จากที่ได้พบกับที่โตที่ให้เราได้มีความรู้อย่างมากในเรื่องขี้แดดนาเกลือ ท่านสรณพงษ์ได้นำเรามาพบกับคุณครูสมทรง แสงตะวัน ที่ ศูนย์เรียนรู้ชมชนบ้านบางพลับ หมู่ที่ 4 ตำบลบางพรม อำเภอบางคณฑี สมุทรสงคราม ท่านเป็นครูที่ราชภัฏบ้านสมเด็จตั้งแต่ปี 2514 และขอลาออกเมื่อปี 2551 เหตุที่ท่านขอลาออกเนื่องจากท่านไม่ต้องการเอาเปรียบนักศึกษา และรัฐบาลเนื่องจากท่านทำงานได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ทางราชภัฏไม่ต้องการให้ท่านออกท่านเป็นก่อตั้ง” ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านบางพลับ ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ตำบลบางพรม อำเภอบางคณฑี สมุทรสงคราม โดยเริ่มต้นจากที่ท่านเห็นว่าผู้คนในชุมชนซึ่งมีอาชีพในการเกษตรกรรมปลูกผลไม้หลากหลายผสมผสานกัน และก็ทำน้ำตาลมะพร้าวซึ่งก็ทำแล้วไม่เหลือเก็บออม จึงคิดว่าจะทำอย่างไร เพราะพืชพันธุ์ขายให้พ่อค้าคนกลางทุกทีก็ถูกกดราคาบอกว่าเอาไปขายแล้วขาดทุน
ก็เลยตัดสินใจกู้เงินมาลงทุนซื้อที่เพราะต้องการปลูกส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ที่ได้มาแค่ 3 ต้นเท่านั้นจากคนที่รู้จักกันเพราะพันธุ์มีราคาดี เพราะรสชาติดี ไม่มีเมล็ดแต่ไม่ดกออกแค่ปีละครั้งเท่านั้นตอนแรกก็ใช้ปุ๋ยยาทั่วๆไปแต่ได้ขยายเองเป็นจำนวนพื้นที่ 7 ไร่กระนั้นก็ได้เงินมาสามารถใช้หนี้ได้หมด และยังปลูกบ้านได้และซื้อที่ได้เพิ่มก็เริ่มมีคนสนใจก็เลยคิด ก็เลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนสนใจมารวมกลุ่มกันจะได้ตั้งราคาเองได้และต้องต้องทำให้ยั่งยืนกว่านี้เพราะเท่าที่สังเกตดูว่าการใช้สารเคมีทำให้ตนเองสุขภาพไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าลดสารเคมีได้ก็จะทำให้ลดต้นทุนด้วยอีกทั้งสุขภาพน่าจะดีกว่านี้ และยังสามารถใช้เป็นจุดขายได้ด้วย โดยคิดว่าคนที่ต้องการจะได้พันธุ์ไปปลูกต้องร่วมกันเป็นกลุ่มและต้องไม่ใช้สารเคมีจะต้องช่วยกันคิดตัดสินใจและช่วยกันทำพอได้ผลประโยชน์ก็แบ่งกันได้เกษตรกรทั้งหมด 57 ครอบครัวพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 300 ไร่ที่ปลูกอยู่ โดยจะยึดหลักว่าผู้ปลูกส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ต้องยึดหลัก คุณภาพ คุณธรรม และคุณประโยน์
