ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมได้เริ่มตกผลึกทางความคิดของชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์โดยเฉพาะเรื่อง “การทำงาน” ที่ผมได้คิดไต่ตรองมาหลายปี
สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อการแยกแยะ การทำงาน ออกจากการหาเงิน และออกจากการเลี้ยงชีพ
ที่ผมรู้สึกว่า คนจำนวนมากสับสน จนไม่ทราบว่าที่ผ่านมา หรือขณะนี้ตัวเองกำลังทำอะไรกันแน่
ทำให้
- กระบวนการดำรงชีวิต
- การพัฒนาคุณภาพชีวิต และ
- การสร้างคุณค่าให้กับชีวิต
ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ถึงกับผิดพลาดก็มีอยู่มากมาย
เกิดและอยู่มาจนแก่ จนเฒ่า จนตายไปกับ
-
การหาเลี้ยงชีพ
- ที่ได้บ้างไม่ได้บ้าง กระท่อนกระแท่นตามดวง ตามจังหวะ
-
การหาเงิน
- ที่คนจำนวนมากในสังคมไทย ทำทุกอย่างในระดับที่ว่า "วิ่งหาเงินกันตลอดชีวิต"
- หาในบ้านไม่ได้ ก็ไปในเมือง ในเมืองไทยไม่ได้ ก็ไปต่างประเทศ ขายได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งขายตัว (ถ้ามีคนซื้อ)
- แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ผลของการหาเงินตลอดชีวิตจนถึงวันตาย คนส่วนใหญ่ที่วิ่งหาเงินแบบนั้น ก็ยังไม่มีเงิน
- มักจบลงที่มีเงินน้อยลงกว่าตอนที่เกิดมาลืมตาดูโลก
- โดยการเป็นหนี้แบบท่วมหัว มากกว่าเดิม ในระดับที่มองไม่เห็นทางล้างหนี้ก่อนตาย
-
มีคนส่วนน้อย ที่สามารถพัฒนาตัวเอง
- หนีวงจรมายาขั้นพื้นฐานของชีวิต
- ไปสู่ "การทำงาน” "การสร้างผลงานที่ดี มีประโยชน์ต่อทุกชีวิต
- ที่ผันผ่านไปบนพื้นฐานขั้นต้นของ "การเลี้ยงชีพ และการหาเงิน"แบบ "กินอยู่แต่พอดี"ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
- ไปสู่เป้าหมายของชีวิต ที่มีคุณค่ามากกว่า
- แต่ ปัจจุบัน (ผมยังรู้สึกว่า) คนส่วนใหญ่ก็ยังมีพัวพัน "นัวเนีย" ไม่รู้อะไรเป็นอะไร
- หรือ ที่สำเร็จมา ก็อาจได้แบบ “บังเอิญ” โดยไม่มีการคาดคิด หรือวางแผนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวกันมาก่อน
ที่เป็นที่มาของความผิดพลาดในการดำเนิน และดำรงชีวิต
นับได้ว่า กว่าจะรู้ตัวก็มักจะสายไปเสียแล้ว
ต้องมาใช้คำว่า “ถ้ารู้อย่างนี้....” ให้เสียความรู้สึกกันบ่อยๆ
เพราะการวางเป้าหมายที่ผิดพลาดแล้ว จะเปลี่ยนหรือต่อยอดในบั้นปลายนั้น เป็นเรื่องที่ทำแทบไม่ได้ หรือทำได้ยากจริงๆ
ดังนั้น
ผมจึงคิดว่า น่าจะรวบรวมความคิดที่พอจะตกผลึกมาให้เห็นแนวทางสำหรับคนที่คิดจะ “ทำงาน หางาน สร้างงาน และคิดที่สร้างผลงานฝากไว้กับสังคม ก่อนที่จะจากไป”
ที่ผมได้ทบทวนความจำเป็น และเขียนบันทึกนี้ เป็นลำดับที่ ๓ เพื่อตอบสนองระดับความคิดของคนระดับต่างๆในสังคม (สำหรับตอนที่ ๑ และ ตอนที่ ๒ นั้น เป็นการสะกิดให้คนคิดในระดับขั้นต้นและระดับกลาง ตามลำดับครับ)
