่งหลักฐาน แค่ 30 กันยายน เท่านั้น และอบต.จะสามารถอุดหนุนได้อีกทีก็ประมาณเดือนพฤษภาคมอีกรอบก็จะทำให้ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งโรงเรียนเองไม่สามารถจัดจ้างสำรองเงินไปก่อนได้ในช่วงที่ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนเพราะจะผิดระเบียบการก่อหนี้ผูกพัน
คำถาม
1.แสดงว่าหนังสือทั้ง2 ยกเลิกทั้งฉบับใช่หรือไม่ ให้ยึด ว74อย่างเดียว
2.หนังสือด่วนมาก ที่ มท 0808.2/ว 74 ลว 8 มกราคม 2553 ไม่ได้กล่าวถึงการอุดหนุนที่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณที่สถานศึกษาในสังกัดสพฐ.ได้รับจัดสรรจากรัฐ ดังนั้นถ้าโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ขออุดหนุนโครงการเช่นค่ายลูกเสือ -เนตรนารี ,เข้าค่ายวิชาการ ซึ่งเป็นกิจกรรมการพัฒนาผู้เรียนที่รัฐจัดสรรในเรียนฟรี 15 ปี ได้หรือไม่
3. โรงเรียนขอเงินอุดหนุนตุลาคม-กันยายน(12 เดือน) แต่ อบต.สามารถอุดหนุนโครงการจัดจ้างครูจ้างสอนไปเดือน พฤษภาคม 2553 โครงการเสร็จสิ้น(ครบ 12 เดือน) ซึ่งค่อมปีงบประมาณ 2554 ของ อบต. ซึ่ง หนังสือ 0808.2/ว74 กล่าวไว้ว่าเมื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนรายงานให้ อปท.ทราบภายใน 30 วัน นับแต่โครงการแล้วเสร็จ
ซึ่งข้อความนี้ อบต.สามารถให้โรงเรียนใช้งบที่อุดหนุน และส่งหลักฐานการใช้จ่าย จนกว่าจะครบ12 เดือนได้หรือไม่ หรือต้องตัดคืนเงินให้อบต.และส่งหลักฐาน แค่ 30 กันยายน เท่านั้น และอบต.จะสามารถอุดหนุนได้อีกทีก็ประมาณเดือนพฤษภาคมอีกรอบก็จะทำให้ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งโรงเรียนเองไม่สามารถจัดจ้างสำรองเงินไปก่อนได้ในช่วงที่ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนเพราะจะผิดระเบียบการก่อหนี้ผูกพัน
รบกวนด้วยค่ะ.......ขอบคุณค่ะ
ขอตอบรวม ๆ ดังนี้นะคะ
ข้อ 1.
ตอนนี้ท้องถิ่นทุกแห่งต้องยึดตาม พระราชกิจจานุเบกษา
"ประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เรื่องหลักเกณฑ์การสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล
และองค์การบริหารส่วนตำบลในการให้บริการสาธารณะ"
ซึ่งรายละเอียดมีมาก
และสามารถอุดหนุนกิจกรรมด้านการศึกษาและด้านการสาธารณสุขได้
ได้ตามตามหลักเกณฑ์และวงเงิน ที่กำหนด คือ สนับสนุนเป็นค่า บุคลากร
วัสดุ ครุภัณฑ์ และปรับปรุง ซ่อมแซม หรือก่อสร้างอาคาร
ตลอดจนสิ่งกอสร้างอื่น
-อบจ.ไม่เกินร้อยละ 10
ของรายได้ปีที่ผ่านมาโดยไม่รวมเงินอุดหนุน
-เทศบาลขนาดใหญ่ ไม่เกินร้อยละ 2
ของรายได้ปีที่ผ่านมาโดยไม่รวมเงินอุดหนุน
-เทศบาลขนาดกลาง/เล็ก
ไม่เกินร้อยละ 3
ของรายได้ปีที่ผ่านมาโดยไม่รวมเงินอุดหนุน
*** อบต.ไม่เกินร้อยละ 5 ของรายได้ปีที่ผ่านมาโดยไม่รวมเงินอุดหนุน
*** อบต.ไม่เกินร้อยละ 5 ของรายได้ปีที่ผ่านมาโดยไม่รวมเงินอุดหนุน
***
ทัังนี้ให้ไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมในกฎหมายที่กล่าวมาด้วย
และโปรดคำนึงถึงฐานะทางการคลังของตนเองด้วย***
ข้อ 2. อุดหนุนได้ ตามพระราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้
แต่ถ้าอยู่ในรายการเรียนฟรี 15 ปี
