สองเท้าก้าวไป ในต่างแดน นครพนม-ท่าแขก-นครพนม


 

หากไม่เขียนถึงเรื่องการกินการเที่ยวดูเหมือนจะเสียเอกลักษณ์ของบล็อกไปไม่น้อย
วันนี้เลยนึกอยากจะเขียนถึงการไปนั่งรถสามล้อชมวิวที่เมืองท่าแขก สปป.ลาว ในความจดจำรายละเอียดที่ดูเหมือนจะลดน้อยลงกับวันเวลาที่ผ่านไป
 
ช่วงวันหยุดติดต่อในเดือนสิงหาคม กับเทศกาลพาแม่ไหว้พระธาตุของจังหวัดนครพนมเป็นเหตุให้เกิดแรงบันดาลใจที่อยากไปเที่ยวเมืองนครพนม ด้วยนัดเพื่อนรักไว้ว่าจะไปนอนคุยกันให้ชุ่มปากสักวันสองวัน
 
นครพนมในวันฟ้าหม่น มืดครึ้มและหนาวเย็นด้วยเม็ดฝน  
นครพนมวันนี้เปลี่ยนแปลงไปเยอะพอสมควรเมื่อเทียบกับหลายปีก่อนที่เคยไปเยือน  แต่....นครพนมยังคงเก็บรักษาอาคารสถาปัตยกรรมสมัยดั้งเดิมเอาไว้เป็นเสน่ห์คู่บ้านคู่เมืองให้ลูกหลานได้เรียนรู้ และประทับใจแก่ผู้พบเห็น
บอกเพื่อนไว้ว่าสักวันจะไปเยี่ยมแล้วอยู่ๆก็โผล่ไป ทำเอาเพื่อนตั้งตัวไม่ติดและไม่สามารถเคลียร์งานให้มีเวลาพากินพาเที่ยว ไม่เป็นไร ตั้งใจจะเดินเที่ยวชมเมืองเองอยู่แล้ว

หลังจากขับรถชมเมืองไปจนทั่ว เรามาจอดที่หน้าตลาด เป็นเหมือนถนนคนเดินที่ขายอาหารและสินค้าหลากหลาย ได้ข้าวเหนียว หมูปิ้งรองท้องก่อนที่เพื่อนจะพาไปกินในมื้อเย็น
 

ตลาดอินโดจีนของเมืองนครพนมทำเป็นอาคารสองชั้นเป็นระเบียบมากกว่าหนองคายบ้านเรา แต่สถานที่ค่อนข้างคับแคบจากการที่พ่อค้าแม่ค้าวางของเยอะไปหน่อย
ที่นี่...เจอน้องที่เคยทำงานด้วยกัน สามีของน้องเป็นลูกศิษย์คุณสามีด้วย จึงได้คนเลี้ยงข้าวเย็นเพิ่มมาอีกคน

เราฆ่าเวลาด้วยการไปถ่ายรูปโบสถ์คริสต์บ้านหนองแสง ที่นักท่องเที่ยวบอกว่า สวยงาม มาเยือนนครพนมต้องไปถ่ายภาพโบสถ์คริสต์

ฝั่งโขงชมบรรยากาศเมืองนครพนม ฝั่งตรงข้ามคือเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว

 

เมืองท่าแขก ในวันหยุดที่รอการมาเยือนของคนต่างถิ่น
โรงแรมในราคาโปรโมชั่นช่วงเทศกาลพาแม่ไหว้พระธาตุ ทำให้เรามีโอกาสตะเวนหาอาหารเช้าอร่อยของเมืองนครพนม ข้าวจี่-กาแฟ-ไข่กะทะ-ข้าวเปียกเส้น แถวๆโรงแรมศรีเทพ ก่อนที่ข้ามไปยังเมืองท่าแขก
เรามาทันเวลาด่านตรวจคนเข้าเมืองเปิดทำการ สองโมงครึ่งพอดี พิธีการออกเมืองไม่ยุ่งยากนักกับการใช้พาสปอร์ต จ่ายค่าล่วงเวลาคนละ 10 บาทก่อนซื้อตั๋วเรือข้ามฟากคนละ 60 บาท