แต่ ในส่วนตัวผมเอง ผมใช้หลักที่ตกผลึก และคิดแค่ว่า ปรัชญาและเป้าหมายของ "การทำงาน" ของผม
ก็เพียงเพื่อ “ขอให้ผมได้มีโอกาส"
- ตอบแทนบุญคุณของโลก ทรัพยากร และสังคม ที่ให้กำเนิด และเป็นที่อยู่อาศัยของผม และ
- ได้ใช้หนี้ และดอกเบี้ย (ถ้ามี) จากการใช้และการยืมทรัพยากรต่างๆของโลกและจักรวาล มาใช้ในชีวิต” มาอย่างดี ตลอดชีวิต
- "ทำงาน" เพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตตัวเอง
- และสัญญาว่า ผมจะคืนทุกสิ่งที่ผมยืมมาให้หมดทุกอย่าง อย่างแน่นอน ในวันสิ้นลม
อย่างอื่นๆ ที่อาจได้มาในระยะที่มีชีวิตและ "ทำงาน" ในโลกนี้ ถือว่าเป็นผลพลอยได้ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
ณ วันนี้ ผมมาได้ข้อสรุปสำคัญว่า
งาน คือ สิ่งที่เมื่อทำแล้วเกิดผลอย่างยั่งยืน ตามหลักกลศาสตร์ว่า เท่ากับ แรง (ที่ออก) คูณด้วย ระยะทาง(สุดท้ายและยั่งยืน)
- การไม่ออกแรงเลย ถือว่ายังไม่ได้ทำงาน แม้จะเกิดผลใดๆ ก็ “ไม่ใช่ผลงานของเรา”
- ถ้าออกแรงมาก ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเคลื่อนที่ใดๆ ย่อมเท่ากับ “ไม่ได้งาน”
- ถ้ามีคนมาช่วยจนงานสำเร็จ ได้ผลที่เป็นรูปธรรม แสดงว่าเป็นผลงานร่วมกัน ไม่ควรอ้างว่าเป็นงาน “ของเราแต่เพียงผู้เดียว” แบบที่มักบันทึกไว้ในชีวะประวัติ ประวัติศาสตร์ และพงศาวดาร (ที่ไม่น่าจะจริง)
- ถ้าเป็น "งาน" ที่ต้องออกแรงมาก และเกิดผลการเปลี่ยนแปลงมาก ถือว่า “ได้งานมาก”
- แต่ถ้างานที่ไม่ต้องใช้แรงมาก เพียงใช้ความรู้ที่มีกับแรงเล็กน้อย ก็ได้ผลแล้ว ผมถือว่า "ได้งานมาก"
- ในทางตรงกันข้าม การออกแต่แรงแบบไม่ใช้ความรู้ หรือใช้ความรู้น้อย ที่มัก "ไม่ค่อยได้งาน" ผมถือว่า เป็นการทำงานของคนที่ความรู้ไม่พอใช้ ควรได้รับการพัฒนา
การสร้างงานคือการทำให้เกิดผลต่างๆที่จะทำให้เกิดการทำงาน
- ที่มีความหมายทั้งทางบวก และทางลบต่อสังคม
- เช่น การสร้างชุมชน สร้างหมู่บ้าน ฯลฯ ก็เป็นการสร้างงานในเชิงบวก
- แต่การก่อการร้าย การแพร่เชื้อโรคร้ายแรง วางเพลิงเผาเมือง การไม่เคารพกฎจราจร การทิ้งขยะไม่เป็นที่ การไม่รู้จักรักษาสุขภาพ การบริโภคสารพิษ สารเสพติด ฯลฯ ก็เป็นการสร้างงานในเชิงลบ
- เพราะ จะทำให้เกิดความต้องการของสังคมใน “การทำงาน”
- แต่ในสังคมของเราเวลามอง คำว่าสร้างงาน มักเข้าใจว่าเป็นทางบวกอย่างเดียว ที่ไม่น่าจะจริง
การทำงาน คือการดำเนินตามขั้นตอน
- ด้วยความรู้
- ความสามารถ และ
- ทรัพยากรของตนเอง จน สามารถทำให้เกิดผลตามทิศทางที่กำหนดไว้
- ไม่ใช่แค่คิด หรือชี้นิ้วสั่งให้คนอื่นคิดหรือทำแทนตัวเอง
- หรือ นั่งฝันเอา
- หรือ คอยดูว่าใครทำได้ดี ก็ไปขโมยหรือลอกงานเขามาอ้างเป็นของตนเอง
ผลงาน คือ ผลที่เกิดขึ้นตามทิศทางที่กำหนดไว้ในแผนการทำงาน
- ไม่ใช่ผลโดยบังเอิญ หรือ