และต้องมีคำอธิบายให้ชัดเจนว่าทำไมต้องสนับสนุนอีก
เช่น ชุดนักเรียนที่รัฐจัดสรรให้ 360 บาท/ 2 ชุด / 1 คน
ไม่สามารถจัดซื้อได้ในท้องตลาด
ท้องถิ่นอาจจะตั้งงบสนับสนุนสมทบได้ ให้เป็นชุดละ 200 บาท
คือตั้งสมทบได้อีก ชุดละ 20 บาท ให้สามารถจัดซื้อได้
เป็นต้น
ข้อ 3 โดยปกติและการอุดหนุนหน่วยงานอื่นนั้น
ต้องเป็นเงินที่อยู่ในปีงบประมาณนั้น ๆ
จะอุดหนุนข้ามปีงบประมาณไม่ได้
เพราะงบประมาณในปีต่อไปนั้นยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติให้ใช้งบประมาณตามกระบวนการของการทำงบประมาณประจำปี
ดังนั้น คำถามข้อนี้ ถ้าจะแก้ไขให้ถูกต้อง
คุณต้องตัดยอดการอุดหนุนที่ 30 กันยายน 3553
แล้วในปีการศึกษาหน้าก็ค่อยว่ากันใหม่ในปีงบประมาณ 2554
คือคุณสามารถอุดหนุนโรงเรียนใหม่ในเดือนตุลาคม 2553 ได้ทันที
ไม่ต้องรอจนถึงเดือน พฤษภาคม 2554
หากไม่เข้าใจถามทาง MSN ได้ค่ะ ยินดีให้คำปรึกษา
ขอเพิ่มเติมรายละเอียด พระราชกิจจานุเบกษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ชื่อว่า "ประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่อง หลักเกณฑ์การสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ในการให้บริการสาธารณะ"
เล่มที่ 126 ตอนพิเศษ ง หน้า 25 -28 วันที่ 23 ธันวาคม 2552
เมื่อสักครู่ได้รับโทรศัพท์จากนักวิชาการ อบต.แห่งหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีปัญหาว่า เมื่ออุดหนุนโรงเรียนไปแล้ว เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมแล้ว หรือสิ้นปีงบประมาณ โรงเรียนไม่รายงานผลการใช้เงินอุดหนุน
นี่คือจุดอ่อนของผู้ที่ขอรับเงินอุดหนุน ตอนที่ขอเขารับปากเขาทุกอย่าง จะทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ เมื่อได้ไปแล้วก็ละเลยข้อตกลง ทาง อบต.เองก็ลำบากใจเมื่อมีการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณประจำปี อบต.เองก็ต้องมีมาตรการ หากไม่มีการรายงานผลของโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับเงินอุดหนุนไป ก็ไม่ควรอุดหนุนให้ในปีต่อไป เพราะเหมือนกับใช้เงินโดยสูญเปล่า ไม่เห็นผลใด ๆ เกิดขึ้น
เดี๋ยวนี้ทุก อปท.ก็ทราบดีว่าเงินงบประมาณมีน้อย เงินอุดหนุนก็ไม่ได้ตามเป้า รัฐบาลจนลง หากเราอุดหนุนคนอื่นแล้วเราต้องเชือดเนื้อตัวเอง เราก็คงจะไม่ทำ ลูกตัวเองยังอดอยากแต่อุดหนุนไปให้คนอื่นนำไปโลนเล่น ก็คงไม่สนุกนัก
หวังว่าโรงเรียน หรือหน่วยงานที่ขอเงินอุดหนุนจาก อปท.ไปได้รับรับทราบปัญหาของ อปท.แล้ว อาจจะรีบรายงานก็เป็นไปได้
สวัสดีครับคุณจินตนา ตอนนี้มาส่งเพื่อนที่เป็นพระที่วัดเก็ตโอ หากมีโอกาสจะแวะมาเยี่ยมครับ
ยินดียิ่งค่ะท่านวอญ่า ในภูเก็ตมีชาวโกทูโนอยู่หลายคน เช่น คุณปู ท่านอัยการชาวเกาะ
เบอร์โทรนี้นะท่าน 081 8953225
จากที่ได้โทรไปสอบถามเมื่อวานพี่จินตนา เรื่องการขอเงินอุดหนุนของโรงเรียนในสังกัด สพฐ ซึ่งทางโรงเรียน ได้ของบสนับสนุนค่าอาหารเช้าให้กับเด็ก จำนวน 100 คน ผมเองได้ดูรายละเอียดระเบียบและประกาศต่างๆตามที่พี่บอกแล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่า ทำได้หรือไม่ เพราะไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน อีกทั้งปัจจุบันทาง อบต.ได้มีการให้เงินอุดหนุนอาหารกลางวันอยู่แล้วจึงไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการไปในทิศทางใด รบกวนพี่จินตนาตอบด้วยครับ ขอบคุณคับ
