ขอข้อมูล และความคิดเห็นด้วยคะ
ตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังทำรายงานเกี่ยวกับ มัลติมีเดีย จึงอยากได้ข้อมูล ที่หลากหลาย รวมทั้งความคิดเห็นเกี่ยวกับ มัลติมีเดีย ว่า แต่ละท่านมีความคิดเห็นอย่างไร และแนวโน้มของการใช้มัลติมีเดียในอนาคตจะเป็นไปในลักษณะใด เพื่อนำไปประกอบในรายงาน ซึ่งรายงานที่ข้าพเจ้ากับเพื่อนๆจะทำนั้น ไม่เพียงแต่เป็นการหาข้อมูลเพียงเท่านั้น แต่อยากได้ความคิดเห็นจากบุคคลหลายๆท่าน โดยเฉพาะท่านผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับ สื่อมัลติมีเดีย หรือบุคคลทั่วไป ว่าท่านมีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องมัลติมีเดียหรือไม่ และได้นำไปใช้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะ ครูผู้สอน นำไปใช้กับผู้เรียนอย่างไร มีประโยชน์ อย่างไร อยากได้ตัวอย่างที่มีการใช้ในโรงเรียน หรือสถานศึกษาจริงๆ และมีใช้ในประเทศไทย
</dl> </blockquote>
</ul> <p>นอกจากประโยชน์ดังกล่าว เทคโนโลยีมัลติมีเดีย ยังมีบทบาทต่อ</p> <ul>
</ul>
เทคโนโลยีที่กล่าวมาข้างต้น เป็นส่วนประกอบที่สำคัญกับเทคโนโลยีมัลติมีเดีย ซึ่งจะช่วยให้เทคโนโลยีมัลติมีเดีย มีคุณค่า และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง
ข้อความ เป็นส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหาของมัลติมีเดีย ใช้แสดงรายละเอียด หรือเนื้อหาของเรื่องที่นำเสนอ ซึ่งปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ ได้แก่
</ul> <p align="center">
</p> <ul>
</ul> <p>สำหรับการจัดหาภาพ หรือเตรียมภาพ ก็มีหลายวิธี เช่น การสร้างภาพเอง ด้วยโปรแกรมสร้างภาพ เช่น Adobe Photoshop, PhotoImpact, CorelDraw หรือการนำภาพจากอุปกรณ์ เช่น กล้องถ่ายภาพดิจิตอล, กล้องวิดีโอดิจิตอล หรือสแกนเนอร์</p>
ลักษณะของเสียง ประกอบด้วย
เทคโนโลยีเกี่ยวกับเสียง ประกอบด้วย
การบันทึกข้อมูลเสียง
ฟอร์แมตในการจัดเก็บ (File Format) มีหลากหลายรูปแบบ โดยมีส่วนขยาย (นามสกุล) ที่เป็นมาตรฐานในการระบุ ได้แก่
มาตรฐานการบีบอัดข้อมูล เสียงที่มีคุณภาพดี มักจะมีขนาดโต จึงต้องมีการบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กลง มาตรฐานการบีบอัดข้อมูล ได้แก่
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
</ul> <p>เว็บไซต์ที่น่าสนใจ</p> <ul>
</ul>
ระบบ การฝึกอบรมด้วยมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia Training System) เป็นสื่อการเรียนรู้ และฝึกอบรมที่นำเอาความสามารถของสื่อโสตทัศนอุปกรณ์ ร่วมกับสื่อฝึกอบรมด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Base Training) โดยผสมผสานระหว่างข้อความ กราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดิทัศน์ต่างๆ เช่น นำสื่อคอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์ฝึกอบรม มาใช้ร่วมกับเครื่องเล่นเทป และวีดิทัศน์ต่างๆ
การ ใช้สื่อรูปแบบนี้เป็นระบบเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้อย่างดี เนื่องจากผู้เรียนเป็นผู้เลือกและควบคุมการเรียนรู้ด้วยตนเอง พร้อมๆ กับมีความรู้สึกสนุกสนาน โดยสามารถสรุปประโยชน์ได้ดังนี้
</ul> <p>ทั้งนี้สามารถแสดงรายละเอียดย่อยของการออกแบบได้เป็นหัวข้อดังนี้</p> <ul>
</ul>
