ฮ่ะ ฮ่ะ ผมเองก็ใช่ว่าจะเข้าใจไปหมดหรือถูกต้องนะครับ วัดดวงเอาก็แล้วกัน อิ อิ

ภาษาทางสังคมศาสตร์ยากเหมือนกันครับ โดยเฉพาะพวกผมที่มีพื้นส่วนใหญ่มาจากสายวิทย์ ออกไปละตินกรีกตามรากศัพท์ทางการแพทย์ เพียงแต่ตอนหลังอ่านพวก new-age มากขึ้น แต่เจอศัพท์วิชาการทางสังคมศาสตร์เยอะๆก็เดี้ยงเหมือนกัน อาศัยใจกล้าหน้าด้าน อ่านแล้วเข้าใจว่าไงก็ว่าไปงั้นแหละ

ส่วนหนึ่งของความซับซ้อน (ซึ่งทำให้น่าสนใจ อันนี้เป็นรสนิยมส่วนตัว) ของวาทกรรม เพราะตัวอย่างในการนำมาใช้ มักจะเป็นเวทีการเมือง ศรัทธา ศาสนา ความเชื่อ และเป็น controversial issues คือเรื่องอะไรก็ตามที่ยังมีความเป็น "ขั้ว" ปรากฏ ซึ่งคนใช้เองอาจจะไม่ได้มีอกุศลอะไร เพียงแต่ด้วยความ "อยากจะให้มันชัด" ก็เริ่มเติมบริบท เติมอะไรที่คิดว่าใช่ลงไป

ในแง่ข้อดี (ซึ่งก็มีเยอะ) วาทกรรมก็จะช่วยให้เราเข้าใจในพัฒนาการของเรื่องที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น (เราไม่ค่อยจะใช้่วาทกรรมในอะไรที่เรียบๆง่ายๆ มีมิติเดียวอยู่แล้ว) คนส่วนใหญ่นึกถึงปุ๊บก็ไม่ต้องอธิบายกันเยอะเกิน แต่วาทกรรมมักจะมีข้อดีแบบดาบสองคมเสมอ (หรือหลายคม) อย่าง "ประชาธิปไตย" นี่ก็เป็นวาทกรรม gone mad ที่จะมีตั้งแต่ version ที่เหลือโป๊ๆเพียงแค่คือ "การเลือกตั้ง" ไปจนถึง version ระดับปรัชญาทางการเมืองแบบเต็มยศถาบรรดาศักดิ์ไปเลย แต่ละคนพยายามจะช่วงชิงเวทีว่า "ของกูถูก" (หรือส่วนใหญ่จะบอกว่า "ของมึงผิด" ซะมากกว่า) ก็เลยมีปัญหากัน

แต่เรื่องราวทางสังคมศาสตร์นั้น เมื่อไรก็ตามที่เราเติมแบบประดิดประดอย เอาเฉพาะรสชาติที่เราชอบ เราจะเผอเรอลืมใส่ทุกอย่างที่มันควรจะมี (หรือที่มัน "ต้องมี") ไปโดยไม่รู้ตัว เหมือนเราปรุงบะหมี่น่ะครับ ชามของเรากับชามคนอื่นมันคนละเรื่อง แต่ก็เรียกบะหมี่เหมือนกัน เวลาพูดถ้าตกลงกันไม่ดีก่อน อาจจะนึกถึงคนละรสชาติกันได้อย่างสิ้นเชิง เถียงกันคอเป็นเอ็นก็พูดกันคนละเรื่องเดียวกัน