เรียน คุณเอกราช
ถ้าดูตามพระราชกิจจานุเบกษา "ประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องหลักเกณฑ์การสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลในการให้บริการสาธารณะ" ฉบับนี้ท้องถิ่นสามารถอุดหนุนได้ทุกอย่างที่ไม่ซ้ำซ้อนกับที่รัฐจัดสรรให้ และรัฐก็ไม่ได้จัดสรรอาหารเช้าให้นักเรียน ท้องถิ่นก็มีสิทธิอุดหนุนได้ แต่ต้องให้ผู้ขอสนัสนุนเขียนโครงการให้เรียบร้อยและเข้าไปอยู่ให้แผนพัฒนาของ อบต. กำหนดเป็นข้อบัญญัติประเภทเงินอุดหนุน เพื่อจะให้มีงบประมาณอุดหนุนได้
เข้าใจว่าท่านคงมีงบอุดหนุนอยู่แล้วแต่ไม่แน่ใจว่าอุดหนุนได้หรือไม่..กรุณาไปอ่านรายละเอียดจาก พรก.ฉบับดังกล่าวให้ละเอียดนะคะ ขณะที่ตอบไม่มีเอกสารอยู่ในมือจึงไม่สามารถประโยคที่ชัด ๆ ลงไปได้
ขอบคุณที่ให้ความสนใจใน blog นี้
ต้องขอขอบคุณพี่จินตนามากครับที่ตอบปัญหา แต่ตอนนี้กลายเป็นปัญหาที่ถกกันไม่จบเลยเนื่องจากว่าฝ่ายที่คัดค้านเค้าก็อ้างว่าใน ประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องหลักเกณฑ์การสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลในการให้บริการสาธารณะ ไม่ได้บอกชัดเจนเลยว่า ค่าอาหารเช้าสามารถทำได้ ซึ่งหากทำไปแล้วหากผิดอาจโดน สตง.เล่นงานได้ ผมเองได้อ่านประกาศดังกล่าวหลายรอบแต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเอาข้อไหนมาปรับใช้ให้ตรงประเด็นที่สุด อีกทั้งยังไม่มีบรรฐานวางเป็นแนวทางเลย เพราะบางฝายเค้าก็มอง่วาทางเราได้ให้งบสนับสนุนค่าอาหารกลางวันไปแล้วแล้วจะมาให้มื้อเช้าอีกอาจเป็นการไม่สมควร.จึงต้องค้างเรื่องนี้ไว้ก่อน
เรียน คุณเอกกร
ถ้าถามว่าบรรทัดไหน คำใดที่บ่งบอกว่าอุดหนุนได้ อาหารเช้ามันเป็น วัสดุ ค่ะ กินแล้วหมดไปมันจึงเป็นวัสดุ ดังนั้น ใน พรก.นี้ระบุไว้ชัดว่าวัสดุอุดหนุนได้
แต่ถ้าเป็นปัญหาให้ พรก.เขียนลงไปว่า"อุดหนุนอาหารเช้า"ได้ เขาไม่เขียนลงไปในกฎหมายหรอกค่ะ เขาเขียนกว้าง ๆ เพราะวัสดุมันมีมากกว่าอาหารเช้า วัสดุอะไรก็ได้ที่โรงเรียนเขาขาดแคลน จำเป็น และต้องการ
หรือถ้า อบต. จะอุดหนุนเขาจริง ๆ ก็อุดหนุนในอาหารกลางวันก็ได้ รัฐจัดให้หัวละ ๑๓ บาท อบต.ตั้งอุดหนุนเพิ่มอีกหัวละ ๕ บาท รวมเป็นหัวละ ๑๘ บาท แล้วบอกให้โรงเรียนเขาจัดอาหารเช้าให้นักเรียนด้วย แต่มันรวมอยู่ในชื่อโครงการอาหารกลางวัน แต่การบริหารจัดการ โรงเรียนสามารถจัดกี่มื้อก็ได้ขึ้นอยู่กับฝีมือการบริหารของ ผอ.โรงเรียนนั้น ๆ
พี่ไม่เข้าใจ เรื่องที่คุณบอกว่่า อบต.อุดหนุนอาหารกลางวันแล้ว อาหารกลางวันเป็นงบประมาณของรัฐที่จัดสรรให้โรงเรียนแต่มาผ่าน อบต.เท่านั้น ไม่ใช่เงินของ อบต.สักหน่อย การที่ อบต.จะอุดหนุนอาหารเช้าให้เด็กซึ่งไม่ซ้ำซ้อนกับรัฐมันก็เป็นผลงานของ อบต.เอง
ทั้งนี้...มันก็ขึ้นอยู่กับฐานะทางการคลังของ อบต. นั้น ๆ ด้วยว่ามีเงินเพียงพอจะอุดหนุนผู้อื่นหรือไม่...