</ul> <p>การดำเนินการด้าน Digital Archives</p> <p>การดำเนินการด้าน Digital Archives เป็นการวางระบบฐานข้อมูลเพื่อจัดหมวดหมู่ จัดเก็บศิลปวัตถุต่างๆ โดยอาศัยรูปภาพดิจิตอล และ Metadata รวมทั้งระบบการสืบค้นด้วยระบบต่างๆ ทั้งนี้การดำเนินการแบ่งได้ 8 ขั้นตอนคือ</p> <p align="center">
</p> <ul>
</ul> <p>การกำหนดมาตรฐานของการจัดเก็บระบบดิจิตอล - เพื่อให้สะดวกต่อ การจัดเก็บภาพดิจิตอล ได้กำหนดมาตรฐานในการจัดเก็บภาพดิจิตอล ไว้ดังนี้</p> <ul>
</ul> <p>การคัดเลือกศิลปวัตถุ อาศัยข้อกำหนดเกี่ยวกับ</p> <ul>
</ul> <p>การวิเคราะห์ Metadata</p> <ul><li>ใช้มาตรฐาน Metadata ระบบ CDWA - Categories for the Description of Works of Art</li></ul> <p>การสร้างและปรับปรุงภาพดิจิตอล</p> <ul>
</ul> <p>การจัดการเกี่ยวกับสีของภาพดิจิตอล</p> <ul><li>เป็นขั้นตอนการเปรียบเทียบสีของภาพดิจิตอลกับวัตถุต้นฉบับ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในการนำเสนอ
</li></ul> <p>การป้องกันลิขสิทธิ์รูปภาพดิจิตอล</p> <p>เนื่องจากภาพต่างๆ เป็นภาพที่มีคุณค่าและมีความสำคัญในระดับประเทศ การนำเสนอภาพต่างๆ ทั้งบนสื่อมัลติมีเดียและออนไลน์จำเป็นต้องเพิ่มข้อมูลลิขสิทธิ์ จึงต้องนำระบบ Metadata และ Watermarking มาเพิ่มข้อมูลลิขสิทธิ์ในภาพดิจิตอลก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง</p> <p align="center">
</p> <p align="center">
</p> <p>ทั้งนี้ภาพทุกภาพที่ใส่ Watermark แล้วจะไม่ปรากฏข้อความนั้นๆ บนภาพ แต่จะฝังไว้บนไฟล์ภาพ หากมีผู้ใดนำภาพไปใช้งาน แม้แต่การสั่งพิมพ์ เจ้าหน้าที่ของ NPM สามารถตรวจสอบได้โดยนำภาพพิมพ์มาทำการสแกนด้วย Scanner แล้วใช้โปรแกรมตรวจสอบข้อมูล Watermark แสดงผลบนจอภาพได้ต่อไป</p> <p>การจัดเก็บและบริหารงาน</p> <p>ข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะภาพดิจิตอล มีการจัดเก็บหลายรูปแบบทำให้ต้องใช้สื่อจัดเก็บ (Storage) ขนาดใหญ่ จึงต้องมีระบบจัดเก็บที่เป็นระบบเพื่อสะดวกต่อการค้นคืนต่อไป</p> <p align="center">
</p> <p>การเพิ่มคุณค่าเพิ่มด้วยระบบต่างๆ</p> <p>เพื่อให้ระบบมีคุณค่าในตัวเอง จึงต้องนำระบบอื่นๆ มาช่วยเพิ่มมูลค่าของชิ้นงาน เช่น การนำเสนอในระบบการจัดแสดงนิทรรศการแบบดิจิตอล เช่นการแสดงผลภาพดิจิตอลระบบสามมิติ, e-Learning, การจัดทำระบบธุรกิจเพื่อหารายได้เพิ่มเป็นต้น</p> <p>Digital Museum</p> <p>NPM ได้จัดทำเว็บไซต์นำเสนอผลงานต่างๆ ของหน่วยงานผ่านทางเว็บไซต์ http://www.npm.gov.tw/ ทั้งหมด 8 ภาษา ซึ่งมีหน้าเว็บดังนี้</p> <p align="center">
</p> <p> </p> <p> นับว่าเป็นระบบนำเสนอที่มีคุณค่าและน่าสนใจมาก ทั้งนี้การพัฒนาใช้วิธีจ้างหน่วยงานภายนอกร่วมพัฒนา โดยเฉพาะการออกแบบกราฟิกเพื่อให้ได้เว็บไซต์ที่สวยงาม น่าติดตาม การนำเสนอมีทั้งแบบ Text, Image, 3D, Virtual Reality และเกมฝึกสมองสำหรับเด็กและเยาวชนที่สนใจศิลปะ</p> <p>สรุป นับว่าการจัดทำระบบ Digital Archive ของ National Palace Museum ของไต้หวันมีประสิทธิภาพน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง</p> <p>บุญเลิศ อรุณพิบูลย์
14 มกราคม 2546</p>