- ผลที่ไม่เป็นไปตามทิศทางและเป้าหมาย แม้จะเกิดผลใดๆ ก็ถือว่า “ยังไม่ได้งาน”
- จนกว่าจะมีการกำหนดเป้าหมายใหม่ จึงจะสามารถอ้างอิง “ผลงาน” ย้อนหลังได้
- การทำงานสามารถเกิดผลที่มีประโยชน์ หรือมีโทษก็ได้ จึงต้องระวังให้ดี เพราะ การทำงานที่มีโทษต่อใครก็ตาม ระดับสังคมทั่วไป ยังถือว่า “ไม่ได้งาน” ไม่ว่าจะเป็นผลต่อตนเอง ครอบครัว และคนใกล้ชิด หรือต่อชุมชน สังคม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม
ผลการทำงานที่นับถือกันทั่วไปนั้น
ต้อง “ยั่งยืน”
ไม่เป็นแบบ “การก่อเจดีย์ทรายบนชายหาด”
ที่ไม่นานน้ำทะเลก็จะพัดพังหายไป ไม่เหลือร่องรอยอะไร
ดังนั้น ผลงานที่ได้ จึงอาจแบ่งได้เป็น
- ผลงานระยะสั้น มีผลจริงๆเพียงไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน หรือไม่กี่ปี
- หรือ อาจเป็นผลงานระยะกลาง แค่ชั่วชีวิตของผู้ทำ
- หรือระยะยาว ไปถึงภพหน้า
ผลกระทบ ของการทำงาน ก็มีทั้งในระดับ
- วงแคบ
- วงกว้าง
- ไม่จำกัดวง
- ไร้ขอบเขต
ที่ผู้ทำสามารถกำหนดเป้าหมายและดำเนินการให้เป็นไปตามนั้นได้ ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนแรกของการทำงาน
ถ้ารู้ ตระหนัก และเข้าใจหลักการ ขั้นตอน และการดำเนินงาน จนกระทั่งคอยประเมินผลเป็นระยะๆ ก็สามารถทำให้การทำงานบรรลุผลได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทั้งการใช้ทรัพยากรและเวลาที่มีของชีวิต
ที่จะทำให้เรา
- ก้าวผ่านและพ้นระดับการเลี้ยงชีพของตัวเอง และครอบครัว รวมทั้งอนุเคราะห์ญาติพี่น้องอย่างราบรื่น และ
- ที่ไม่สับสนกับการหาเงินที่อาจต้องใช้ในการเลี้ยงชีพ แบบไม่ต้องเอาเป็นเอาตาย (ที่บางคนยอมสละได้ทุกอย่าง แม้ชีวิตและศักดิ์รี เพียงขอให้ได้เงิน)
- ไปสู่ "การทำงานที่มีประโยชน์มากกว่าโทษ" และมีความหมายต่อชีวิตของเราทั้งภพนี้และภพหน้าครับ
ขอให้มีความสำเร็จในชีวิตทุกท่านครับ
ขอบพระคุณมากครับกับประสบการณ์ดีๆ
ขอแชร์ความคิดนะครับ กับคนที่มีประสบการณ์อันน้อยนิดอย่างผม
เมื่อวางเป้าหมายที่ดีแล้วก็ต้องทำงานด้วยจิตว่าง ตามที่ท่านพุทธทาสสอนไว้ครับ
ผมว่าทำงานในทางโลก(หาเลี้ยงชีพ)ก็ควรจะได้ในทางธรรม(ปฏิบัติทางจิต)ด้วย หมายถึงการหาเลี้ยงชีพใดๆก็ควรหวังผลในทางธรรมด้วย (มรรค8) "การทำงานคือการปฏิบัติธรรม" (ท่านพุทธทาส)
ส่วนผลงานก็ควรยกให้กับความว่างดีกว่าครับ สบายใจ เพราะที่สุดแล้วอะไรๆก็ว่างไปหมด แม้แต่ตัวเรา
ที่ว่ามาเป็นธรรมขั้นสูง มีน้อยคนที่จะสามารถเข้าถึงได้
ปุถุชนทั้วไปยังมีกิเลสหนาแตกต่างกัน ผมคิดว่าคงต้องมีระดับแตกต่างในทางปฏิบัติครับ แม้ว่างก็คงต้องมีระดับแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
การแยกแยะเป้าหมาย น่าจะทำให้การดำเนินชีวิตชัดเจนและน่าจะผิดพลาดน้อยลงครับ
ทั้งงาน และการทำงาน และความหวังในผลงาน