นั่งรอไม่นานก็มีเรือที่ออกข้ามไปฝั่งโน้น ดูเหมือนไม่มีเวลาแน่นอนนัก พอเห็นผู้โดนสารก็เรียกลงเรือ
เนื่องจากยามนี้เป็นหน้าฝนทำให้แม่น้ำโขงกว้างขึ้นมากมาย นึกกลัวในใจพร้อมกับการมองหาเสื้อชูชีพที่ยังพอมีให้ในท้ายเรือ
เรือขาไปค่อนข้างเล็กมีที่นั่งตรงขอบเรือ แต่ผู้โดนสารไม่มากนัก เวลาออกจากเรือเกือบๆต้องคลานเพราะหลังคาที่ต่ำกับโป๊ะเรือที่สูง

 

เรือขากลับเป็นเรือค่อนข้างใหญ่ คล้ายๆเรือข้ามฟากที่พรานนก ใช้เก้าอี้พลาสติกเป็นที่นั่ง พอเรือข้ามมาส่งคนจากฝั่งไทย คนจากฝั่งลาวก็กลับกับเรือลำเดียวกัน

การขึ้นลงเรือลำบากเล็กน้อย โทรศัพท์ของสุภาพบุรุษท่านหนึ่งตกน้ำไป เพราะการก้มออกจากเรือ

 

เราจ่ายเงินเป็นค่าเข้า-ออกเมืองที่ฝั่ง สปป.ลาว คนละ 40 บาท พอเดินออกจากบริเวณด่าน ก็มีรถสามล้อจอดยาวรออยู่

 

"สามล้อ วันละ พันบาท รถตู้สองพัน" คนขับสามล้อบอกเราเมื่อเดินผ่าน

"พาเที่ยวที่ไหนบ้าง ไกลบ้อ" เราถามไป

"วัดสีโคด ถ้ำนางแอ่น ตลาด" สามล้อบอกต่อ

 

ในใจนึกหวั่นๆว่า สามล้อจะต้องทำงานหนักมากไปไหม เพราะการไปเที่ยวนอกเมืองไกล มากกว่า 20 กิโล แต่..คุณสามีก็ตกปากรับคำกับสามล้อด้วยราคา หนึ่งพันบาท โดยไม่ต่อราคา แม้..เพื่อนบอกมาว่า "อย่าเกินแปดร้อย"

พระธาตุสีโคด เป็นสถานที่แรกที่สามล้อพาเที่ยว ห่างจากด่านเข้าเมืองน่าจะประมาณ 10 กิโล
ที่นี่..ผู้หญิงต้องนุ่งผ้าถุงเข้าไปไหว้พระธาตุ หากไม่มีต้องเช่าในราคา 2000 กีบ
 
บ้านเรือนที่เมืองท่าแขก คล้ายกับฝั่งไทยมาก โรงแรมสวยๆ มีหลายที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ริมโขง
ปั้มน้ำมันก็คล้ายฝั่งไทย น่าจะมาตรฐานเดียวกัน ห้องน้ำสะอาดมาก เหมือนไม่ได้ผ่านการใช้ แต่ก็ดูแลเป็นอย่างดี