ระบบ VHF เป็นระบบคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียง แพร่ภาพโทรทัศน์ การสื่อสารระยะใกล้ ด้วยความถี่ 30 - 300 MHz นับเป็นระบบแรกที่นำมาใช้ในประเทศไทย โดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม สัญญาณที่ส่งเป็นสัญญาณ Analog ส่งสัญญาณจากสถานีภาคพื้นดิน (Terestrial Station) ไปได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร รับสัญญาณด้วยเสาอากาศทั่วๆ ไป จัดเป็นระบบเปิดสาธารณะ หรือเรียกว่า ฟรีทีวี (Free TV) เช่น ช่อง 3, 5, 7, 9 และ 11
ระบบ UHF เป็นระบบที่พบได้กับช่อง ITV รวมทั้งการสื่อสารการบิน การสื่อสารระยะใกล้อื่นๆ ด้วยสัญญาณ Analog ในย่านความถี่ 300 MHz ถึง 3 GHz เนื่องจากสัญญาณมีย่านความถี่สูงมาก ทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณได้ไกล จึงต้องมีสถานีเครือข่าย การรับสัญญาณสามารถใช้เสาอากาศทั่วไปได้เช่นกัน
ระบบ MMDS เคยเป็นระบบที่เผยแพร่ในประเทศไทยด้วยสถานี Thai Sky TV แต่เนื่องจากการลักลอบสัญญาณ จึงต้องปิดบริการไป ระบบนี้แพร่ภาพได้พร้อมๆ กีนกว่า 30 ช่อง ด้วยย่านความถี่ 2.1 GHz ถึง 2.7 GHz ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้ส่งสัญญาณระบบดิจิทัล โดยใช้เครื่องถอดรหัสสัญญาณดิจิทัล (IRD - Integrate Receiver Decoder) และใช้งานร่วมกับ Wireless Internet ในรูปแบบของ Broadband จึงเป็นระบบที่น่าสนใจมากระบบหนึ่ง อย่างไรก็มีจุดด้อยคือ การรับชมสัญญาณที่ชัดเจนจะต้องมีระยะห่างจากเสาอากาศส่งสัญญาณในระยะ 12 - 15 กิโลเมตร
การส่งสัญญาณระบบดาวเทียม นิยมส่งออกอากาศในย่านความถี่ C Band ที่มีความถี่ขาลงระหว่าง 3.4 - 4.8 GHz และย่านความถี่ KU Band ที่มีความถี่ขาลงระหว่าง 10.7 - 12.3 GHz โดยรับสัญญาณจากดาวเทียมประเภทค้างฟ้า (Geostationary Satellite) ที่มีความเร็วในการโคจรเท่ากับการหมุนรอบตัวเองของโลก ที่บริเวณเส้น Equator ทั้งนี้การรับชมจะต้องอาศัยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม และชุดจานรับสัญญาณดาวเทียม ที่มีคุณสมบัติแตกกต่างกันไปตามแต่รูปแบบการส่งสัญญาณ ของแต่ละสถานี
โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศไทย มีดังนี้
การรับสัญญาณผ่านดาวเทียม ถ้าเป็นย่านความถี่ KU Band อาจมีปัญหาภาพเสียงขาดหายเมื่อมีฝนตก เมฆครึ้ม เมฆหนา แต่มีความได้เปรียบด้านขนาดของจานรับ ที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด (70 - 90 cm) ติดตั้งง่ายกว่าย่าน C Band (150 - 300 cm)
ระบบเผยแพร่ภาพผ่านสายเคเบิล หรือเคเบิลทีวี เป็นบริการแบบบอกรับสมาชิก โดยใช้สาย Fiber Optic ร่วมกับ Coaxial และใช้อุปกรณ์ถอดรหัสสัญญาณประกอบการรับชม ปัจจุบันมีการจดทะเบียนบริษัทให้บริการทั่วประเทศกว่า 60 บริษัทในอัตราค่าบริการ 150 - 300 บาทต่อเดือน
</ul>
</table> <blockquote> <p align="left">หมายเหตุ ________________________________________</p> <p> สรุปการประเมิน
คะแนนสื่อมัลติมีเดียและ PowerPoint เต็ม 300 คะแนน ได้ _____ คะแนน</p> <p>เกณฑ์การผ่านจะต้องไม่ต่ำกว่า 250 คะแนน</p> <p>ผลการประเมิน</p> <p>________________________________________________</p> </blockquote>
ข้อมูลดังกล่าวข้างต้นนำมาจาก :
http://www.nectec.or.th/courseware/multimedia/index.html
ได้ความรู้ดีครับทำได้ดีครับ
หลายๆคนที่เหนื่อยล้าจากการทำงานมา ก็คงอยากจะพักผ่อนด้วยการนอนหลับอย่างเต็มที่ ให้สมกับที่ทำงานมาเหนื่อยล้าทั้งวัน
แล้วคุณเคยไหมคะ ที่บางวันเหมือนเกิดอาการนอนไม่หลับ ทั้งที่อยากหลับใจจะขาดเพื่อจะพักผ่อนให้เต็มที่ ตื่นขึ้นมารับวันใหม่ เพื่อไปทำงาน...