สวัสดีครับพี่จินตนา ต้องขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำ ชัดเจนและเป็นประโยชน์มาก ผมได้เอาไปเสนอต่อผู้บริหารแล้ว และค่อนข้างมีสัญญาณที่ดี แต่ก็มีปัญหาอยู่ตรงที่ว่า บางคนเสนอมาว่าจะเอางบอุดหนุนของรัฐที่เหลือจากค่าอาหารกลางวันมาเป็นงบค่าอาหารเช้าให้เด็ก ไปกันใหญ่เลยคับผมได้ท้วงติงไปแล้วแต่ทางผู้ใหญ่ก็ให้ผมไปหาข้อมูลมาแต่ส่วนตัวก็คงต้องท้วงไปตามที่ผมว่าไปแล้ว และให้ใช้งบ อบต.ดีกว่า ส่วนงบที่เหลือของรัฐบาลก็คงต้องคืนเค้าไปว่ามั้ยครับ เอางบของรัฐบาลมามีหวังอาจโดนเรีบกคืนก็ได้ ใช่มั้ยคับ ก็มาเล่าสู่กันฟังแต่หากมีข้อแนะนำก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ
พี่ว่าคุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า รัฐจัดสรรค่าอาหารกลางวันให้ แค่ ๖๐ % เอง คือถ้า นร. ๑๐๐ คน จัดสรรให้ ๖๐ คน ส่วนที่เหลือ ๔๐ คน ทำไมไม่ให้กิน ก็ใช้หลักคิดง่าย ๆ ในหนึ่งโรงเรียนก็จะมีทั้งเด็กที่ฐานะยากจนและเด็กที่ฐานะพอจะมีกิน รัฐจึงจัดสรรให้เด็กที่ยากจนเท่านั้น เพราะฉะนั้นงบอาหารกลางวันไม่มีเงินเหลือเด็ดขาด ส่วนบางท้องถิ่นที่มีศักยภาพพอเขาจะอุดหนุนอีก ๔๐ % เพื่อให้เด็กได้กินอาหารกลางวัน ๑๐๐ % เต็ม
แต่ถ้าคุณเอาเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐจัดสรรให้ มาอุดหนุนอาหารเช้าของเด็กก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำได้เช่นกัน เพราะเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐจัดสรรให้ก็เป็นรายได้ของท้องถิ่น
เงินอุดหนุนทั่วไปท้องถิ่นใช้ไม่หมดเขาไม่เรียกคืนค่ะ แต่ถ้าอุดหนุนเฉพาะกิจใช้ไม่หมดเขาเอาคืนค่ะ
หากการตอบคำถามของพี่ทำความลำบากใจให้กับฝ่ายบริหารก็ต้องขอโทษ พี่เพียงบอกแนวทางเท่านั้น ส่วนการจะอุดหนุนหรือไม่นั้นเป็นอำนาจของสภาท้องถิ่นนั้น ๆ จะยกมือผ่านงบประมาณประจำปีหรือไม่ ตัดสินใจกันเอาเองนะคะ
การตอบของพี่จินตนาเป็นความรู้ที่ดีมากเป็นประโยชน์ในหลายๆแนวทางไม่เป็นการสร้างความลำบากใจเลย ผมเป็นคนที่มาบรรจุไม่นานจึงไม่ค่อยมีความรู้มากนั้น ได้รับแนวทงจากพี่ก็รู้สึกว่าทำงานง่ายขึ้น
ส่วนในแนวทางที่สองนั้น ที่พูดไปนั้น สมมุตินะคับลักษณะเหมือนกับว่ารัฐจัดสรรค่าอาหารกลางวันให้ 100 คน แต่เราจัดสรรได้ 60 คนเท่านั้นแล้วเหลือ 40 คน (อาจด้วยเหตุใดไม่แน่ใจ) ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายหนึ่งจึงเสนอว่าถ้าเอา ที่เหลือของ 40 คนมาจัดสรรเป็นอาหารเช้าแล้ว อบต.จัดสรรงบของอบต.อีกที่เหลือ จะเป็นการผิดระเบียบหรือไม่ หรือเงินที่เหลือของรัฐ ต้องคืนแผ่นดินเพราะเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะหรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ
ที่เค้าเสนอมาก็อาจจะด้วยจะทำให้ อบต. ประหย้ดงบมากขึ้นด้วยน่ะคับ แต่ถ้าไม่ได้ ทางผู้บริหารก็คงจัดสรรงบของ อบต.เองในมื้อเช้าให้ 100%
จึงอยากรบกวนพี่จินตนาอีกสักครั้งว่า เงินที่รัฐจัดสรรค่าอาหารกลางวันที่เหลือเราอาจเอามาเพิ่มในส่วนอาหารเช้าได้หรือไม่
จริงๆแล้วทาง อบต.เค้าก็ต้องการช่วยเด็กแต่อาจจะให้ถูกต้องตามระเบียบให้มากที่สุดจะได้ไม่โดน น่ะคับ
ขอบคุณครับแนวทางการให้คำปรึกษาของพี่เป็นประโยชน์มากๆผมจะได้เอาไปใช้ประโยชน์ต่อไป
อีกอย่างผมไปเห็นหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการบริหารงบประมาณตามโครงการถ่าโอนงาน/กิจกรรม บริการสาธารณะของอปท 2544 ข้อ 3. ที่ว่าการใช้จ่ายเงินลักษณะอุดหนุนเฉพาะที่เหลือให้หัวหน้าส่วนราชการนำเงินที่เหลือมาขยายผลหรือเพิ่มเป้าหมายภสยใต้วัตถุประสงค์เดิม โดยให้ อปท เป็นผู้ดำเนินการ
ตรงนี้จะใช่หรือเปล่าท่จะเอามาอ้างเอาเงินที่เหลอืของ รัฐที่จัดสรรให้ เอามาเพิ่มเป็นค่าอาหราเช้า หรือว่าผมตีความผิด ช่วยชี้แนะด้วยครับ รบกวนอีกรอบ ขอบคุณครับ
ที่ถามมาทั้งหมดก็ด้วยความไม่รู้จริงๆครับ (แหะแหะ)
เรียนคุณเอกกร
ประเด็นแรก
ถ้าโครงการอาหารกลางวัน รัฐให้ ๖๐ % อบต.ให้ อีก ๔๐ % รวม รวมแล้วโรงเรียนนี้เด็กได้รับประทานอาหารกลางวัน ๑๐๐ % แต่เด็กโรงเรียนนี้ ยากจนแค่ ๕๐-๖๐ % เท่านั้น เงินที่ อบต.อุดหนุนมา ๔๐ % นั้น ถ้าผู้บริหารโรงเรียนบริหารงบประมาณเป็นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า ก็สามารถแปลงเป็นอาหารเช้าให้แก่นักเรียนได้ คำว่าอาหารกลางวัน ไม่ได้บอกว่าต้องรับประทานเวลาเที่ยงวันเท่านั้น สามารถรับประทานได้ทุกเวลาที่นักเรียนมีชีวิตอยู่ในโรงเรียน..