แต่ก่อนเคยเก็บได้ปีละครั้งเท่านั้นแต่บังเอิญอยู่ครั้งคือทำไม่ทันส้มไม่ได้ลดน้ำก็เหี่ยวใบร่วงก็ไปให้น้ำก็เห็นส้มแตกใบใหม่ออกมาและก็ออกดอกเลยก็เลยได้วิธีการกำหนดให้ส้มออกนอกฤดูกาลได้ก็ดูว่าต้องการให้ออกในช่วงไหนที่ได้ราคาก็จะทำในช่วงนั้นแต่ไม่ให้ส้มโทรมมากไปซึ่งจะใช้เวลา 8 เดือนส้มถึงจะเก็บเกี่ยวได้ที่จัดการได้ขนาดนี้เพราะมีข้าชการดีที่คอยสนับสนุนให้คำแนะนำช่วยเหลือทุกอย่าง มีความรู้การบริหารจัดการ ของก็มีคุณภาพก็ตั้งราคาได้ แต่เมื่อของออกมามากๆขึ้นก็เลยคิดจัดการเป็นการท่องเที่ยวขึ้นมาให้มีการซื้อกันมากขึ้น จนสามารถทำให้เกิดเป็น”ถนนผลไม้ ”ขึ้นมาและจัดการเรื่อง Home stay ด้วยทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยจัดให้มีตลาดน้ำยามเช้าและยามเย็นขึ้นมา และมีการนำชมหิ่งห้อยด้วยโดยจะคิดราคาที่คืนละ 1000 บาทพร้อมแอร์ด้วยมีอาหารเช้าให้ ผู้มาพักตัองไม่สงเสียงดังรบกวนชุมชน ไม่เล่นการพนันด้วยก็เป็นอาชีพเสริมของชุมชนขึ้นมาได้  และถ้ามีใครสนใจเรียนรู้ก็มีฐานความรู้ให้ด้วยก็คิดค่าใช้จ่ายเป็นวันละ 600 บาทโดยจะมี 5 ฐานเรียนรู้ห้ พร้อมมีอาหารให้ด้วย
ในการทำเกษตรยั่งยืนแบบที่ไม่ใช้สารพิษนั้นก็เริ่มแรกก็ยากหน่อยเพราะเราไม่ฉีดยาแต่คนอื่นเขาฉีดกันซึ่งผลผลิตก็จะได้แค่ 20 % เท่านั้นแต่พอผ่านไป 2-3 ปีก็ดีขึ้นก็ต้องทนหน่อย เพราะเมื่อนานขึ้นก็จะเกิดแมลงประเภทตัวห้ำตัวเบียนขึ้นก็มาจัดการกันเองทำให้ดูแลง่ายขึ้น ซึ่งแมลงดังกล่าวนั้นก็แบ่งได้เป็น
 กองทัพบกก็เป็น กบ เขียดที่คอยกินแมลงที่เกาะบนยอดหญ้าต่างๆ โดยการนี้ก็อาศัยหญ้าเป็นตัวล่อแมลงพวกที่ชอบกินยอดอ่อนเวลาที่ส้มออกยอดอ่อนใหม่ๆก็ทำการตัดหญ้าออกให้แตกยอดอ่อนเช่นกัน และแลงก็จะไปกินยอดหญ้าแทนที่จะเป็นยอดส้ม ดังนั้น กบ เขียดก็ให้เป็นอาหารได้
กองทัพอากาศก็เป็นพวกแมลงปอ ถ้าเราไม่ฉีดยาก็มีแมลงปอมาก ดังนั้นก็จะช่วยได้อีกทางถ้ายังมีแมลงที่เป็นกินยอดส้มอยู่
กองทัพเรื่อก็เป็นพวกปลาต่างๆตรงนี้เกิดจากนำแสงไปล่อแมลงและให้ตกลงไปในน้ำก็จะมีปลาช่วยกำจัด และเป็นอาหารปลาอย่างดีด้วย
กองทัพใต้ดินก็เป็นพวกจุลินทรีย์ต่างๆ ที่ช่วยย่อยดักแด้ที่หนอนไปวางไข่ไว้ให้ย่อยสลายลงดินได้เป็นประโยชน์อย่างมากด้วย
ก็มีการจัดการเรื่องให้ความร่มรื่นในสวนส้มเพื่อให้ไม่ร้อนเกินไปก็จะทำให้ส้มมีการติดผลดีมากขึ้นโดยมีการปลูกทองหลางประเภทหนึ่งที่โตเร็วและเมื่อตัดแต่งก็ทำให้แตกออกมาได้ และก็มีการปลูกมะพร้าวร่วมกับส้มโอก็ช่วยให้ความร่มรื่นในแปลงพร้อมทั้งยัง สามารถเก็บผลผลิตได้ และถ้าจะเก็บไว้ต่อหลังจากที่ตัดต้นส้มเก่าทิ้งและปลูกใหม่ก็สามารถทำให้มีรายได้ต่อได้อีกด้วย ซึ่งทางกองกีฏวิทยาก็มาสำรวจดูก็พบตัวแมลที่เป็นประโยชน์มาก เช่นแมงมุม มีมากมายหลายชนิดพร้อมทั้งก็ช่วยตัดแต่งต้นทำให้ลมพัดผ่านก็ทำให้ไม่ร้อนเกินไปและมีการแตกใบอ่อนดีขึ้น แต่ถ้ามีแมลงมากๆจริงก็ทำการฉีดสารอินทรีย์ที่ทำเองก็คือน้ำส้มควันไม้ ซึ่งทำกันขึ้นมาเองพร้อมทั้งเกิดเป็นอาชีพใหม่ด้วย