1. อย่าเข้านอนเพราะว่า "ถึงเวลานอนแล้ว" : แต่จงเชื่อนาฬิกาในตัวคุณเอง โดยสังเกตุจากร่างกายจะสื่อให้ทราบเมื่อถึงเวลา อย่างเช่น การหาวนอน อาการแสบตา ความรู้สึกประเภท "ลานหมด" หัวจะทิ่มลงท่าเดียว หนังตาเริ่มหย่อน ความรู้สึกว่าจะหลับแล้ว แต่ถ้าคุณพลาดสัญญาณต่างๆเหล่านี้ไปแล้ว คุณจะต้องไปอีกอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง กว่าที่จะให้ร่างกายง่วงขึ้นอีกครั้ง เพราะคนเราต่างมีความรู้สึกง่วงนอนต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าง่วงนอนแล้วก็ควรนอนเลย... เพื่อจะได้ไม่เกิดอาการนอนไม่หลับ
2. อย่านอนผิดเวลาทุกวัน : อย่างถ้าคุณรับประทานอาหารเวลาเดิม ก็แนะนำว่าควรเข้านอนเวลาเดิมเป็นประจำ อย่างเช่น ปกตินอน4ทุ่ม ก็ขอให้นอน 4 ทุ่มทุกวัน มิฉะนั้นจะเกิดความเสี่ยงที่จะง่วงนอนผิดเวลา
3. ทดลองหลับแว่บเดียว : อย่างเช่น คุณนั่งบนเก้าอี้โซฟา มือหนึ่งถือช้อนกาแฟ ตรงปลายเท้าของคุณวางจานโลหะไว้ 1 ใบ เมื่อเผลอหลับ มือนั้นก็จะปล่อยช้อนหล่นลงมาบนจานโลหะ ส่งเสียงดัง มันเป็นการปลุกให้คุณตื่น คำอธิบายเมื่อหลับตา คุณจะสามารถตัดข้อมูล ไม่ให้เข้าสู่สมองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งควรฝึกวันละหลายๆครั้ง
4. พักกลางคัน : เป็นการพักเพื่อลดความเหนื่อยล้า ง่ายๆด้วยการ นั่งสบายๆอยู่บนโต๊ะทำงานของคุณ หนุนศรีษะบนแขนที่ไขว้กัน หรือ นอนท่าเหยียดยาว หลับตาและปล่อยตัวตามสบาย สัก 5 นาที
5. สะสมการนอน "ช่วงสั้น" ในวันทำงาน : ถ้าจะให้นั่งหลับเวลาทำงานก็คงดูไม่เหมาะสม คุณก็เปลี่ยนเป็นเก็บสะสมความอยากนอนของคุณไว้ เพื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณจะได้นอนพักผ่อนได้อย่างเต็มอิ่ม ใช้หนี้ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งสัปดาห์
6. งดออกกำลังกายในตอนเย็นหลังเลิกงาน : ความเข้าใจผิดๆ จากการเล่นกีฬาหลังเลิกงาน จะทำให้เหนื่อยจนคุณอยากจะนอน คุณเข้าใจผิด เพราะการออกกำลังกายช่วงหัวค่ำจะทำให้ร่างกายสดชื่นตื่นตัวตากหาก
7. ฝึกชี่กง (ลมปราณ) : ชี่กงเหมาะมากสำหรับสงบความคิดจิตใจ และขจัด ความอ่อนเพลีย ในไม่ช้าคุณจะเรียนรู้ที่จะทำท่าที่ชวนให้ง่องนอนเป็น
8. รับประทานอาหารค่ำแต่หัวค่ำ : แต่ควรหลีกเลี่ยงการเข้านอน "ขณะยังย่อยอาหารอยู่" ควรรอให้ผ่านไปสัก 2-3 ชั่วโมงหลังอาหารมื้อนี้ แล้วจึงค่อยนอน
9. เดินย่อยอาหารมื้อค่ำ : เป็นการรอเวลาจากข้อ 8 ในการรอเข้านอน...
10. เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำชา : เป็นตัวทำลายความง่วง... และบางครั้งระบบเผาผลาญ บางคนต้อง ใช้เวลาสิบสอง ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อกำจัดกาแฟเพียงถ้วยเดียว
11. การหาว : จะช่วยผ่อนคลายได้ และทำให้อยากนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า ได้ยืดแขนยืดขาด้วย
เพื่อความไม่เมื่อยล้าทางสายตาของคุณผู้อ่าน วันนี้ขอแนะนำ 11 ข้อ ก่อนแล้วกัน
</tbody></table>