ถ้าเราตั้งใจจะแก้ปัญหาให้นักเรียนมีอาหารเช้ารับประทาน..เราก็สามารถบริหารงบประมาณให้ออกมาเป็นอาหารเช้าได้ทันที..ไม่เชื่อลองทำดู
ประเด็นที่สอง
"โครงการถ่ายโอนงาน/กิจกรรม บริการสาธารณะของอปท 2544 ข้อ 3. ที่ว่าการใช้จ่ายเงินลักษณะอุดหนุนเฉพาะที่เหลือให้หัวหน้าส่วนราชการนำเงินที่เหลือมาขยายผลหรือเพิ่มเป้าหมายภายใต้วัตถุประสงค์เดิม โดยให้ อปท เป็นผู้ดำเนินการ"
พี่ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าเงินอาหารกลางวันจะไม่เหลือจ่ายเด็ดขาดเพราะรัฐจัดสรรให้มาเพียงน้อยนิด ไม่พอเสียด้วยซ้ำหากท้องถิ่นใดมีเด็กยากจนทั้งหมู่บ้าน หรือ ๑๐๐ %
เงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่เหลือจ่ายส่วนใหญ่จะเป็นค่าก่อสร้าง หรือซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างที่มีการประมูลราคากัน ถ้าเหลือจ่ายก็สามารถทำตามข้อความดังกล่าวได้
สมมุตินะครับพี่จินตนา ถ้าเงินที่รัฐจัดสรรมาเป็นค่าอาหารกลางวันเหลือ เราสามารถเอาเงินตรงนั้นมาจัดสรรเป็นค่าอาหารเช้าได้ใช่หรือเปล่าครับ
ส่วนตัวเองนั้นไม่กล้ายืนยันว่าเงินเหลือหรือไม่(กำลังหาข้อมูลอยู่) แต่จากที่ฟังจากผู้บริหารเค้าว่าเหลือนะครับ จึงอยากเอาส่วนนี้มาจัดสรรเป็นอาหารเช้าแล้วทาง อบต.ก็จะจัดสรรเพิ่มในส่วนที่ขาด
สรุปแล้ว ณ ตอนนี้ทางเรามี2แนวทาง คือทางเเรกคือ อบต.จัดสรรเอง100% ทางสองคือเอาเงินที่เหลือของรัฐมาจัดสรรเหลือเท่าไหร่ อบต. ออกเพิ่ม และถ้าทางเลือกที่2ทำได้ ทาง อบต.ก็จะใช้ทางเลือกที่2 เค้าว่ามาประมาณนี้
ผมเลยต้องมาหาข้ลมูลให้มากพอนี่แหล่ะครับเลยต้องรบกวนพี่จินตนาหลายรอบหน่อย...ขอบคุณครับ
ถ้าสมมุติ ก็ตอบว่าได้ค่ะ เงินอาหารกลางวันเหลือจ่าย เอาไปจัดอาหารเช้า อาหารว่างได้หมดเลยค่ะ ไม่ผิดกติกาเพราะมันคืออาหารสำหรับเด็กทั้งนั้น
พี่ก็เริ่มสงสัยว่า อบต.ของคุณไม่ได้ผลักเงินอาหารกลางวันให้โรงเรียนทั้งหมดใช่หรือไหม ตรงนี้ให้พึงระวัง เพราะมันไม่ใช่เงินที่รัฐจัดสรรให้ อบต. แต่จัดสรรให้โรงเรียน เพียงผ่าน อบต.ตาม พรก.การกระจายอำนาจเท่านั้น โรงเรียนมีสิทธิฟ้องร้อง อบต.ได้หากไม่จัดสรรเงินส่วนนี้ลงไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐ
ต้องขอบคุณมากครับสำหรับคำตอบ และคำเตือนผมเองก็งงๆอยู่นะครับว่าเป็นยังไง
ผมคงต้องตรวจสอบรายละเอียดให้มากกว่าแล้วผมจะมาเล่าให้พี่นะครับ
แต่ยังไงก็ช่วยเด็กให้ได้ก่อนครับ
ปัญหาของคุณเอกกร ทำให้พี่ต้องกลับไปดูเรื่องเงินอุดหนุนอาหารกลางวันใหม่ ปรากฎว่า เงินอาหารกลางวันอยู่ในหมวดเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐจัดสรรให้ อบต. ซึ่งถือเป็นรายได้ของ อบต. ดังนั้น อบต.ใช้ไปได้เลยค่ะไม่ต้องคืนรัฐ และในปี 2554 รัฐจัดสรรให้ประมาณ 85 % ของนักเรียนทั้งหมด เยอะอยู่นะคะ ดังนั้นโรงเรียนสามารถบริหารจัดการเงินที่เหลือจ่ายเป็นอาหารมื้ออื่น ๆ ได้ เช่น อาหารเช้า อาหารว่างบ่าย เพื่อให้เด็กกินอิ่มนอนหลับ พร้อมที่จะเรียนรู้ ขอบคุณค่ะที่ทำให้พี่ต้องอัพเดรทข้อมูลโดยเร่งด่วน
ขอบคุณค่ะคุณกิตติพัฒน์