AI

ตั้งแต่สนใจ และสอน ให้คำปรึกษาเรื่อง Appreciative Inquiry มา ครับ...เจอคำถามทั้งถามต่อหน้าตรงๆ...ในห้องเรียน...หรือ..ได้ยินคนตั้งข้อสังเกตผ่านลูกศิษย์มาทำนองนี้ครับ..ไม่ว่าจะเป็นท่านที่มาอย่างสันติ หรือมาเพื่อท้าทาย”

“...ผมว่า..มันต้องเริ่มจากปัญหาก่อนนะ..”

“...ไม่เริ่มจากปัญหา...ก็เพ้อฝันไปนะ..”

“...ทุกวันนี้ปัญหารุนแรงขึ้นทุกวัน...เราทำอะไรไม่ได้หรอก...”

“....จะแก้วางแผนกลยุทธ์ได้ เราต้องดูก่อน ประเมินก่อนว่าปัญหาที่ “แท้จริง” คืออะไร

......

ครับ...นี่คือคำถามจากผู้เข้าอบรมชั้นเทพ ในที่ที่ผมไปเป็นกระบวนกรครับ...

..........

ภายหลังก่อนทำกระบวนการ AI ผมจะเริ่มตั้งคำถามก่อนว่า “ปัญหา คืออะไร”...

ครับ..เป็นอย่างที่เคย..ในทุกที่ที่ผมไปตั้งแต่ที่ประชุมนักวิชาการระดับเทพ จนถึงนักศึกษาที่คุยกันตัวต่อตัว...

....ต่างตอบคำถามนี้อย่างงงๆ...ประมาณ “อึ้ง”...ตั้งแต่ผมถามคำถามนี้มานับพันๆคน ร้อยทั้งร้อย ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว “ปัญหา” แปลว่าอะไร แม้กระทั่งคนที่..ยึด “ปัญหา” เป็นสรณะ ก็ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว...

.........

และนี่คือจุดเริ่มต้นที่เราจะเริ่มคุยกันได้ครับ..ผมจะยกคำแปลของคำว่า “ปัญหา” จากนักคิดหลายๆท่านให้ผู้เข้าอบรมได้ดู...และจะยกนิยามของนักคิดชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง (ผมจำชื่อไม่ได้) ครับ...ท่านนิยามคำว่าว่า “ปัญหา” ไว้สามมิติว่า...

มิติที่ 1: ปัญหาแปลว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กร มันรบกวนเรา แล้ว เราอยากให้สิ่งนี้หมดไปซะที นี่คือนิยามแรก...เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่จะใช้นิยามนี้คุยกัน...

ตัวอย่างเช่น...ในโรงเรียนของคุณมีเด็กที่เรียนไม่ทันเพื่อน...คุณก็อยากให้เขาเรียนทันเพื่อนซะที...แล้วทำอย่างไรล่ะ...นี่แหละปัญหาครับ...ในด้านการแพทย์ มีผู้ป่วยเบาหวาน ที่ดูแลตัวเองได้ แย่มาก คุณอยากให้เขาดูแลตัวเองให้ดี. นี่ก็ปัญหาครับ...

มิติที่ 2: ปัญหาแปลว่า ...สิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรอื่น มันยังไม่เกิดขึ้นกับองค์กรของคุณ แต่คุณไม่อยากให้เกิดขึ้นที่องค์กรของคุณ...คุณเลยต้องพยายามหามาตรการป้องกัน...หรือ ในทางบริหารเราเรียกว่า “การบริหารความเสี่ยง” ครับ....เช่นในโรงเรียนของเพื่อนคุณ เจอปัญหาไข้หวัด 2009 ระบาด OK โรงเรียนคุณยังไม่เกิดเหตุการณ์นี้ คุณย่อมต้องพยายามหาทางป้องกัน เพราะไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนคุณจะไม่เจอไปด้วย...นี่ก็เรียกว่าปัญหา...มิตินี้คนส่วนใหญ่เริ่มไม่ค่อยคิดถึงครับ...

มิติที่ 3:  ปัญหา แปลว่า “คุณเจอโอกาส แล้วอยากขยายผล”...เช่นในโรงพยาบาลคุณเจอคนไข้คนหนึ่ง...เป็นเบาหวาน แต่ควบคุมน้ำตาลได้ดีมานับสิบปี...คุณก็เริ่มตั้งคำถามว่า...เอ๊ะ..คุณคนนี้ทำอย่างไรนะ..เมื่อไปถามคุณค้นพบว่า...สิ่งที่เขาทำ..เอ๊ะไม่เหมือนใครนี่......ทำยังไงคนอื่นจะได้รับรู้เรื่องนี้บ้างนะ...ว่าแล้วคุณก็ขยายผลครับ...นี่ก็คือปัญหาครับ...ในกรณีมหาวิทยาลัย โรงเรียน...คุณเจอเด็กคนหนึ่ง ไม่ชอบเรียนมันทุกวิชา แต่ไปชอบวิชา “ฟิสิกส์” คุณอาจเข้าไปค้นหาว่า  “เด็กคนนี้ชอบวิชานี้ตรงไหน” ในที่สุดคุณก็ค้นพบว่าคุณครูให้เด็กบวกลบเลขง่ายๆ ก่อนเพื่อฝึกสมองสัก 10 นาทีก่อนเริ่มการสอน...คุณก็เฉลียวใจแล้วว่า..หรือนี่จะเป็นกุญแจ ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาเด็กเบื่อวิชาฟสิกส์...คุณก็เริ่มคิด ขยายผลต่อ....ครับ...นี่ก็เรียกว่าปัญหา...

 

มิตินี้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมอง ไม่ค่อยให้ความสำคัญ หลายครั้งอาจตั้งโจทย์ในสองมิติแรกได้ แต่กลับหาทางออกไม่ได้ ตรงนี้แหละคือ “พื้นที่ของ AI” ครับที่จะช่วยนักคิดได้เลย...

............

ในวิชา Appreciative Inquiry เรามุ่งเน้นที่ มิติที่ 3 ก่อนครับ...แต่ในขณะเดียวกันเราสามารถเริ่มที่มิติที่ 1 และ 2 ได้ด้วยครับ....

 

ผมเองเวลาทำ AI ผมผสมกันทั้งสามมิติเลยครับ...แล้วแต่จริตของผู้เข้าอบรม..ว่าอยากเริ่มตรงไหน

 

ผมจะเขียนต่อในตอนต่อไปครับ...

.......
หลายๆครั้ง พอผมเริ่มที่คำถามว่า “ปัญหา แปลว่าอะไร” นี้สามารถลดข้อขัดแย้ง...ข้อกังขาได้มากๆ..ในหมู่นักคิด และเทพในทุกที่...ที่สำคัญแม้กระทั่งคนที่รักการเริ่มต้นที่ปัญหา..ก็ยังบอกว่า..นิยามนี้เปิดมุมมองเขาได้อีก...

........

ผมว่า AI ไม่ใช่เรื่องที่แปลกแยกจากปัญหาครับ....ใช้ AI ไม่ได้ทำให้เราแก้ปัญหาไม่ได้ครับ...แลไม่ได้ทำให้เราหลีกหนีปัญหาแต่อย่างใดครับ...

 

คุณล่ะคิดอย่างไร...