การทำน้ำส้มควันไม้นั้นคุณสรพงษ์ก็เป็นผู้เริ่มต้นทำเตาให้ก่อนโดยการเอาแบบอย่างที่ไปดูงานมาดัดแปลงเรื่องเตาและอุปกรณ์อื่นๆ จนมีรายได้หลายต่อกล่าวใช้ผลไม้ที่เสียมาเผาแทนที่จะเป็นไม้แต่ก็มีไม้ด้วยที่ได้จากส้มที่ทำการตัดแต่งออกมาหรือส้มที่หมดอายุหรือแก่มากแล้ว ส่วนผลไม้ที่เสียก็ได้ทั้งหมดจะใส่ในเตา และก็นำใบพืชสมุนไพรเช่น อันชัน เตยมาวางไว้ตรงส่วนที่ให้ความร้อนก็จะทำให้ได้ใบชาสมุนไพรออกมาก็แพ็คขายได้ และควันไฟก็ดักมาเป็นน้ำส้มที่ใชฉีดแมลงได้โดยอัตราส่วนก็ปรับใช้ และใช้เวลาในการเผาประมาณ 8 ชั่งโมงก็จะได้ถ่านผลไม้ออกมาก็จำหน่ายได้อีกก็ใช้ในการดูดกลิ่นต่างๆตามตู้เย็น ที่ต้องการกำจัดกลิ่นก็ทำให้ขายได้อีก
นอกจากนี้ก็มีการหมักผลไม้ที่ไม่ใช้ไว้ทำจุลินทรีย์ได้โดยหมักไม่ให้มีอากาศ 7 วันก็เติมน้ำก็ได้น้ำหมักไปใช้ราดดินทำให้เกิดจุลินทรีย์ขึ้นมาแต่ต้องให้สะอาด หรือนำมาฉีดก็ได้
นอกจากนี้ก็มีการทำเห็ดโอ่งโดยใช้โอ่งน้ำที่เสียแล้วมาทำคล้ายเป็นโรงรือนและใช้กระสอบป่านในการเป็นที่เก็บความเย็นโดยต้องรดน้ำ เช้า กลางวัน ก็ทำให้ได้เห็ดที่อร่อย หวานกรอบได้รับประทาน และยังทำถั่วหงอกมือถือที่ใช้กระป๋องเป็นภาชนะในหารเพาะด้วยซึ่งสามารถหิ้วไปได้และทำให้รดน้ำได้ตลอดก็จะได้ถั่วงอกที่สดใหม่รับประทานด้วย
นอกจากนี้ก็มีการนำขี้แดดนาเกลือมาใส่ส้มด้วยจะใส่เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนตัดก็จะได้ส้มที่มีความหวานมาก ลดต้นทุนได้อีก
ถ้าท่านต้องการทราบรายละเอียดลึกๆลงไปอีกก็ขอให้ติดต่อกับคุณสรณพงษ์ หรือไม่ก็ไปศึกษาดูงานด้วยตนเองเลยที่ชุมชนบางพลับท่านก็จะได้อะไรหลายอย่าง และความร่มรื่นและการเป็นกันเองของทุกคนจะทำให้ท่านรู้สึกอยากไปบ่อยๆแน่นอน
สึกจะเห็นว่าถ้าเราร่วมมือกันในทุกๆเรื่อง ช่วยกันคิดกันทำเรื่องทุกเรื่องก็ไม่ยากนัก และสามารถสานต่อได้เป็นอย่างดี และก็ประโยชน์ได้มาก แต่ทั้งนี้แล้วต้องมาจากที่มีผู้นำที่ดีที่ช่วยคิดวางแผนจัดการให้อย่างคุณสรณพงษ์เป็นต้น ซึ่งแม้ขณะนี้ชุมชนจะอยู่ได้แล้วก็ตามแต่ความร่วมมือในการที่จะทำสิ่งใหม่ให้เกิดประโยชน์ยังไม่หยุดโดยจะมีการประชุมระดมความคิดและช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆอยู่ จะมีการประชุมกันในทุกๆ เย็นวันจันทร์ของสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตลอด ก็จะทำให้ศักยภาพในการทำงานมีมากขึ้น การพัฒนาต่างๆก็ตามมาทำให้ชุมชนแข็งแรงมากขึ้นก็เป็นประโยชน์อย่างมากต่อชุมชนเอง
แล้วบ้านเราเป็นอย่างนี้หรือเปล่าเราลองหันกลับมาดูบ้างแล้วเราควรจะเริ่มต้นอย่างไรดีกันคะลองช่วยกันคิดนะคะ ถ้าทุกจังหวัดมีแบบนี้จะก่อเกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองขนาดไหน อย่ารอให้ใครมาช่วยนะคะเราต้องช่วยกันก่อน หรือคิดว่าอย่างไรคะ