สามล้อพาเราออกนอกเมืองไปไกลมาก เพื่อชมถ้ำนางแอ่นที่หินงอกหินย้อยงดงาม แต่พอไปถึงหลังจากที่จ่ายคนเข้าอุทยานคนละ 20 บาท เราก็ไม่สามารถเข้าไปยังข้างในได้ เพราะสามล้อไม่กล้าผ่านน้ำตกเล็กๆซึ่งไหลเชี่ยว  
ถ้ำพระจึงเป็นเป้าหมายต่อไปที่สามล้อนำเสนอ เราต้องเดินทางต่ออีกประมาณ 20 กิโล ถนนไม่ค่อนข้างขรุขระแถมยังมีฝนตกทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้น
บริเวณถ้ำพระมีร้านขายของฝากให้กับท่องเที่ยวด้วย ที่นี่ต้องจ่ายค่าเข้าชมเช่นกัน ครั้งนี้ สามล้อจ่ายให้ เพราะเราเข้าใจไปว่า เขาเก็บค่าจอดรถ
คนขับสามล้อบอกว่า ที่นี่...มีพระทองคำอยู่ในถ้ำ แต่ต้องเดินไกลนิดหนึ่งและต้องเดินขึ้นสะพานไปอีกหน่อย เดินไปได้ครึ่งทางต้องขอกลับเพราะทางเดินมีน้ำนองและสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นอันว่าไม่ได้ชมความงามของถ้ำ
ตลาดสุขสมบูรณ์เป็นสถานที่สุดท้ายที่สามล้อพาแวะชม สินค้าในตลาดเป็นเครื่องไฟฟ้า เสื้อผ้า เครื่องเงิน เครื่องไฟฟ้ามีทั้งจากเมืองไทยและจีน ส่วนเสื้อผ้าน่าจะไปจากฝั่งไทย สามล้อบอกว่าไม่ต้องแวะไม่มีอะไรหรอก แต่เราอยากแวะ
ความจริงแล้ว การไปเที่ยวเมืองท่าแขก ต้องแวะชมตลาดสอง ตลาดสาม(สุขสมบูรณ์) แต่การไปครั้งนี้ ดูเหมือนไกด์เราจะไม่แนะนำ
การเดินทางท่องเที่ยวเมืองท่าแขกของเรา ใช้เวลาแค่ประมาณ สามชั่วโมง ข้าวและน้ำไม่ได้ตกท้องเราเลย ไม่นึกหิวด้วย ก่อนหน้านั้นตั้งใจจะหาของอร่อยทานกัน แต่พอไปถึงกลับรู้สึกไม่หิวและไม่อยากกินซะงั้น

 

ร้านดิวตีฟีบริเวณด่านที่นี่ มีร้านสองร้าน ได้กาแฟและโกโก้ดาวเรืองที่แพงกว่าดิวตีฟีหนองคาย ยิ่สิบบาท ก่อนฝ่าสายฝนกลับมากินข้าวฝั่งไทย
 
การย่างก้าวในต่างเมืองครั้งนี้ เกิดการเรียนรู้ว่า วันเวลาที่ค่อยๆผ่านไปจะทำให้ความเจริญทางวัตถุมาทดแทนความงามของธรรมชาติ ที่เหมือนเกิดขึ้นกับเราที่เห็นความเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามสังคมและวัฒนธรรมสมัยใหม่

หมายเลขบันทึก: 395666เขียนเมื่อ 18 กันยายน 2010 23:04 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 23:33 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (6)

น่าสนใจมากครับ ลาวรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ได้ดีกว่าไทยครับ

อันนี้นำมาฝากครับ ที่นี่

สวัสดีค่ะป้าแดง

ตามมาเที่ยวกับป้าแดงคร้า....คราวหน้าไปทางร้อยเอ็ดบ้างนะคะ...ขอบคุณที่แบ่งปันคร๊า.....

สวัสดีค่ะ

เคยไปไหว้พระธาตุพนมและพระธาตุต่างๆที่มีในจังหวัดนี้แล้ว

รู้สึกรักและชอบจังหวัดนี้มากบอกไม่ถูก

อยากกลับไปเยือนอีกครั้งค่ะ..

อยากไปเที่ยวมั้งจังค่ะไม่จะมีโอกาสหรือเปล่าค่ะ

  • สวัสดีค่ะ ทุกท่านที่แวะมา
  • นครพนมเมืองสงบน่าไปเยือนค่ะ
  • ท่าแขกก็น่าสนใจค้นหาค่ะ

สวัสดีค่ะ

บันทึกนี้ได้ชมเมืองนครพนม และท่าแขก...อิ่มตาอิ่มอารมณ์

ขอบคุณค่ะ

(^___^)

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี